แจ้งเตือน

News Update: JPMorgan ชี้ Bitcoin พุ่ง เพราะเงินเฟ้อ ไม่ใช่เพราะกระแส Bitcoin futures ETF นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ปลอดภัยแทนทองคำ

THE OPPORTUNITY
News Update: JPMorgan ชี้ Bitcoin พุ่ง เพราะเงินเฟ้อ ไม่ใช่เพราะกระแส Bitcoin futures ETF นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ปลอดภัยแทนทองคำ

JPMorgan ชี้ว่า ปัจจัยที่ผลักดันให้ราคา Bitcoin พุ่งทำสถิติใหม่ เกิดจากความกังวลในเรื่องเงินเฟ้อมากกว่ากระแสการเปิดตัว Bitcoin futures ETF

Nikolaos Panigirtzoglou นักกลยุทธ์จาก JPMorgan Chase & Co. กล่าวว่า แค่เพียงการเปิดตัวของ ProShares Bitcoin Strategy ETF (BITO) ไม่ได้ทำให้ราคา Bitcoin พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่สิ่งที่ทำให้ราคาปรับขึ้นจนทุบสถิติใหม่เกิดจากการมองว่า Bitcoin สามารถป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้ดีกว่าทองคำ

ความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อทำให้นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ที่สามารถเป็นตัวป้องกันความเสี่ยงได้ ซึ่งก็คือ Bitcoin ในขณะที่ ทองคำล้มเหลวในการตอบสนองต่อความกังวลด้านเงินเฟ้อ ทำให้มีการย้ายเงินทุนจาก ETF ทองคำไปยัง Bitcoin ตั้งแต่เดือน ก.ย.

นักกลยุทธ์จาก JPMorgan มองว่า การย้ายเงินทุนจากทองคำไปยัง Bitcoin ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และจะรองรับแนวโน้มขาขึ้นของ Bitcoin ยาวไปจนถึงปลายปี

ข้อมูลจาก Bloomberg รายงานว่า มีแรงเทขายในกองทุน SPDR Gold Shares ETF (GLD) ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 เดือนติดต่อกัน รวมแล้วกว่า 3,600 ล้านดอลลาร์

JPMorgan กล่าวว่านักลงทุน Bitcoin มีทางเลือกมากมายในการลงทุน โดยกระแสเปิดตัว BITO อาจหายไปภายใน 1 สัปดาห์ เหมือนกับตอนเปิดตัว Purpose Bitcoin ETF (BTCC) ในแคนาดา

เมื่อวานนี้ (20 ต.ค.) ราคา Bitcoin ทะลุ $66,000 สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยนักลงทุนและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าเป็นผลจากการเปิดตัวกองทุน Bitcoin futures ETF ครั้งแรกในสหรัฐฯ

BITO ETF ของ ProShares เปิดตัวในวันอังคาร (19 ต.ค.) ทำสถิติอันดับ 2 ของสินทรัพย์ที่ถูกเทรดมากสุดในวันแรก และทำสถิติ ETF ที่ AUM แตะระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์ เร็วที่สุดในประวัติการณ์

​​อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-20/jpmorgan-says-bitcoin-s-record-run-is-being-driven-by-inflation?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: หุ้น Evergrande ร่วงหนัก -12.88% หลังกลับมาซื้อขายวันแรก ธนาคารกลางจีนย้ำ ไม่กังวล

THE OPPORTUNITY
News Update: หุ้น Evergrande ร่วงหนัก -12.88% หลังกลับมาซื้อขายวันแรก ธนาคารกลางจีนย้ำ ไม่กังวล

หุ้น China Evergrande กลับมาเทรดวันแรก หลังถูกระงับการซื้อขายตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. ราคาร่วง 12.88% รับข่าวดีลขายหุ้นกับ Hopson Development ล้มเหลว

China Evergrande ยุติการเจรจากับ Hopson Development ในการเจรจาขายหุ้นบริษัทในเครืออย่าง Evergrande Property Services จำนวน 50.1% ของหุ้นทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 2,580 ล้านดอลลาร์

Evergrande Property Services จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว และเป็นแหล่งรายได้ที่ดีของบริษัทแม่ที่มีปัญหาสภาพคล่องอย่าง Evergrande โดยมีรายได้สุทธิทั้งปีที่ 2,650 ล้านหยวน เทียบกับรายได้ 10,500 ล้านหยวน ของ Evergrande

Hopson Development บริษัทอสังหาฯ ขนาดใหญ่เช่นเดียวกับ Evergrande แสดงความผิดหวังที่ดีลดังกล่าวไม่สำเร็จ และเรียกร้องให้หุ้นของ Hopson กลับมาซื้อขายได้อีกครั้ง หลังการซื้อขายถูกระงับเพื่อรอแถลงการณ์เกี่ยวกับการทำธุรกรรมขนาดใหญ่

Evergrande กล่าวว่า ยอดขายอสังหาฯ ลดลง 97% แม้จะอยู่ในฤดูกาลที่ยอดขายบ้านสูงสุด ส่งผลให้สภาพคล่องของบริษัทย่ำแย่ ก่อนจะถึงเส้นตายครบกำหนดชำระหนี้ โดยตั้งแต่ต้นปี ราคาหุ้น Evergrande ร่วงไปแล้วกว่า 80% ขณะที่ ​​ราคาหุ้น Evergrande Property Services ลดลง 43%

ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงแถลงการณ์ว่า Evergrande ไม่มีความคืบหน้าในการขายสินทรัพย์และอาจไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด โดยระยะเวลาผ่อนผัน 30 วัน สำหรับการจ่ายดอกเบี้ยมูลค่า 83.5 ล้านดอลลาร์ ที่ Evergrande ผิดนัดในเดือนที่แล้วจะหมดอายุในสุดสัปดาห์นี้

วิกฤติสภาพคล่อง Evergrande ได้กลายมาเป็นหนึ่งในความเสี่ยงครั้งใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจจีน และได้ทำลายความเชื่อมั่นในภาคอสังหาฯ ที่คิดเป็นสัดส่วน 25% ของ GDP จีน จนเกิดความกังวลว่าวิกฤติดังกล่าวอาจลามไปทั้งอุตสาหกรรม

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (18 ต.ค.) Sinic Holdings ผิดนัดชำระดอกเบี้ยและเงินต้นมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์ ตามหลังการผิดนัดชำระหนี้แบบไม่คาดคิดของ Fantasia Holdings ในช่วงต้นเดือน ขณะที่ผลตอบแทนตราสารหนี้ความเสี่ยงสูงของจีนใกล้แตะระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ

ยอดขายที่ลดลงอย่างหนักและโครงการจำนวนมากที่หยุดกลางคัน สร้างแรงกดดันให้ Evergrande ต้องหาวิธีอื่นเพื่อรักษาสภาพคล่อง ในขณะที่ผู้ถือหุ้นกู้ ธนาคาร และเจ้าหนี้รายอื่นๆ กังวลเกี่ยวกับความสามารถในการชำระหนี้ของ Evergrande ผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่มีหนี้สูงสุดในโลก

หน่วยงานกำกับดูแลการเงินของจีนสนับสนุนให้ Evergrande ทำทุกวิถีทางเพื่อเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ระยะสั้น โดยให้เน้นดำเนินการในโครงการที่ยังไม่เสร็จสิ้น รวมถึงการขายสินทรัพย์บางส่วนก็เป็นอีกกลยุทธ์ในการเพิ่มสภาพคล่องแม้จะไม่คุ้มราคาก็ตาม

Lisa Zhou นักกลยุทธ์จาก Bloomberg Intelligence กล่าวว่า การขายบริษัทในเครือจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและบรรเทาวิกฤติในระยะสั้น ขณะที่ Daniel Fan กล่าวว่า ความพยายามดังกล่าวช่วยซื้อเวลาสำหรับการแก้ไขปัญหาการระดมทุนในต่างประเทศ

การคุมเข้มภาคอสังหาฯ ของทางการจีนทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจีนในวงกว้าง ราคาบ้านเดือน ก.ย. ร่วงแรงในรอบ 6 ปี การเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ชะลอตัวลงจากภาคอสังหาฯ และการก่อสร้างหดตั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด

นายฟ่าน กงเฉิน รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (PBOC) กล่าวว่า ตลาดตอบสนองต่อการผิดนัดชำระหนี้ของ Evergrande ไปบางส่วนแล้ว และเชื่อว่าภาคอสังหาฯ จีน กำลังกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-20/evergrande-ends-talks-on-hopson-deal-asks-to-resume-trading?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Long Term Tactical Call: สะสม KF-HJAPAND อีกครั้งหลังญี่ปุ่นยุบสภาและดัชนียืนเหนือเส้น 200 วัน

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Long Term Tactical Call: สะสม KF-HJAPAND อีกครั้งหลังญี่ปุ่นยุบสภาและดัชนียืนเหนือเส้น 200 วัน

ภายหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้เพียง 11 วัน นายฟูมิโอะ คิชิดะ ก็ประกาศยุบสภา ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ปรับตัวลงไปก็เริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ FINNOMENA Investment Team มองเห็นความน่าสนใจในตลาดหุ้นญี่ปุ่นสอดคล้องกับแนวโน้มความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น โดยมีมุมมองและเหตุผล ดังนี้

1. การยุบสภาครั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์มองว่าเป็นการอาศัยจังหวะที่พรรคซีดีพีเจที่เป็นฝ่ายค้านมีคะแนนนิยมลดลง ผลสำรวจล่าสุดของหนังสือพิมพ์รายวันอาซาฮีชิมบุน พบว่าผู้ให้ข้อมูลเพียง 13% ที่จะไปเลือกพรรคซีดีพีเจ ขณะที่ 47% เลือกพรรคแอลดีพี

เป็นที่แน่นอนว่าแนวทางทางการเมืองหลังการเลือกตั้งคงไม่ต่างไปจากเดิม โดยพรรคแอลดีพีกำลังชูนโยบายโควิดของเขา เช่น การจัดหายาเม็ดต้านไวรัสในปีนี้ และการใช้นโยบายทุนนิยมใหม่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจพร้อมกระจายความมั่งคั่งใหม่ สอดคล้องกับผลสำรวจของหนังสือพิมพ์ Sankei พบว่า 48%ของผู้ตอบแบบสำรวจต้องการให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีคิชิดะ ทำงานควบคุมการระบาดเป็นอันดับแรก ตามด้วยการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาเรื่องการจ้างงาน

ดังนั้นหากเป็นไปตามแนวทางนี้เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากการเปิดเมืองได้พร้อมรับมาตรการและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

FINNOMENA Long Term Tactical Call: สะสม KF-HJAPAND อีกครั้งหลังญี่ปุ่นยุบสภาและดัชนียืนเหนือเส้น 200 วัน

Bloomberg.com As of 20/10/2021

2. ปัจจุบันมีชาวญี่ปุ่นได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ไปแล้ว 67.6% โดยเฉลี่ยฉีดที่ประมาณ 750,000 โดสต่อวัน ส่วนตัวเลขผู้ติดเชื้อก็ลดลง ดังนั้นประเด็นการแพร่ระบาดอีกครั้งจึงมีความเป็นไปได้ต่ำ ในทางกลับกันยิ่งช่วยให้การเปิดเมืองเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น

FINNOMENA Long Term Tactical Call: สะสม KF-HJAPAND อีกครั้งหลังญี่ปุ่นยุบสภาและดัชนียืนเหนือเส้น 200 วัน

FINNOMENA, Bloomberg As of 20/10/2021

3. มุมมองนักวิเคราะห์จาก Bloomberg Consensus สะท้อนให้เห็นการปรับประมาณการ GDP ของญี่ปุ่นในปี 2022 แม้จะทรงตัวมากว่าเดือนแต่ก็มีแนวโน้มก่อนหน้าก็เป็นการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันประมาณการ GDP ของปี 2021 ก็เริ่มทรงตัวแล้วเช่นกัน หลังจากถูกปรับประมาณการลงในช่วงกลางปีจากผลกระทบของโควิด ซึ่งได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ได้คลี่คลาย และการระดมฉีดวัคซีนในช่วงที่ผ่านมา

FINNOMENA Long Term Tactical Call: สะสม KF-HJAPAND อีกครั้งหลังญี่ปุ่นยุบสภาและดัชนียืนเหนือเส้น 200 วัน

FINNOMENA, Bloomberg As of 20/10/2021

4. ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมถึงปัจจุบัน (20/10/2021) หุ้นกลุ่มขนส่งทางบกและบริการถูกปรับประมาณการ EPS อย่างโดดเด่น สะท้อนการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่วนกลุ่มอุปกรณ์ความแม่นยำสูงทางอุตสาหกรรม อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรม ก็ยังถูกเพิ่มประมาณการอันเป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก สะท้อนปัจจัยหนุนในประเทศที่เสริมอานิสงส์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

FINNOMENA Long Term Tactical Call: สะสม KF-HJAPAND อีกครั้งหลังญี่ปุ่นยุบสภาและดัชนียืนเหนือเส้น 200 วัน

FINNOMENA, Bloomberg As of 20/10/2021

5. เปรียบเทียบประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี TOPIX กับ S&P 500 จะเห็นว่าภาพรวม TOPIX ถูกปรับประมาณการโดดเด่นกว่า S&P 500 นอกจากนั้นหากนำมาเปรียบเทียบความถูกแพงผ่านการดู อัตราส่วน Relative P/E ก็พบว่าระดับ Valuation ของ TOPIX อยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับ S&P 500

FINNOMENA Long Term Tactical Call: สะสม KF-HJAPAND อีกครั้งหลังญี่ปุ่นยุบสภาและดัชนียืนเหนือเส้น 200 วัน

FINNOMENA, Bloomberg As of 20/10/2021

6. ดัชนี TOPIX ปรับตัวลงมารอบนี้ไม่หลุดแนวรับสำคัญที่เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน (MA 200) จากนั้นปรับตัวขึ้นพร้อมสัญญาณซื้อ (Buy signal) จากอินดิเคเตอร์ MACD

FINNOMENA Long Term Tactical Call: สะสม KF-HJAPAND อีกครั้งหลังญี่ปุ่นยุบสภาและดัชนียืนเหนือเส้น 200 วัน

Investing.com As of 20/10/2021

คำแนะนำ

FINNOMENA Investment Team แนะนำสะสมหุ้นญี่ปุ่น ผ่านกองทุน KF-HJAPAND ซึ่งมีนโยบายลงทุนใน Master Fund ชื่อ JPMorgan Japan Fund ที่มีนโยบายลงทุนแบบ High Conviction  และมีความเสี่ยงของกองทุนอยู่ที่ระดับ 6 โดยนโยบายการลงทุนเปิดกว้างลงทุนได้ทั้งหุ้นขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาสามารถสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้เหนือกว่าดัชนีอ้างอิง TOPIX

หมายเหตุ กองทุน KF-HJAPAND มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน 100%

FINNOMENA Long Term Tactical Call: สะสม KF-HJAPAND อีกครั้งหลังญี่ปุ่นยุบสภาและดัชนียืนเหนือเส้น 200 วัน

FINNOMENA Investment Team


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และ ความเสี่ยง โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัว ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: Tesla งบไตรมาส 3 ทำจุดสูงสุดใหม่ รายได้ และ กำไร ทุบสถิติ เอาชนะปัญหาขาดแคลนชิปและห่วงโซ่อุปทาน

THE OPPORTUNITY
News Update: Tesla งบไตรมาส 3 ทำจุดสูงสุดใหม่ รายได้ และ กำไร ทุบสถิติ เอาชนะปัญหาขาดแคลนชิปและห่วงโซ่อุปทาน

Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอายุ 18 ปี รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 โดยทุบสถิติใหม่ของบริษัททั้งรายได้ กำไร และยอดขาย โดยแม้รายได้จะต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ แต่มีผลกำไรสูงกว่าคาด แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ Tesla ในการเอาชนะปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตรถยนต์

รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัท

  • กำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ $1.86 สูงกว่าคาดการณ์ที่ $1.59
  • รายได้เพิ่มขึ้น 57% (YoY) อยู่ที่ 13,790 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 13,630 ล้านดอลลาร์
  • รายได้จากการขายรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ 12,060 ล้านดอลลาร์
  • รายได้จากธุรกิจพลังงานอยู่ที่ 806 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่รายได้จากการบริการ เช่น การซ่อมบำรุงอยู่ที่ 894 ล้านดอลลาร์
  • รายได้จากการขายรถยนต์ไฟฟ้าให้ผู้ผลิตรถยนต์เจ้าอื่น (Regulatory Credits) อยู่ที่ 279 ล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 354 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสที่ 2
  • กำไรขั้นต้น (Gross Margin) เพิ่มขึ้น 28.8% (YoY) โดยไม่รวมรายได้จาก Regulatory Credits
  • ยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด 241,300 คันทั่วโลก และ ยอดผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ 237,823 คัน โดย 96% ของยอดขายทั้งหมดคือรุ่น Model 3 และ Model Y

ผลประกอบการดังกล่าว เป็นรายงานผลกำไรติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 9 ของ Tesla โดย Tesla กล่าวว่าปัญหาห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ตั้งแต่การขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงความแออัดที่ท่าเรือส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเพิ่มผลผลิต ในขณะที่ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้จะเผชิญปัญหาดังกล่าว แต่ยอดขายในไตรมาส 3 ของ Tesla ทำสถิติใหม่ ซึ่งแตกต่างจากผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นที่แม้จะสามารถรายงานผลกำไรในช่วงที่เซมิคอนดักเตอร์ขาดแคลนได้ แต่ยอดขายไม่เพิ่มขึ้นเนื่องจากข้อจำกัดด้านซัพพลายเออร์

หลังการรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ราคาหุ้นของ Tesla ปรับตัวลดลง 1.5% ในช่วงหลังตลาดปิด โดยมีราคาปิดเมื่อวานนี้ (20 ต.ค.) ที่ $865.80 และปรับตัวเพิ่มขึ้น 18.64% ตั้งแต่ต้นปี

Gene Munster จาก Loup Ventures กล่าวว่า การลดลงของราคาหุ้นเกิดจากผลประกอบการที่เป็นไปตามคาด แต่หากพิจารณาที่ความสามารถในการทำกำไรนั้น Tesla มีความก้าวหน้าอย่างมาก

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-20/tesla-s-quarterly-revenue-trails-estimates-while-earnings-beat?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz
https://www.cnbc.com/2021/10/20/tesla-tsla-earnings-q3-2021.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 21/10/2021 “Bitcoin ราคาทำสถิติสูงสุดใหม่ทะลุ $66,000” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 21/10/2021

“Bitcoin ราคาทำสถิติสูงสุดใหม่ทะลุ $66,000”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +152.03 จุด (+0.43%) S&P500 +16.56 จุด (+0.37%) Nasdaq -7.4 จุด (-0.05%) Small Cap 2000 +11.66 จุด (+0.51%) VIX index อยู่ที่ 15.49 (-1.34%)

 ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +5.34 จุด (+0.13%) Dax เยอรมัน +7.09 จุด (+0.05%) CAC 40 ฝรั่งเศส _35.76 จุด (+0.54%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 21 ต.ค. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลงเล็กน้อย ตลาดหุ้นจีน CSI 300 ปิด และตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวบวกเล็กน้อย และ SET Index เมื่อวานนี้ปิด 1,637.55 จุด (+0.44%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 21 ต.ค. 2564) ราคาทองคำ 1,784.75 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 24.407 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 83.92 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 86.07 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 21 ต.ค. 2564) Bitcoin 65,235.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 4,210.29 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.256556 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 502.93 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

Bitcoin ราคาทำสถิติสูงสุดใหม่ $66,000 ดันมูลค่าตลาดของ Bitcoin ทะลุ 1.2 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ภายใน 12 ปี ล่าสุดกำลังจะมีกอง ETF ที่เข้ามาเทรด Bitcoin เพิ่มอีก 2 กองในเดือนนี้ คือ VanEck Bitcoin Strategy ETF และ Valkrie Bitcoin Strategy ETF

แจ๊ค หม่า ปรากฎตัวที่สเปน พร้อมๆกับทาง Alibaba เปิดตัวชิปตัวใหม่ขนาด 5 นาโนเมตร ที่ถือว่าล้ำสุดในประเทศจีน โดยชิปนี้ชื่อว่า Yitian 710 ส่งผลให้หุ้น Alibaba ในฮ่องกงพุ่ง 6.7%

China Evergrande ดีลล่มในการขายหุ้นให้ Hopson ไม่สำเร็จ หลังทางการจีนยังไม่รับรอง หวั่นผิดนัดชำระหนี้ตามกำหนดการ

ในเดือนกันยายนราคาบ้านในจีนปรับตัวลง -0.6% จากความกังวลการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน และจากความกังวลต่อ China Evergrande ส่งผลให้เกิดความกังวลในการซื้ออสังหาริมทรัพย์

Tesla ประกาศงบไตรมาส 3 มีรายได้อยู่ที่ 13,760 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 13,630 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และกำไรต่ออยู่ที่ $1.68 สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ $1.59 โดยรายได้และกำไร ทำสถิติสูงสุดใหม่

Citigroup เตรียมเปิดประมูลธุรกิจรายย่อยในไทยศุกร์นี้ ซึ่งมีคาดว่ามี 2 ธนาคารที่เข้าร่วมประมูล คือ ธนาคารกรุงเทพ โดยมีแผนที่เสนอวงในการประมูลมากกว่า 68,000 ล้านบาทในการประมูล และธนาคารกรุงศรีก็เข้าร่วมประมูล

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 9,727 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 9,656 ราย จากในเรือนจำ 71 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 73 ราย หายป่วยกลับบ้าน 10,075 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,792,716 ราย หายป่วยสะสม 1,672,508 ราย

งานสัมมนารวมพลคนลงทุน 2021 วันอังคารที่ 26 ตุลาคม 2564 เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป “เจาะกลุ่มกองทุน Baillie Gifford ทั้งตลาด” ลงทะเบียนรับชมได้ที่ https://www.finnomena.com/live-seminar-26-oct-2021-online/

News Update: Ant Group หมดหวัง IPO ในปีนี้ แม้บริษัทยอมยกเครื่อง เปิดทางรัฐบาลร่วมทุน นักวิเคราะห์หั่นมูลค่า เหลือ 1 ใน 3 จากราคา IPO ปีที่แล้ว

THE OPPORTUNITY
News Update: Ant Group หมดหวัง IPO ในปีนี้ แม้บริษัทยอมยกเครื่อง เปิดทางรัฐบาลร่วมทุน นักวิเคราะห์หั่นมูลค่า เหลือ 1 ใน 3 จากราคา IPO ปีที่แล้ว

ดีล IPO มูลค่า 35,000 ล้านดอลลาร์ ของ Ant Group จะหมดอายุในวันนี้ (20 ต.ค.) เป็นเวลา 1 ปี หลังถูกทางการจีนระงับ IPO ในตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง ความหวังของ Ant Group ภายใต้ข้อความ ‘อย่าหมดศรัทธา’ กำลังจางหายไป

ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการเงินชั้นนำที่เคยคาดการณ์ว่า Ant Group จะกลับมา IPO อีกครั้งภายในปีนี้หรือปีหน้า ได้เปลี่ยนคาดการณ์สู่ปี 2023 ในขณะที่การประเมินมูลค่าบริษัทลดลงมากกว่า 2 ใน 3 จากระดับสูงลิ่วก่อนหน้านี้ที่ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Ant Group คือจุดเริ่มต้นการคุมเข้มเทคโนโลยีของทางการจีนในการบรรลุเป้าหมาย ‘ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน’ ตามมาด้วยการปราบปรามในทุกภาคส่วน จนเกิดคำถามว่าการคุมเข้มดังกล่าวจะเสร็จสิ้นเมื่อใด

Ant Group ถูกยกเครื่องโครงสร้างครั้งใหญ่จนขวัญกำลังใจของพนักงานเริ่มหมดลง ทั้งการถูกสั่งให้แยกธุรกิจย่อยออกจาก Alipay แอปชำระเงินครบวงจรที่มีผู้ใช้งานกว่า 1 พันล้านคน หรือการบังคับให้คู่แข่งสามารถเข้าถึงข้อมูลผู้บริโภคขนาดใหญ่โดยเสียค่าธรรมเนียม

พนักงานคนหนึ่ง กล่าวว่า Ant Group เริ่มมีลักษณะคล้ายกับธนาคารแบบดั้งเดิมที่ แจ็ค หม่า เคยเย้ยหยันในการประชุม Bund Summit เมื่อปีที่แล้วว่าไม่ต่างจากโรงรับจำนำ และเตือนว่า การคุมเข้มที่ผิดเวลาของรัฐบาลจะส่งผลร้ายต่อนวัตกรรมจีน

พนักงานกลุ่มหนึ่งมองว่า การเป็นเจ้าของโดยรัฐอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด ขณะที่ทางการจีนได้หารือเกี่ยวกับการแต่งตั้งตัวแทนจากรัฐบาลในตำแหน่งผู้บริหารของ Ant Group เพื่อควบคุมการดำเนินงานของบริษัท

ผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กล่าวว่า ผู้บริหาร Ant Group กำลังปรับโครงสร้างบริษัทโดยแยกกิจการย่อยเพื่อร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่รัฐสนับสนุน ในขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลที่นำโดยแบงก์ชาติจีนได้ส่งแนวทางกว้างๆ แก่ Ant Group และปล่อยให้ดำเนินการแบบลองผิดลองถูก

ทั้ง Ant Group และ Tencent ถูกทางการจีนสั่งให้ปรับโครงสร้างบริษัทครั้งใหญ่ โดยการควบคุมได้ขยายขอบเขตจากเรื่องการปล่อยสินเชื่อออนไลน์ ไปสู่การดำเนินงานที่ซับซ้อนขึ้น เช่น สั่งลดการครอบงำในบริการชำระเงิน รวมถึงการเปิดแพลตฟอร์มเพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลของผู้บริโภคได้รับการคุ้มครอง

การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของ Ant Group ทั้งที่เริ่มไปแล้วและกำลังวางแผน มีดังนี้

  • เพิ่มทุนจดทะเบียนสู่ 35,000 ล้านหยวน (5,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) จากเงินทุนสำรองของบริษัท เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
  • อนุมัติแยกธุรกิจย่อย Jiebei และ Huabei สู่ธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคแห่งใหม่ ด้วยทุนจดทะเบียน 8 พันล้านหยวน โดย Ant ถือหุ้น 50% และจำกัดการปล่อยสินเชื่อที่ 266,000 ล้านหยวน
  • ทางการจีนต้องการให้ Ant Group สร้างแอปสำหรับธุรกิจสินเชื่อแยกออกจากแอป Alipay
  • ผู้ใช้งาน Alipay ต้องกดยอมรับเงื่อนไขใหม่ในการเผยแพร่ประวัติเครดิตกับธนาคารกลางก่อนใช้งาน Jiebei และ Huabei
  • ย้ายข้อมูลธุรกรรมของผู้บริโภคไปยังบริษัท Credit Scoring แห่งใหม่ที่ร่วมทุนกับบริษัทที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ โดย Ant ถือหุ้นส่วนน้อยที่ 35%
  • Alibaba เพิ่มระบบการชำระเงินของ Tencent ลงในบางแอปของ Alibaba เพื่อลดการผูกขาดของ Alipay ที่มีมาอย่างยาวนาน

ข้อจำกัดมากมายของ Ant Group ทำให้ Fidelity Investments หั่นการประเมินมูลค่า Ant Group เหลือเพียง 78,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่สถาบันการเงินอื่นๆ ยังคงมีมุมมองบวก เช่น BlackRock ประเมินมูลค่าบริษัทไว้ที่ 174,000 ล้านดอลลาร์ และ T Rowe Price ประเมินไว้ที่ 189,000 ล้านดอลลาร์

Francis Chan นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence กล่าวว่า โมเดลธุรกิจของ Ant Group มีความเสี่ยงลดลงจากการถูกบังคับให้แยกแอปสินเชื่อออกจาก Alipay และจากการคำนวณคาดว่ากำไรจากสินเชื่อจะลดลงครึ่งหนึ่ง และประเมินมูลค่าบริษัทที่ 71,500 ล้านดอลลาร์

Ant Group ยังต้องเผชิญความท้าทายจากอุปสรรคด้านกฎระเบียบของทางการจีน ผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กล่าวว่า เจ้าหน้าที่หลายคนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ถูกสอบสวนถึงบทบาทของพวกเขาในกระบวนการ IPO ที่รวดเร็วของ Ant Group โดยตอนนี้ไม่มีหน่วยงานไหนกล้าอนุมัติการเข้าสู่ตลาดของ Ant Group จนกว่า ปธน.สี จิ้นผิง จะอนุญาต

Vincent Chan นักกลยุทธ์จาก Aletheia Capital กล่าวว่า ต้องรอจนกว่ารัฐบาลจีนจะรู้สึกสบายใจต่อบริษัทอินเทอร์เน็ตและพฤติกรรมของธุรกิจ e-commerce เหมือนกับที่รู้สึกกับบริษัทที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ ซึ่งคงอีกนาน

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-19/ant-s-record-ipo-remains-in-limbo-a-year-after-china-crackdown?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

เปิดบ้าน Baillie Gifford มีกองทุนไทยไหนบ้างที่ลงทุนใน Baillie Gifford

planet 46

สารบัญ

บทความนี้จะพาเปิดบ้าน “Baillie Gifford” บริษัทจัดการกองทุนต่างประเทศ ที่มีกลยุทธ์การลงทุนเน้นการเติบโตในระยะยาว โดยเราจะมาเปิดบ้าน Baillie Gifford กันว่ามีกองทุนไทยไหนบ้างที่ลงทุนใน Baillie Gifford แต่ละกองทุนลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง ครบทุกกองในบทความเดียว บอกได้เลยว่าสาวก Baillie Gifford พลาดไม่ได้!

อ่านบทความเปิดบ้านกองทุนต่างประเทศอื่น ๆ

ประวัติความเป็นมาของ Baillie Gifford

จุดเริ่มต้นของ Baillie Gifford มาจากการเป็นสำนักงานกฎหมายที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1907 แต่เนื่องด้วยบรรยากาศทางการเงินและการลงทุนในช่วงเวลานั้นทำให้บริษัทตัดสินใจผันตัวไปให้ความสำคัญกับการลงทุนนับตั้งแต่ปี 1908 เป็นต้นมา และได้กลายมาเป็นบริษัทจัดการกองทุน ระดับโลกมาจนถึงทุกวันนี้ โดยปัจจุบันมี Andrew Telfer นั่งแท่น CEO มาตั้งแต่ปี 2012 ซึ่ง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2021 บริษัทมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การจัดการ (AUM) รวมทั้งหมดแล้วกว่า 486.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

กลยุทธ์การลงทุนของ Baillie Gifford

ปรัญชาการลงทุนของ Baillie Gifford มุ่งเน้นไปที่การเติบโตในระยะยาว หรือ “Long-Term Philosophy” ไม่ใช่การเก็งกำไรในระยะสั้น ดังนั้นกระบวนการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่รวมกับความเชี่ยวชาญเชิงลึกของ Baillie Gifford จึงเป็นหัวใจสำคัญของแนวทางการลงทุนที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว ซึ่งกลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่ Baillie Gifford ใช้มาอย่างยาวนานกว่า 109 ปี

กองทุนไทยที่ลงทุนใน Baillie Gifford

ได้รู้ประวัติความเป็นมาและกลยุทธ์การลงทุนของ Baillie Gifford กันไปคร่าว ๆ แล้ว ทีนี้มาดูกันดีกว่าว่า มีกองทุนไทยไหนบ้างที่ลงทุนใน Baillie Gifford

Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund

กลยุทธ์การลงทุน:  ลงทุนในหุ้นทั่วโลกเพื่อสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งในระยะยาว ในหุ้นที่พิจารณาแล้วว่ามีศักยภาพในการเติบโตที่แข็งแกร่ง พิจารณาคัดเลือกหุ้นแบบรายตัวจำนวน 30 ถึง 60 หลักทรัพย์จากทีมผู้จัดการกองทุน โดยไม่เจาะจงในหมวดอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง และประเทศได้ประเทศหนึ่ง และบริษัทที่กองทุนเข้าลงทุนต้องมีมูลค่าตลาดเกินกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ลงทุน

ONE-UGG

▶︎ ONE-UGG-IA, ONE-UGG-ASSF, ONE-UGG-RA

กองทุน ONE-UGG หรือ ONE Ultimate Global Growth Fund จาก บลจ.วรรณ (ONEAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund – Class B (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

ความเสี่ยงของกองทุน ONE-UGG:

กองทุน ONE-UGG จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐฯ และหมวดสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน ONE-UGG:

ONE-UGG-RA

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.177%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.4766%

ONE-UGG-ASSF

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 0.8560%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: ยกเว้นการเรียกเก็บ
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.1556%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน ONE-UGG:

ONE-UGG-RA

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

ONE-UGG-ASSF

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 2,000 บาท

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-UGG-RA : กองทุนหุ้นเติบโตทั่วโลก คว้าโอกาสแห่งอนาคต

KFGG

▶︎ KFGG-I, KFGG-A

กองทุน KFGG หรือ Krungsri Global Growth Fund จาก บลจ.กรุงศรี (KSAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund – Class B (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

ความเสี่ยงของกองทุน KFGG:

กองทุน KFGG จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด/เกือบทั้งหมด ไม่น้อยกว่า 90% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐฯ และหมวดสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน KFGG-A:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 0.9416%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.1342%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน KFGG-A:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 500 บาท

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-UGG-RA และ KFGG-A: เปรียบเทียบแลกหมัดกองทุนยอดนิยมที่สุดใน พ.ศ. นี้

Baillie Gifford Worldwide US Equity Growth Fund

กลยุทธ์การลงทุน: ลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ที่อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของทางการ (Regulated Market) เป็นหลัก ซึ่งมีการกระจายการลงทุนที่หลากหลาย และอาจลงทุนไม่เกิน 15% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนในหุ้นของบริษัทที่มีรายได้หรือสินทรัพย์ส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียน ซื้อ ขาย หรือจัดจําหน่ายใน Regulated Market ทั่วโลก

KFUS

▶︎ KFUSSSF, KFUSRMF, KFUS-A

กองทุน KFUS หรือ Krungsri US Equity Fund จาก บลจ.กรุงศรี (KSAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Worldwide US Equity Growth Fund – Class B (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

ความเสี่ยงของกองทุน KFUS:

กองทุน KFUS จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน โดยป้อง 90% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐฯ และหมวดสินค้าฟุ่ มเฟือย (Consumer Discretionary) เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) และสุขภาพ (Healthcare)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน KFUS:

KFUS

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 0.8025%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.0002%

KFUSSSF, KFUSRMF

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 0.8025%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: ยกเว้นไม่เรียกเก็บ
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 0.9951%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน KFUS:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 500 บาท

Baillie Gifford Positive Change Fund

กลยุทธ์การลงทุน:ลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือมีพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบเชิงบวก (Positive Impact) ต่อสังคมโดยรวม หรือสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษา ความเท่าเทียมทางสังคม คุณภาพของระบบการดูแลสุขภาพ และด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น  โดยมีการลงทุนแบบกระจุกตัวในหุ้นของบริษัททั่วโลกประมาณ 25 ถึง 50 ตัว​

K-CHANGE

▶︎ K-CHANGE-SSF, KCHANGERMF, K-CHANGE-A(A)

กองทุน K-CHANGE หรือ K Positive Change Equity Fund จาก บลจ.กสิกรไทย (KAsset) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Positive Change Fund – Class B (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว

ความเสี่ยงของกองทุน K-CHANGE:

กองทุน K-CHANGE จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนบางส่วน ไม่น้อยกว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ (KCHANGERMF ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ประมาณ 50-100% ของเงินลงทุนต่างประเทศ)
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐฯ และหมวดอุตสาหกรรม Healthcare

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน K-CHANGE:

K-CHANGE-A(A)

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.2840%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 1.50% 
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.3736%

K-CHANGE-SSF

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.2840%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.3736%

KCHANGERMF

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.2840%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ไม่มี
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.3666%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน K-CHANGE:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 500 บาท

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน K-CHANGE-A (A) กองทุนผลตอบแทนเยี่ยมที่ให้คุณ “ช่วยโลก” ได้ เพียงแค่ลงทุน

Baillie Gifford Worldwide Discovery Fund

กลยุทธ์การลงทุน: ลงทุนในหุ้นจดทะเบียนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว โดยเน้นลงทุนในหุ้นของธุรกิจขนาดเล็กหรือในกิจการที่เริ่มดำเนินการที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในระยะยาว ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกจากทีมผู้จัดการกองทุน โดยไม่เจาะจงลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง หรือในประเทศใดประเทศหนึ่ง

ONE-DISC

▶︎ ONE-DISC-ASSF, ONE-DISC-RA

กองทุน ONE-DISC-RA หรือ ONE Discovery Fund จาก บลจ.วรรณ (ONEAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Worldwide Discovery Fund – Class B (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

ความเสี่ยงของกองทุน ONE-DISC:

กองทุน ONE-DISC-RA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐฯ และหมวดอุตสาหกรรม Healthcare และ Information Technology

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน ONE-DISC:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.605% (ONE-DISC-ASSF ยกเว้นไม่เรียกเก็บ)
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.7976%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน ONE-DISC:

ONE-DISC-RA

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 5,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ONE-DISC-ASSF

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 2,000 บาท

Baillie Gifford Worldwide Pan-European Fund

กลยุทธ์การลงทุน: ลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป และอาจมีการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นอกประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป แต่มีรายได้ส่วนใหญ่มาจากทวีปยุโรป หรือมีสินทรัพย์ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป โดยไม่เจาะจงลงทุนตามขนาดมูลค่าตลาด และหมวดอุตสาหกรรมใดเป็นการเฉพาะ

ASP-EUG

กองทุน ASP-EUG หรือ Asset Plus Europe Growth Fund จาก บลจ.แอสเซท พลัส (ASSETFUND) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Worldwide Pan-European Fund – Class B (EUR) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

ความเสี่ยงของกองทุน ASP-EUG:

กองทุน ASP-EUG จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด/เกือบทั้งหมด
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสวีเดน และหมวดอุตสาหกรรม Consumer Discretionary

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน ASP-EUG:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.610%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.25%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 2.640495%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน ASP-EUG:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 5,000 บาท

Baillie Gifford Worldwide Emerging Markets Leading Companies Fund

กลยุทธ์การลงทุน: ลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นของบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจ มีรายได้หลัก หรือมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ซึ่งไม่เฉพาะเจาะจงในประเทศใดประเทศหนึ่ง ตลาดใดตลาดหนึ่ง หรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง โดยหุ้นของบริษัทที่กองทุนลงทุนต้องมีมูลค่าตลาดมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ณ ขณะที่กองทุนเข้าลงทุน ซึ่งปกติแล้วกองทุนจะลงทุนในหุ้นระหว่าง 35 ถึง 60 ตัว

M-EM

กองทุน M-EM หรือ MFC Emerging Market Fund จาก บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Worldwide Emerging Markets Leading Companies Fund – Class B (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

ความเสี่ยงของกองทุน M-EM:

กองทุน M-EM จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศจีน และหมวดอุตสาหกรรม Consumer Discretionary

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน M-EM:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.9581%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน M-EM:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท

TMBEAE

▶︎ TMBEAERMF, TMBEAE

กองทุน TMB หรือ TMB Emerging Active Equity Fund จาก บลจ.ทหารไทย (TMBAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Worldwide Emerging Markets Leading Companies Fund – Class B (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

ความเสี่ยงของกองทุน TMBEAE:

กองทุน TMBEAE จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศจีน และหมวดอุตสาหกรรม Consumer Discretionary, เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และเงินทุนและหลักทรัพย์ (FIN)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน TMBEAE:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.7881%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน TMBEAE:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

Baillie Gifford Worldwide Health Innovation Fund

กลยุทธ์การลงทุน: ลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่เกี่ยวกับบริษัทในอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ (Healthcare Industry) และบริษัทในอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพที่เป็นนวัตกรรมในด้านต่าง ๆ (Innovative Healthcare) เช่น การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกัน รวมถึงอาจลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ผู้จัดการกองทุนเห็นว่าประกอบธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพแม้ว่าบริษัทดังกล่าวจะไม่ถูกจัดให้อยู่ในหมวดอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ (Healthcare Sector) ตามนิยามของดัชนีใด ๆ เป็นการเฉพาะก็ตาม โดยหุ้นดังกล่าวอาจเป็นหุ้นขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ที่ทีมผู้จัดการกองทุนพิจารณาแล้วว่าเป็นหุ้นที่มีศักยภาพสูงในการเติบโต

PRINCIPAL GHEALTH-A

กองทุน PRINCIPAL GHEALTH-A หรือ Principal Global Health Innovation Fund จาก บลจ.พรินซิเพิล (Principal) มีนโยบายลงทุนในกองทุนรวม และ/หรือ กองทุน ETF ต่างประเทศ ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีการทําธุรกิจที่เกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์จากธุรกิจที่ เกี่ยวข้องกับสุขภาพ (Healthcare) รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพที่ใช้นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทั่วโลก เช่น เทคโนโลยีการวินิจฉัยโรค เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับการดําเนินชีวิต ดิจิทัลเฮลธ์ เภสัชกรรม เทคโนโลยีทางการแพทย์ เครื่องมือทางการแพทย์ รวมถึงการวิจัยและพัฒนาต่าง ๆ เป็นต้น โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน 

กองทุน PRINCIPAL GHEALTH-A จะลงทุนในหลักทรัพย์ ดังต่อไปนี้

ความเสี่ยงของกองทุน PRINCIPAL GHEALTH-A:

กองทุน PRINCIPAL GHEALTH-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 7 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน โดยคิดเป็น 70-100% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐฯ และหมวดอุตสาหกรรม Healthcare

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน PRINCIPAL GHEALTH-A:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.9581%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน PRINCIPAL GHEALTH-A:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน PRINCIPAL GHEALTH-A: ลงทุนครอบคลุมทุกภาคส่วนของ Health Care รับแรงหนุนจากเทคโนโลยี

SCBIHEALTH

▶︎ SCBIHEALTH(E), SCBIHEALTH(P), SCBIHEALTH(SSF), SCBIHEALH(A)

กองทุน SCBIHEALTH หรือ SCB Healthcare Innovation Fund จาก บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Worldwide Health Innovation Fund – Class B (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

ความเสี่ยงของกองทุน SCBIHEALH:

กองทุน SCBIHEALTH จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 7 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน โดยคิดเป็น 34.32% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐฯ และหมวดอุตสาหกรรม Healthcare

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน SCBIHEALH:

SCBIHEALTH(A)

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.61%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: สูงสุดไม่เกิน 1.79%

SCBIHEALTH(E)

  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: ยกเว้นไม่เรียกเก็บ
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: สูงสุดไม่เกิน 0.10% (ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น)

SCBIHEALTH(SSF)

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.61%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: ยกเว้นไม่เรียกเก็บ
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: สูงสุดไม่เกิน 1.71% (ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น)

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน SCBIHEALTH:

SCBIHEALTH(A), SCBIHEALTH(SSF)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท

SCBIHEALTH(E)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

LHHEALTH

▶︎ LHHEALTH-D, LHHEALTH-E, LHHEALTH-A

กองทุน LHHEALTH หรือ LH Health Innovation Fund จาก บลจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LHFUND) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Worldwide Health Innovation Fund – Class B (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

ความเสี่ยงของกองทุน LHHEALTH:

กองทุน LHHEALTH จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐฯ และหมวดอุตสาหกรรม Healthcare

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน LHHEALTH:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.177%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.25% (LHHEALTH-E ยกเว้นไม่เรียกเก็บ)
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.57767% (ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น)

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน LHHEALTH:

LHHEALTH-A, LHHEALTH-D

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 100 บาท

LHHEALTH-E

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 500 บาท

Baillie Gifford Multi Asset Income Fund

กลยุทธ์การลงทุน: ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งพิจารณาลงทุนในประเทศหรือภาคเศรษฐกิจใด ๆ ตามดุลยพินิจของผู้จัดการการลงทุน โดยลงทุนในสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างดังนี้ หุ้น พันธบัตร ตราสารตลาด เงิน สัญญาซื้อขายล่วงหน้า เงินฝาก เงินสด และหลักทรัพย์อื่นใดที่สามารถเปลี่ยนมือได้ การมีไว้ซึ่งสินทรัพย์ข้างต้นอาจเป็นการลงทุนทางตรงและการลงทุนทางอ้อมผ่านหน่วยลงทุน ทั้งนี้ เพื่อวัตถุประสงค์การลงทุนเพื่อสร้างรายได้รายเดือน และพยายามรักษามูลค่าของรายได้และเงินต้นให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ (UK CPI) ในช่วงระยะเวลา 5 ปี

WE-MULTI

กองทุน WE-MULTI หรือ MFC Emerging Market Fund จาก บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Investment Funds II ICVC – Baillie Gifford Multi Asset Income Fund – Class B (GBP) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

ความเสี่ยงของกองทุน WE-MULTI:

กองทุน WE-MULTI จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 5 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน โดยคิดเป็น 85.26% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
  • ไม่มีความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว ทั้งในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน WE-MULTI:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 0.856%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.44375%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน WE-MULTI:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

หากผู้ใดสนใจกองทุนที่มีนโยบายลงทุนใน Baillie Gifford ทั้ง 11 กองทุนนี้ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในหนังสือชี้ชวนกองทุน หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก https://www.finnomena.com/fund/ ส่วนผู้ที่ศึกษาข้อมูลของกองทุนโดยละเอียดแล้วและพร้อมที่จะเติบโตไปกับกองทุนสาย Long-Term Philosophy อย่าง Baillie Gifford แล้ว ก็สามารถเปิดบัญชีกับ FINNOMENA เพื่อเริ่มลงทุนได้เลย

— planet 46. 

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม และประเทศที่ลงทุน  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

สรุปวิธีคำนวณภาษี ปี 2564: รายได้เท่าไรต้องเสียภาษีเท่าไร?

FINNOMENA
สรุปวิธีคำนวณภาษี ปี 2564: รายได้เท่าไรต้องเสียภาษีเท่าไร?

สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราเป็นผู้ที่มีเงินได้ในระหว่างปีที่ผ่านมาคือ “การเสียภาษี” และเมื่อครบ 1 ปีภาษี ประชาชนที่มีเงินได้ มีหน้าที่ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ สำหรับปีภาษี 2564 จะมีรายละเอียดและวิธีคำนวณภาษี รวมถึงลดหย่อนอะไรได้บ้าง FINNOMENA สรุปมาให้คุณแล้ว!

บุคคลธรรมดาต้องยื่นแบบภาษีเมื่อไร?

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีเงินได้ ปกติการยื่นแบบแสดงรายการ จะยื่นปีละ 1 ครั้ง (ยื่นแบบฯ ภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป) แต่ถ้าเงินได้บางลักษณะ เช่น การให้เช่าทรัพย์สิน เงินได้จากวิชาชีพอิสระ เงินได้จากการรับเหมา เงินได้จากธุรกิจ การพาณิชย์ เป็นต้น จะต้องยื่นแบบฯ ตอนกลางปี (สำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นใน 6 เดือนแรก ภายในเดือนกันยายนของทุกปี)

บุคคลธรรมดาต้องมีเงินได้เท่าไร ถึงจะต้องเสียภาษี

เกณฑ์เงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ผู้มีเงินได้ “ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี” แบ่งเป็นสำหรับคนโสดและคนที่สมรสแล้ว

สรุปวิธีคำนวณภาษี ปี 2564: รายได้เท่าไรต้องเสียภาษีเท่าไร?สรุปวิธีคำนวณภาษี ปี 2564: รายได้เท่าไรต้องเสียภาษีเท่าไร?

หลักการคำนวณภาษี แบบสรุปสั้น ๆ คือ

ภาษีที่ต้องจ่าย = เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี

โดยเงินได้สุทธิ สามารถหาได้จากการนำรายได้ทั้งหมดมารวมกัน พร้อมหาค่าลดหย่อนต่าง ๆ (เช่น ค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อน) และนำมาหักออกจากรายได้ทั้งหมด เหลือเท่าไรคือเงินได้สุทธิที่จะนำไปคำนวณภาษีแบบขั้นบันได

เงินได้สุทธิ = เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน

สรุปวิธีคำนวณภาษี ปี 2564: รายได้เท่าไรต้องเสียภาษีเท่าไร?

วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี

การคำนวณภาษีให้ทำเป็น 3 ขั้นตอน คือ

สรุปวิธีคำนวณภาษี ปี 2564: รายได้เท่าไรต้องเสียภาษีเท่าไร?

ขั้นตอนที่หนึ่ง

คำนวณหาจำนวนภาษีตาม วิธีคิดอัตราภาษีเงินได้แบบขั้นบันได

สรุปวิธีคำนวณภาษี ปี 2564: รายได้เท่าไรต้องเสียภาษีเท่าไร?

อัตราภาษีเงินได้ แบบขั้นบันได

  1. เงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาท (อัตราภาษี 0% หรือได้รับการยกเว้นภาษี)
    ภาษี = 0
  2. เงินได้สุทธิ 150,000 – 300,000 บาท (อัตราภาษี 5%)
    ภาษี = (เงินได้สุทธิ – 150,000) x5%
  3. เงินได้สุทธิ 300,001 – 500,000 บาท (อัตราภาษี 10%)
    ภาษี = [ (เงินได้สุทธิ – 300,000) x10% ] + 7,500
  4. เงินได้สุทธิ 500,001 – 750,000 บาท (อัตราภาษี 15%)
    ภาษี = [ (เงินได้สุทธิ – 500,000) x15% ] + 27,500
  5. เงินได้สุทธิ 750,001 – 1 ล้านบาท (อัตราภาษี 20%)
    ภาษี = [ (เงินได้สุทธิ – 750,000) x20% ] + 65,000
  6. เงินได้สุทธิ 1,000,001 – 2,000,000 บาท (อัตราภาษี 25%)
    ภาษี = [ (เงินได้สุทธิ – 1,000,000) x25% ] + 115,000
  7. เงินได้สุทธิ 2,000,001 – 5,000,000 บาท (อัตราภาษี 30%)
    ภาษี = [ (เงินได้สุทธิ – 2,000,000) x30% ] + 365,000
  8. เงินได้สุทธิมากกว่า 5 ล้านบาท (อัตราภาษี 35%)
    ภาษี = [ (เงินได้สุทธิ – 5,000,000) x35% ] + 1,265,000

ขั้นตอนที่สอง

กรณีที่จะต้องคำนวณภาษีตามวิธีคิดแบบเหมา คือต่อเมื่อมีรายได้ทางอื่นนอกเหนือจากเงินได้ประเภทที่ 1 หรือเงินเดือน หากรายได้จากทางอื่นทั้งหมดมีจำนวนรวมกันตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป ให้คำนวณในอัตราร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมิน

ภาษีแบบเหมา = (เงินได้ทุกประเภทเงินเดือน) x 0.005

โดยวิธีนี้มีข้อควรระวังคือ

  • จะคำนวณจากรายได้ทางอื่น ๆ ทุกทางยกเว้นเงินเดือน
  • หากคำนวณด้วยวิธีคิดแบบเหมาแล้ว มีภาษีที่ต้องเสียทั้งสิ้นไม่เกิน 5,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษีในวิธีนี้

ขั้นตอนที่สาม

เปรียบเทียบและสรุป โดยให้เทียบกันระหว่าง 2 วิธีนี้ คือ วิธีคิดแบบขั้นบันได กับ วิธีคิดแบบเหมา โดยวิธีใดคำนวณแล้วเสียภาษีสูงกว่า ให้เลือกเสียภาษีตามวิธีนั้น

สรุปวิธีคำนวณภาษี ปี 2564: รายได้เท่าไรต้องเสียภาษีเท่าไร?

ลดหย่อนภาษีจากอะไรได้บ้าง?

กลุ่มที่ 1 ค่าลดหย่อนพื้นฐาน

  • ลดหย่อนผู้มีเงินได้
  • ลดหย่อนคู่สมรส (ไม่มีเงินได้)
  • ลดหย่อนบุตร
  • ค่าฝากครรภ์หรือค่าคลอดบุตร
  • ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา
  • ค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้พิการหรือทุพพลภาพ

กลุ่มที่ 2 ค่าลดหย่อน/ยกเว้น ด้านการออมและการลงทุน

  • เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • เงินสะสมกองทุน กบข. และกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน
  • เงินสะสมกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
  • เงินสมทบกองทุนประกันสังคม
  • เบี้ยประกันชีวิต
  • เบี้ยประกันสุขภาพ
  • เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา
  • เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ
  • ค่าซื้อหน่วยลงทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ RMF
  • ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม SSF
  • ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารที่อยู่อาศัย

กลุ่มที่ 3 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากนโยบายภาครัฐ

  • ค่าลดหย่อนพิเศษในปีภาษี เช่น บ้านหลังแรก ท่องเที่ยวเมืองรอง ชอปช่วยชาติ
  • เงินลงทุนธุรกิจ Startup
  • ค่าซื้อและค่าติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด
  • ค่าธรรมเนียมจากการรับชำระเงินด้วยบัตรเดบิต

กลุ่มที่ 4 ค่าลดหย่อนเพื่อบริจาค

  • เงินบริจาคสนับสนุนการศึกษา
  • เงินบริจาคสาธารณประโยชน์
  • เงินบริจาคทั่วไป
  • เงินบริจาคพรรคการเมือง

อ่านเพิ่มเติม ลดหย่อนภาษี ปี 2564: ทุกเรื่องที่ต้องรู้ รวบรวมมาให้แล้ว!

วางแผนลดหย่อนภาษีจากการออมและการลงทุน

หากเราพอจะรู้แล้วว่า เงินได้ของเราในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณเท่าไร อยู่ขั้นบันไดไหนและต้องเสียภาษีในอัตราภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ จะสามารถนำมาวางแผนลดหย่อนได้ ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ควรจะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ แบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ที่สามารถวางแผนไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ได้ดังนี้

ลดหย่อนภาษีด้วยเบี้ยประกัน

จากประกันชีวิต ประกันแบบสะสมทรัพย์ ประกันสุขภาพตัวเองและบิดามารดา ประกันชีวิตแบบบำนาญ โดยแต่ละประเภทจะลดหย่อนได้ไม่เท่ากัน

ลดหย่อนภาษีด้วยกองทุน

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) โดยกองทุนแต่ละแบบจะลดหย่อนได้แบบละไม่เกิน 30% ของรายได้รวมทั้งปี เช็กได้จาก เครื่องคำนวณ SSF RMF

หากต้องการเปรียบเทียบดูความแตกต่างระหว่างการลดหย่อนภาษีจากประกันและกองทุนรวม ว่าแบบไหนเหมาะกับเราและลดหย่อนได้เท่าไรบ้าง แนะนำให้อ่านบทความนี้เพิ่มเติม ประกัน VS กองทุนรวม

สำหรับใครที่ลงทุนในหุ้น และได้รับเงินปันผลด้วย แนะนำให้อ่านบทความภาษีเงินปันผลเพิ่มเติม ได้ที่

เครดิตภาษีเงินปันผล คืออะไร? แล้วเราต้องยื่นไหม? I TAX เพื่อนๆ EP4

หากพร้อมแล้วสามารถเข้าไปยื่นภาษีแบบออนไลน์ ได้ที่ https://rdserver.rd.go.th

FINNOMENA Admin

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 20/10/2021 “Squid Game ดันงบ Netflix ไตรมาส 3 ดีกว่าคาด สมาชิกใหม่เพิ่ม 4.4 ล้านบัญชี” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 20/10/2021

“Squid Game ดันงบ Netflix  ไตรมาส 3 ดีกว่าคาด สมาชิกใหม่เพิ่ม 4.4 ล้านบัญชี”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +198.7  จุด (+0.56%) S&P 500 +33.17  จุด (+0.74%) Nasdaq +107.3  จุด (+0.71%) Small Cap 2000 +7.17  จุด (+0.32%) VIX Index อยู่ที่ 15.7 จุด -0.61  จุด (-3.74%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +15.43  จุด (+0.37%) Dax เยอรมัน +41.36  จุด (+0.27%) CAC 40 ฝรั่งเศส -3.25  จุด (-0.05%) FTSE 100 อังกฤษ +13.7  จุด (+0.19%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 20 ต.ค. 2564)  Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย CSI 300 จีน ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย Hang Seng ฮ่องกง ปรับตัวขึ้น +1.30% SET Index ไทย เปิดล่าสุดที่ 1,635.45 จุด +5.06  จุด (+0.31%) VN เวียดนาม ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 20 ต.ค. 2564 ) ราคาทองคำ 1,773.95 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 23.793 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 81.97 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 84.63 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 20 ต.ค. 2564 )  Bitcoin 63,930.3 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,852.45 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.243091 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 484.3 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

IMF หั่นเป้า GDP เอเชีย  2021  เหลือโต 6.5% จาก 7.6% เนื่องจากโควิดระบาดหนัก ส่งผลให้หลายประเทศต้องดำเนินนโยบายควบคุมโรคโดยปิดเมือง การใช้จ่าย การผลิต การบริโภคของประชาชนลดลง อีกทั้งอัตราการฉีดวัคซีนอยู่ในระดับต่ำและกระจายการฉีดวัคซีนที่ล่าช้า 

‘BITO’ กองทุน Bitcoin Futures ETF เทรดวันแรกคึกคัก บวก 4.9% ProShares ออกกองทุน ETF  ที่ลงทุนในบิทคอยน์ที่ชื่อว่า The ProShares Bitcoin Strategy ETF (BITO)  ราคา $41.94 ด้วยมูลค่าการซื้อขายประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นรองเพียงแค่ BlackRock carbon fund ในวันแรกของการซื้อขาย ล่าสุด ราคาของ bitcoin แตะใกล้  64,000 ดอลลาร์สหรัฐ 

Squid Game ดันงบ Netflix ไตรมาส 3 ดีกว่าคาด รายงานกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 3.19 ดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าที่ตลาดคาดที่ 2.56 ดอลลาร์สหรัฐ สมาชิกใหม่เพิ่ม 4.4 ล้านบัญชี มากกว่าที่ตลาดคาดที่ 3.8 ล้านบัญชี Netflix กล่าวว่าซีรี่ส์ Squid Game เป็นซีรี่ส์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท 

ผลประกอบการไตรมาส 3 ของ J&J และ P&G ดีกว่าคาด J&J รายได้ดีกว่าคาดอยู่ที่ 23,340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 2.6 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากยอดขายวัคซีนป้องกันโรคCovid-19 ที่เพิ่มสูงขึ้น ด้าน P&G รายงานรายได้มากกว่าคาดที่ 20,340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 1.61 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากกิจกรรมเศรษฐกิจเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ จากการเปิดเมือง

ธปท.-สมาคมแบงก์ชี้แจง เงินหายจากบัตร 10,700 ใบ มูลค่า 130 ล้านบาท ‘โดน AI สุ่มข้อมูล’กรณีนี้เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี AI ในการสุ่มตัวเลขหน้าบัตร 12 หลัก โดยใช้ตัวเลข 6 หลักแรกและสุ่มตัวเลข 6 หลักหลัง เพื่อสุ่มทดลองการทำธุรกรรมวงเงินขนาดเล็ก ด้าน ธปท. และสมาคมธนาคารไทย มีแนวทางแก้ไขสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบเเล้ว

สถานการณ์ โควิด-19 ล่าสุด มีผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ 8,918 ราย หายป่วยกลับบ้าน 10,878 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 79 ศพ 

The Opportunity 

กองทุนเปิดเค ไชน่า หุ้นทุน 

K China Equity Fund : K-CHINA-A(A) 

กองทุนเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน JPMorgan Funds – China Fund ซึ่งลงทุนในหุ้น 

A share  หุ้นที่ศักยภาพสูงที่จดทะเบียนในจีนแผ่นดินใหญ่แข็งแกร่งจากการบริโภคในประเทศ

H Share หุ้นเติบโตสูงที่จดทะเบียนในฮ่องกงเน้นธุรกิจที่เป็นที่ต้องการของต่างชาติ 

ADR หุ้นจีนที่จดทะเบียนในอเมริกา 

หลักการการลงทุน

Fundamental Research  มี Universe หุ้นทั้งหมดกว่า 630 หุ้น 

Idea Generation ใช้การวิเคราะห์ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ในการเลือกหุ้นเข้าลงทุน 

Portfolio Construction ลงทุนยืดหยุ่น ไม่ยึดติดตามกรอบของเกณฑ์การลงทุนที่กำหนด (Benchmark) 

TOP 10 Holdings %  ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2564

Tencent       Communication Services        9.5

Alibaba        Consumer Discretionary        7.1

Meituan       Consumer Discretionary       5.4

WuXi Biologics          Health Care              3.7

Ping An Insurance     Financials                3.5

Performance 

YTD -10.99% , 1Y 8.6% , 3Y 22.72% , 5Y 19.91%

สัมมนา รวมผล คนลงทุน 2021

เจาะกลุ่มกองทุน Ballie Gifford ทั้งตลาด กองไหนควรอยู่ในพอร์ตคุณ?

Baillie Gifford บริษัทจัดการกองทุน ระดับโลก มีแนวทางการลงทุนอย่างไร กองไหนที่น่าจับตามอง ? อยากรู้ต้องดู ! จัดโดย FINNOMENA และบรรยายโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวิเคราะห์กองทุน อันได้แก่ คุณวีรพล บางแวก Portfolio Specialist FINNOMENA และ คุณอธินชา ชินวรนนท์ Portfolio Specialist FINNOMENA

สัมมนานี้เหมาะกับใคร

  1. ผู้ที่ชื่นชอบหุ้นและกองทุนในระยะยาว
  2. ผู้ที่ต้องการหามุมมองการลงทุนใหม่ๆ
  3. คนที่มีทุนในการลงทุน 5,000 บาท ขึ้นไป

ปรับเวลาใหม่ !!

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม 2564* (จาก วันที่ 20 ตุลาคม)

เวลา 19:00 น. เป็นต้นไป

ณ FINNOMENA เว็บไซต์หน้านี้ หรือ แอพพลิเคชั่น

News Update: Squid Game ดันงบ Netflix ไตรมาส 3 พุ่ง ยอดชมซีรีส์ทำสถิติใหม่ คนดู 142 ล้านใน 1 เดือน จำนวนสมาชิกใหม่เพิ่ม 4.4 ล้านบัญชี

THE OPPORTUNITY
News Update: Squid Game ดันงบ Netflix ไตรมาส 3 พุ่ง ยอดชมซีรีส์ทำสถิติใหม่ คนดู 142 ล้านใน 1 เดือน จำนวนสมาชิกใหม่เพิ่ม 4.4 ล้านบัญชี

Netflix รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ดีกว่าคาด ความฮิตของซีรีส์เกาหลี Squid Game ดึงดูดสมาชิกใหม่จำนวนมาก ในขณะที่ราคาหุ้น Netflix เพิ่มขึ้น 0.16% (19 ต.ค.)

รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัท

  • กำไรต่อหุ้น (EPS): $3.19 สูงกว่าคาดการณ์โดย Refinitive ที่ $2.56
  • รายได้: 7,480 ล้านดอลลาร์ เท่ากับที่ Refinitive คาดการณ์
  • การเพิ่มขึ้นของสมาชิกแบบชำระเงินทั่วโลก: 4.4 ล้านบัญชี สูงกว่าคาดการณ์โดย StreetAccount ที่ 3.84 ล้านบัญชี

จำนวนสมาชิกใหม่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 3 โดยนักวิเคราะห์คาดว่าจะมีผู้ใช้งานใหม่เพิ่มขึ้นอีก เนื่องจาก Netflix มีแผนฉายซีรีส์และภาพยนตร์ใหม่จำนวนมากยาวไปจนถึงสิ้นปี หลังคอนเทนต์เหล่านั้นถูกถ่ายทำและเผยแพร่ล่าช้าจากการแพร่ระบาดของโควิด

คอนเทนต์เด่นในไตรมาสที่ผ่านมาคือ ซีรีส์เกาหลีสุตฮิต ‘Squid Game’ ซึ่งทำสถิติผู้ชมสูงสุดของ Netflix โดยมีผู้ชมถึง 142 ล้านคน ในช่วง 4 สัปดาห์แรก

บริษัทกล่าวว่า วัฒนธรรมเกาหลีที่สอดแทรกใน Squid Game แพร่หลายไปยังแพลตฟอร์มอื่นๆ โดยมีคนดูคลิปและมีมต่างๆ เกี่ยวกับ Squid Game ใน Tiktok มากกว่า 42,000 ล้านครั้ง นอกจากนี้ ความต้องการสินค้าที่เกี่ยวกับซีรีส์เพิ่มสูงขึ้นมาก

Reed Hastings ผู้ก่อตั้ง และ co-CEO ของ Netflix สวมชุดวอร์มสีเขียวแบบเดียวกับในซีรีส์ในระหว่างที่ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัท

Reed Hastings กล่าวว่า บริษัทกำลังอยู่ในจุดที่ไม่เคยไปถึงมาก่อน โดยในไตรมาสที่ 4 จะมีคอนเทนต์เพิ่มขึ้นมากสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องไปจนถึงปี 2022

บริษัทคาดการณ์ว่า การเพิ่มขึ้นของสมาชิกแบบชำระเงินทั่วโลกจะสูงถึง 8.5 ล้านบัญชี ในไตรมาสที่ 4 และกล่าวว่า แผนออกคอนเทนต์ใหม่ในปี 2022 จะเป็นไปตามกำหนดมากขึ้น จากสถานการณ์โควิดที่เริ่มดีขึ้น

Netflix ประกาศว่าจะใช้ตัวชี้วัดใหม่สำหรับการรายงานจำนวนผู้ชม โดยจะเริ่มรายงานจำนวนชั่วโมงที่รับชมแทนการรายงานจำนวนบัญชีผู้ชมเพียงอย่างเดียว เช่น ภาพยนตร์ยอดนิยม Extraction มีบัญชี 99 ล้านบัญชี ที่รับชมอย่างน้อย 2 นาทีใน 28 วันแรกบน Netflix

บริษัทได้อัพเดตเกี่ยวกับแผนการผลักดันเกมและเริ่มทดสอบในบางประเทศ โดนคาดหวังว่าการเพิ่มบริการเกมจะทำให้ผู้ใช้งานใช้เวลาบนแพลตฟอร์ม Netflix นานขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทกล่าวว่า มันยังเร็วเกินไปสำหรับความคิดริเริ่มนี้

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/10/19/netflix-nflx-q3-2021-earnings.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะพบกับแรงกระแทกหรือไปต่อ?

FINNOMENA x Franklin Templeton
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะพบกับแรงกะรแทกหรือไปต่อ?

แม้ว่าปัจจัยต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมาสร้างความผันผวนระยะสั้นให้กับตลาดหุ้น ทั้งท่าทีการลดการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์เดลต้า แต่เรายังเชื่อว่าเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งต่อไปในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2021 และต้นปี 2022 จากปัจจัยที่สำคัญ ดังนี้

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะพบกับแรงกระแทกหรือไปต่อ?

แรงขายในตลาดหุ้นน่าจะเริ่มเบาบางลง โดยตามสถิติในช่วงที่ผ่านมา เดือนกันยายนเป็นที่รู้กันว่าเป็นเดือนที่ตลาดหุ้นมักจะปรับตัวลงเป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ปรับตัวลงประมาณ 5% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงแรงที่สุดในรอบเกือบ 1 ปี รวมถึงการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนหน้าย่อมจะมีการทำกำไรออกมาบ้าง อย่างไรก็ดี เรามองว่าการปรับฐานดังกล่าวเป็นเรื่องปกติของตลาดกระทิงท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งยังคงสอดคล้องกับบรรยากาศทางเศรษฐกิจ และการเติบโตของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน

เมื่อเราเจาะลึกลงไป เราพบว่าหุ้นหลายตัวยังต่ำกว่าระดับสูงสุดตลอดกาลอย่างมีนัยสำคัญ โดยหากเทียบจากระดับสูงสุดของดัชนีหลัก ๆ ของสหรัฐฯ พบว่าปัจจุบันระดับของดัชนีต่าง ๆ ต่ำกว่าจุดสูงสุดเพียงแค่ประมาณ 5-6% เท่านั้น แต่เรากลับพบว่าหุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาดต่ำ (หุ้นขนาดเล็ก) ปรับตัวลงจากราคาสูงสุดกว่า 20% ในขณะที่หุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูง (หุ้นขนาดใหญ่) ปรับตัวลงมาจากราคาสูงสุดประมาณ 10% ซึ่งในส่วนนี้เรามองว่าราคาหุ้นรายตัวได้ปรับตัวลงมาพอสมควรแล้ว และความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงไปอีกจากระดับปัจจุบันมีไม่มาก ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสที่ดีของนักลงทุน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะพบกับแรงกระแทกหรือไปต่อ?

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะพบกับแรงกระแทกหรือไปต่อ?

ทั้งนี้ อาจมีเครื่องชี้บางอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงข้างหน้า เช่น เครื่องชี้ Sentiment Survey (การสำรวจบรรยากาศการลงทุน) ซึ่งปรับตัวลงอย่างรวดเร็วกว่า 12% ในช่วงที่ผ่านมา และเข้าใกล้เคียงกับระดับที่ปรากฎในช่วงเศรษฐกิจถดถอยในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างไรก็ดี เราประเมินว่าเครื่องชี้ดังกล่าวอาจไม่ได้แปลว่าตลาดหุ้นจะต้องปรับตัวลดลงเสมอไป เนื่องจากหลายครั้งที่เครื่องชี้ดังกล่าวปรับตัวลงต่ำมาก ๆ เรากลับพบว่าตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น กอปรกับว่าตลาดหุ้นได้ปรับตัวลงมาแล้วก่อนหน้านี้ เราจึงคิดว่าความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวลงอีกมีไม่มากแล้ว

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะพบกับแรงกระแทกหรือไปต่อ?

การปรับนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างค่อยเป็นค่อยไปจะขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต โดยเราพบว่าแนวทางการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในช่วงที่ผ่านมา จะช่วยให้ตลาดสามารถปรับตัวตามนโยบายที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปได้ ซึ่งสิ่งที่เห็นชัดจากวิกฤตครั้งนี้คือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้รอให้ตลาดแรงงานฟื้นตัวอย่างเต็มที่ก่อน โดยรอให้อัตราการว่างงานลดเหลือเพียง 8.8% จึงเริ่มลดการทำนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งถือว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ รอเวลาค่อนข้างนานกว่าปกติ ถ้าเทียบกับในอดีตที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มค่อย ๆ ลดการทำนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (quantitative easing: QE) เมื่ออัตราการว่างงานอยู่ที่ 13.1% (ในปี 2013) 11.4% (ในปี 1994) และ 9.6% (ในปี 2004)

เราเชื่อว่าการรอเวลาดังกล่าวเกิดจากแนวคิดที่ค่อนข้างผ่อนคลายมากขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐฯ (และคณะกรรมการนโยบายการเงิน – FOMC) แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวมาสักระยะหนึ่งแล้ว ทำให้เราเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ น่าจะพร้อมที่จะสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปตามความจำเป็น

นอกจากนั้น เราเชื่อว่าการสิ้นสุดการจ่ายเงินสวัสดิการสำหรับการว่างงานในช่วง COVID19 จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยลดแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ซึ่งการสิ้นสุดสวัสดิการ ตลอดจนการเร่งฉีดวัคซีนจะเป็นแรงกระตุ้นให้แรงงานกลับเข้ามาทำงานมากขึ้น และลดแรงกดดันต่อการเพิ่มขึ้นของค่าแรง ซึ่งจะลดแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในที่สุด ซึ่งน่าจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ต้องเร่งลดการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากนัก หากสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะพบกับแรงกระแทกหรือไปต่อ?

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะพบกับแรงกระแทกหรือไปต่อ?

เครื่องชี้ต่าง ๆ แสดงให้เห็นการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยหลังจากการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของ COVID-19 สายพันธุ์เดลต้าในสหรัฐฯ และรัฐบาลเริ่มกลับมาควบคุมสถานการณ์ได้อีกครั้ง เศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็กลับมาเติบโตได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเครื่องชี้ต่าง ๆ ของเราทั้ง 12 ตัวได้สะท้อนการฟื้นตัวดังกล่าว อาทิ เครื่องชี้แสดงความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยแสดงให้เห็นการฟื้นตัวที่ระดับ 66.7 ในเดือนกันยายน 2021 ซึ่งสูงกว่าระดับ 64.9 ในเดือนกรกฎาคม 2021 และเมื่อวิเคราะห์รวมกับเครื่องชี้อื่น ๆ เช่น การฟื้นตัวของตลาดบ้าน แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง และจะเร่งตัวขึ้นอีกในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2021 และต้นปี 2022

นอกจากนั้น การกลับเข้ามาเรียนของนักเรียน การกลับเข้ามาทำงาน และการเปิดธุรกิจอีกครั้ง น่าจะช่วยดึงเงินออมส่วนเกิน (สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อ) ให้ผู้บริโภคกลับมาจับจ่ายใช้สอยอีกครั้ง (ผู้บริโภคทั่วโลกมีเงินออมส่วนเกินถึงกว่า 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังจากช่วง COVID-19) รวมถึงการเร่งฉีดวัคซีน และความพร้อมที่จะดำรงชีวิตอยู่กับ COVID-19 แบบปกติ น่าจะเป็นช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งด้วย

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะพบกับแรงกระแทกหรือไปต่อ?

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะพบกับแรงกระแทกหรือไปต่อ?

สรุปมุมมองของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ในขณะที่เศรษฐกิจโลกค่อย ๆ ฟื้นกลับมาเป็นปกติ เรามองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ น่าจะเดินหน้าทำจุดสูงสุดอย่างต่อเนื่องต่อไปในอีก 1218 เดือนข้างหน้า แม้ว่าในการปรับตัวขึ้นอาจมีแรงขายทำกำไรออกมาเป็นระยะ ๆ แต่เราเชื่อว่าบรรยากาศการลงทุนที่ดี การบริโภคที่ขยายตัว และแนวคิดของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่พร้อมสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ จะขับเคลื่อนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นได้ต่อไป ทั้งนี้ ถ้าเราเปรียบตลาดกระทิงเหมือนนักลงทุนกำลังขี่วัวกระทิง อาจมีบางครั้งที่วัวกระทิงต้องการสะบัดนักลงทุนให้หลุด ซึ่งความท้าทายของนักลงทุนคือการเกาะกระทิงให้แน่น เพื่อขี่กระทิงให้นานที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

เนื้อหาต้นฉบับโดย 

Jeffrey Schulze, CFA

Director, Investment Strategist

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/articles/clearbridge-investments/the-long-view-the-peak-in-peaks

Analysis: ส่องสถานการณ์ REITs ไทย รับเปิดเมือง จังหวะนี้น่าสนใจหรือไม่?

FINNOMENA Investment Team
Analysis: ส่องสถานการณ์ REITs ไทย รับเปิดเมือง จังหวะนี้น่าสนใจหรือไม่?

กองทุนอสังหาฯ และ REITs ของประเทศไทยถูกกดดันด้วยการแพร่ระบาดของ COVID-19 มาแล้วกว่า 1 ปี ล่าสุดประเทศไทยได้ผ่อนคลายมาตรการ Lockdown พร้อมกลับมาเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเป็นปัจจัยหนุนกองทุนอสังหาฯ และ REITs

โอกาสนี้ FINNOMENA Investment Team จึงขอพาทุกท่านไปดูกัน ว่ากองทุนอสังหาฯ และ REITs ไทยยังมีความน่าสนใจอีกหรือไม่?

🏢 REITs ต่างประเทศ รายได้ฟื้นตัวไปแล้ว แต่ของไทยกำลังเริ่มน่าสนใจ

เริ่มต้นส่องสถานการณ์ REITs ในสหรัฐฯ ที่มีการเปิดเมืองอย่างชัดเจนแล้ว พบว่ารายได้ซึ่งมาจากค่าเช่ากลับมาระดับเดียวกับก่อนการแพร่ระบาดแล้ว ปัจจัยเชิงบวกนี้สะท้อนชัดเจนผ่านดัชนี REITs ของประเทศที่กลับมาเปิดเมืองแล้วซึ่งปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และชัดเจนว่าสวนทางกับกองทุนอสังหาฯ และ REITs ของไทยที่ยังเคลื่อนไหวในกรอบไม่ปรับตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า REITs ทั่วโลกยังน่าสนใจหรือไม่? ต้องตอบด้วยการเปรียบเทียบระดับมูลค่าด้วย Yield Gap กับในอดีต ซึ่งจะพบว่าแม้รายได้จะฟื้นตัวกลับมาแล้ว แต่ดัชนีที่ปรับตัวขึ้นพร้อมช่วงที่ Yield ของตราสารหนี้ที่ปรับตัวขึ้นทำให้ Yield Gap ของ REITs ทั่วโลกอยู่ในระดับที่ตึงตัวอย่างมาก

ซึ่งกองทุนอสังหาฯ และ REITs ไทยก็มีระดับ Yield Gap ที่ตึงตัวไม่แพ้กัน แต่จะบอกว่าตึงตัวเช่นเดียวกันก็อาจไม่ใช่ เพราะสถานการณ์รายได้ของกองทุนอสังหาฯ และ REITs ของไทยยังไม่ฟื้นตัวเหมือนกับทั่วโลกนั่นเอง

ที่นี้ต้องไปวิเคราะห์กันต่อว่าในอนาคตมีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่รายได้จะกลับมาฟื้นตัว และมีภาคส่วนใดในกลุ่มกองทุนอสังหาฯ และ REITs ไทยที่น่าสนใจโดดเด่นกว่ากลุ่มอื่น

🏢 แรงขายเริ่มหมด รอความหวัง Retail, Industrial และ Office

ต้องบอกก่อนเลยว่าการตอบรับข่าวร้ายของกลุ่มนี้ลดลงอย่างมากสะท้อนผ่านดัชนีที่ปรับตัวลงน้อยลงเมื่อมีการระบาดระลอกที่ 2 และ 3 สวนทางแนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อ เมื่อตรวจสอบข้อมูลกระแสเงินลงทุนในกองทุนรวมกลุ่ม REITs ไทยพบว่าเม็ดเงินลงทุนเริ่มคงที่ดังนั้นจึงสันนิษฐานได้ว่านักลงทุนที่ต้องการขายได้ขายไปหมดแล้ว

สำหรับภาระหน้าที่หนุนดัชนีกองทุนอสังหาฯ และ REITs ไทยฟื้นตัวอย่างมีนัยยะคงหนีไม่พ้น 3 กลุ่มหลักอย่าง Retail, Industrial และ Office

กลุ่ม Industrial ซึ่งมีรายได้จากการให้เช่าพื้นที่คลังสินค้าจึงได้รับผลกระทบจำกัด ราคาของ REITs ในกลุ่มนี้แม้ลดลงบ้างแต่ยังโดดเด่นเหนือกลุ่มอื่น เนื่องจากอัตราการเช่าไม่เปลี่ยนแปลงทำให้เงินปันผลคงที่ รวมแล้วมี Yield ที่น่าสนใจ และอนาคตก็ยังดูสดใสที่สุดในดัชนี SETPREIT ของประเทศไทย

ด้าน Office ที่ได้รับผลกระทบจากการ Work from home ทำให้มีอัตราการเช่าและต่อสัญญาเช่าลดลง รวมไปถึงลดค่าเช่า ทำให้กระทบต่อเงินปันผล ขณะที่ในอนาคตยังดูมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์การแพร่ระบาด แนวโน้มพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนไป รวมไปถึง supply office ที่จะเข้ามากขึ้นในปี 2022-2023

ส่วน Retail หรือกลุ่มศูนย์การค้าที่เปิดให้เช่าพื้นที่ ซึ่งรับผลกระทบไม่แพ้ Office เริ่มฟื้นตัวในระยะสั้นจากการเปิดเมือง ที่ผ่านมาอัตราการเช่ายังสูงซึ่งเกิดจากการลดค่าเช่าเพื่อจูงใจให้ต่อสัญญาเช่า แน่นอนว่ากระทบต่อเงินปันผลที่ลดลงเช่นเดียวกับราคา ส่งผลให้ Yield ไม่เปลี่ยนแปลง ภาพรวมกลุ่มนี้มีอนาคตที่สดใสกว่ากลุ่ม Office เล็กน้อย ทั้งในระยะสั้นจากการเปิดเมืองและระยะยาวที่แม้พฤติกรรมการบริโภคอาจเปลี่ยนไปแต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนไปได้อย่างสิ้นเชิง (สภาพอากาศและรูปแบบการดำเนินชีวิต) อีกทั้งผู้ให้บริการก็เปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจไปสู่การเป็น Community mall มากขึ้น

🏢 ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางความไม่แน่นอน

ภาพรวมที่ยังมีความไม่แน่นอนแต่มีการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากการประเมินมูลค่าผ่าน Yield gap ซึ่งดูเหมือนจะตึงตัวก็ยังมีโอกาสลดความตึงตัวลง หากรายได้กลับมาฟื้นตัว FINNOMENA Investment Team สมมติให้ Yield gap อยู่ที่ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี (ตัดค่า outlier ช่วง COVID-19 ระบาด 12 เดือนแรก) ที่ระดับ 3.2% ด้านนักวิเคราะห์ประเมินว่าดัชนี SETPREIT ปี 2022 จะมีการปันผลที่ประมาณ 9.62 บาทต่อหุ้น คำนวณ upside ได้ประมาณ 7% (As of 14/10/2021)

ส่วน P/BV ของดัชนี SETPREIT ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.1 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ซึ่งอยู่ที่ ประมาณ 1.2 เท่า อาจมองได้ว่าดัชนียังไม่รับข่าวการเปิดเมือง

🏢 ระวังความเสี่ยงจากการแพร่ระบาด

อีกจุดเด่นของกองทุนอสังหาฯ และ REITs ไทยก็คือมีความสัมพันะ์กับตลาดหุ้นโลกที่ต่ำเมื่อเทียบกับ REITs ทั่วโลก ตลอด 5 ปีที่ผ่านมากองทุนอสังหาฯ และ REITs ไทย มีค่า Correlation ดับตลาดหุ้นโลกเพียง 0.27 ส่วน REITs ทั่วโลกมีค่าดังกล่าวถึง 0.76 ส่วน REITs ญี่ปุ่นมีตัวเลขนี้ที่ 0.65 ดังนั้นกองทุนอสังหาฯ และ REITs ไทยจึงช่วยพอร์ตในแง่ของการลดความผันผวนได้

ทั้งนี้ควาเสี่ยงหลักที่อาจกลับมากดดันดัชนีได้อีก ก็คือ ความไม่แน่นอนของการแพร่ระบาด ตามมาด้วยพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปและกำลังซื้อที่ลดลง

🏢 แนะนำ “ถือ” แรงหนุนจากการเปิดเมือง

FINNOMENA Investment Team ยังแนะนำถือครองกองทุนอสังหาฯ และ REITs ไทยด้วยระดับมูลค่าที่น่าสนใจภายใต้ธีม Laggard พร้อมรับปัจจัยหนุนจากการเปิดเมืองอีกทั้งช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวม

 ——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ขั้นตอนการเปิดบัญชี Tax Saving สำหรับลูกค้าที่ใช้บัญชี Nomura

FINNOMENA
ขั้นตอนการเปิดบัญชี Tax Saving สำหรับลูกค้าที่ใช้บัญชี Nomura

เรียนลูกค้า FINNOMENA ที่ลงทุนผ่านบัญชีของ Nomura ทางทีมงานขอแจ้งให้ทราบว่า ระบบในตอนนี้ยังไม่สามารถเปิดบัญชี Tax Saving ผ่านบัญชีของ Nomura ได้ ลูกค้าจำเป็นต้องเปิดบัญชีกับ FINNOMENA โดยใช้อีเมลใหม่ก่อน จึงจะสามารถเปิดบัญชี Tax Saving ต่อได้ ซึ่งทีมงานต้องขออภัยในความไม่สะดวกเป็นอย่างสูง

สำหรับการเปิดบัญชี Tax Saving ตั้งแต่เปิดบัญชีจนสามารถเริ่มลงทุนได้ จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3-4 วันทำการโดยขั้นตอนการเปิดบัญชีมีดังนี้

1. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน FINNOMENA และเปิดบัญชีลงทุนแบบปกติให้เสร็จก่อน

ก่อนเปิดบัญชี Tax Saving ต้องเปิดบัญชีลงทุนแบบปกติให้เสร็จก่อน ในการเปิดบัญชีใหม่ในแอปพลิเคชันให้ Log Out ออกจากบัญชีของ Nomura เดิม และสมัครด้วยอีเมลใหม่ ทำตามขั้นตอนและทำการผูก ATS ให้เรียบร้อย แล้วจึงจะสามารถเปิดบัญชี Tax Saving เพื่อลงทุนกองทุนประหยัดภาษีต่อได้

สำหรับขั้นตอนการเปิดบัญชีแบบปกติดูได้ที่นี่ หรือดูในคลิปวิดีโอด้านล่าง แนะนำให้เปิดบัญชีผ่านแอปฯ FINNOMENA เพื่อความรวดเร็วฝนการเปิดบัญชี โดยจะใช้เวลาอนุมัติการเปิดบัญชีแบบปกติประมาณ 1-2 วันทำการ

** ข้อควรระวังในการเปิดบัญชีผ่าน Application: ตรวจสอบว่าข้อมูลบนภาพถ่ายหน้าบัตรประชาชนมีความชัดเจน และที่อยู่บนบัตรประชาชนตรงกับที่อยู่ตามทะเบียนบ้านที่กรอกเข้ามา เพื่อความรวดเร็วในการเปิดบัญชี

อ่านเพิ่มเติม วิธีสร้างแผนการลงทุนพร้อมเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนกับ FINNOMENA แบบ Step by Step

อ่านเพิ่มเติม พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

อ่านเพิ่มเติม พาซื้อกองทุนรวมผ่าน FINNOMENA พร้อมความพิเศษต่าง ๆ ที่หาไม่ได้จากที่อื่น

2. ทำการเปิดบัญชี Tax Saving ต่อ

หลังเปิดบัญชีปกติเสร็จสมบูรณ์ สามารถทำการเปิดบัญชี Segregated Account ต่อได้ในแอปฯ FINNOMENA ผ่าน 2 ช่องทาง

ช่องทางแรก เข้าไปที่หน้าพอร์ตแล้วกดปุ่ม “เพิ่มบัญชี Tax Saving”

ช่องทางที่สอง เข้าไปที่หน้าพอร์ต ที่แผนการลงทุนจะเห็นคำว่า Tax Saving ให้กดปุ่ม “+ เพิ่มบัญชี Tax Saving”

3. กรอกข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการลงทุนในกองทุนประหยัดภาษี

ขั้นตอนต่อไป ระบบจะให้กรอกข้อมูลบางส่วนเพิ่ม เพื่อใช้สำหรับเปิดบัญชีสำหรับลงทุนกองทุนประหยัดภาษีโดยเฉพาะ

4. รออนุมัติการเปิดบัญชี

เมื่อกรอกทุกอย่างเรียบร้อย ระบบจะขึ้นว่า “รออนุมัติบัญชี” ซึ่งจะใช้เวลาอนุมัติประมาณ 1-2 วันทำการ โดยจะผูก ATS กับบัญชีธนาคารเดียวกันกับบัญชีปกติ

5. พร้อมเริ่มต้นลงทุน

เมื่อบัญชีพร้อมลงทุน นักลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลกองทุนแนะนำ และเริ่มลงทุนได้ทันที

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Facebook Inbox:    FINNOMENA
LINE:    @FINNOMENAPORT
เบอร์โทรศัพท์:   02 026 5100


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นจะต้องชำระเงินเพิ่ม และ/หรือเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน |  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” 

เปิดบัญชีซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

FINNOMENA
เปิดบัญชีซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

สารบัญ

  1.   ปัญหาปวดใจของคนซื้อกองทุนประหยัดภาษี
  2.   Solution ของปัญหานี้จาก FINNOMENA
  3.   Segregated Account คืออะไร? ทำไมต้องมี?
  4.   ใครควรซื้อกองทุนรวมประหยัดภาษี
  5.   แผน Tax Saving Fund ของ FINNOMENA ลงทุนอะไรบ้าง
  6.   ขั้นตอนการเปิดบัญชี Tax Saving Fund
        – เปิดบัญชีผ่าน Application
        – เปิดบัญชีผ่าน Website
        – เปิดบัญชีผ่านการส่งเอกสาร
        – สำหรับลูกค้า FINNOMENA ที่ใช้บัญชีของ Nomura
  7.   วิธี ซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยน กองทุนประหยัดภาษี
  8.   หน้าจอแสดงข้อมูลพอร์ตใน Website / Application
  9.   อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

ปัญหาปวดใจของคนซื้อกองทุนประหยัดภาษี

ถ้ายังไม่ถึงวัยทำงาน ไม่ค่อยมีใครนึกถึงเรื่องเสียภาษีกันหรอกครับ แต่พอมีรายได้และเริ่มมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย จังหวะนั้นแหละที่เราจะเริ่มมองหาช่องทางการลดหย่อนภาษี เพื่อลดทอนภาระการเสียภาษีที่เราโดนหักจากรายได้ไป

ทำให้หลายคนรีบเร่งเข้ามาซื้อกองทุนประหยัดภาษี โดยที่ไม่ได้ทำการศึกษาให้ดีก่อน ถึงจะเป็นการซื้อกองทุนเพื่อเอาไปลดหย่อนภาษี มันก็เป็น “การลงทุน” ประเภทหนึ่งอยู่ดี ซึ่งต้องมีเรื่องของ “ความเสี่ยง” ตามมาแน่นอน

จุดนี้เป็นเรื่องอันตราย เพราะถ้าเราเข้ามาลงทุนทั้ง ๆ ที่ความรู้ยังไม่พร้อม บางทีเงินที่เราขาดทุนจากกองทุนประหยัดภาษี อาจจะเยอะกว่าเงินที่เราต้องควักไปจ่ายภาษีก็ได้ ขาดทุนแถมยังถอนออกมาก่อนไม่ได้ ไม่มีอะไรจะเสียสุขภาพจิตไปมากกว่านี้แล้วจริงไหมครับ

Solution ของปัญหานี้จาก FINNOMENA

ปัญหาการขาดทุนจากกองทุนประหยัดภาษีเป็นปัญหาที่ FINNOMENA อยากแก้ไข จึงเป็นที่มาของการเปิดตัวระบบใหม่ “Segregated Account” ซึ่งสามารถซื้อขายกองทุนประหยัดภาษีทั้ง SSF และ RMF จากหลากหลาย บลจ. ได้ในที่เดียว มีความเป็นกลางในการคัดสรรกองทุนมาแนะนำให้กับนักลงทุน สรุปสิ่งที่นักลงทุนจะได้เมื่อลงทุนกับ FINNOMENA ก็คือ

  • พอร์ตกองทุนประหยัดภาษีแนะนำที่มีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว แบ่งตามระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ เพิ่มโอกาสในการทำกำไรไปพร้อมกับการลดหย่อนภาษี 
  • ระบบการเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชัน ไม่ต้องใช้เอกสาร ไม่ต้องเปิดบัญชีหลายรอบ
  • ซื้อขายกองทุนได้พร้อมกันหลาย บลจ. เพิ่มความเป็นกลางในการเลือกกองทุนที่ดีที่สุด
  • เช็กพอร์ตได้ตลอดเวลาทั้งบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน หน้าจอแสดงผลสวยงาม เข้าใจง่าย
  • ความปลอดภัยของเงินลงทุนระดับเดียวกันกับธนาคาร

สิทธิประโยชน์แต่ละข้อจะอธิบายอย่างละเอียดในส่วนต่อ ๆ ไปของบทความ แต่ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกันก่อนว่า ระบบ Segregated Account คืออะไร? ทำไมถึงต้องใช้ระบบนี้?

Segregated Account คืออะไร? ทำไมต้องมี?

Segregated Account คือ บัญชีที่แยกทรัพย์สินของผู้ลงทุนออกจากทรัพย์สินของบริษัท ทำให้เงินลงทุนไม่สามารถถูกแทรกแซงได้ เช่นเดียวกันกับระบบบัญชีประเภท Omnibus Account ที่ FINNOMENA ใช้ในการซื้อขายกองทุนทั่วไป

บัญชีทั้ง 2 ประเภทผู้ลงทุนจะทำรายการผ่านคนกลาง (ในที่นี้คือ FINNOMENA) คนกลางมีหน้าที่แค่ส่งรายการคำสั่งและเงินลงทุนต่อให้ บลจ. โดยไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งอะไรกับเงินและคำสั่งนั้น

จุดที่แตกต่างคือ Omnibus Account เป็นบัญชีที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ถือหน่วยลงทุน การดำเนินการซื้อขายจะใช้เป็นเลขประจำตัวผู้ถือหน่วย แต่ Segregated Account เป็นบัญชีที่ระบุชื่อผู้ถือหน่วยลงทุนในการซื้อขาย ซึ่งตรงนี้ทำให้บัญชีแบบ Segregated Account สามารถใช้ซื้อขายกองทุนประหยัดภาษี เช่น SSF หรือ RMF ได้ และสามารถนำไปยื่นลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย เพราะมีการระบุชื่อผู้ถือหน่วยไว้ชัดเจน

โดยสรุป ในการซื้อขายกองทุนทั่วไป ใช้แค่บัญชีแบบ Omnibus Account ก็เพียงพอ แต่ในกรณีกองทุนประหยัดภาษีที่ต้องออกเอกสารไปยื่นลดหย่อน ต้องใช้บัญชีแบบ Segregated Account ที่มีการระบุชื่อผู้ลงทุนนั่นเอง

สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนกองประหยัดภาษีแล้ว ข้ามไปดูขั้นตอนการเปิดบัญชีด้านล่างบทความได้เลย ส่วนคนที่ยังไม่แน่ใจว่ากองภาษีเหมาะกับเราหรือเปล่า ลองอ่านไปเรื่อย ๆ ก่อนนะครับ

ใครควรซื้อกองทุน SSF-RMF

ไม่ใช่ทุกคนที่จำเป็นต้องซื้อ SSF หรือ RMF ถึงมันจะใช้ลดหย่อนภาษีได้เยอะก็จริง แต่ก็มีเงื่อนไขที่จำกัดเราอยู่พอสมควร เงื่อนไขสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนลงทุนพวกกอง SSF/RMF ได้แก่

เงื่อนไขของ SSF

  • ต้องถือเป็นเวลา 10 ปีขึ้นไป (นับจากวันที่ซื้อ) ถ้าขายออกก่อนต้องคืนเงินภาษีที่เคยได้รับการลดหย่อนของปีนั้น และต้องจ่ายค่าเสียภาษีล่าช้าเพิ่มด้วย
  • ใช้ลดหย่อนภาษีได้ในปีภาษี 2563-2567 หลังจากนั้นจะมีการพิจารณาอีกครั้งว่าจะมีการต่ออายุหรือไม่
  • ลงทุนปีไหน ได้ลดหย่อนปีนั้น และไม่มีเงื่อนไขลงทุนต่อเนื่อง
  • ไม่สามารถขายคืนก่อนกำหนดได้ แต่สามารถสับเปลี่ยนได้ในกอง SSF ด้วยกันได้

เงื่อนไขของ RMF

  • ต้องถือเป็นเวลา 5 ปีขึ้นไป (นับจากวันที่ซื้อ) และขายได้หลังอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ถ้าขายออกก่อนต้องคืนเงินภาษีที่เคยได้รับการลดหย่อนในปีนั้น และต้องจ่ายค่าเสียภาษีล่าช้าเพิ่มด้วย
  • ลงทุนปีไหน ได้ลดหย่อนปีนั้น และต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อยปีเว้นปี (ไม่มีขั้นต่ำในการลงทุน) หากผิดเงื่อนไขลงทุนต่อเนื่อง ต้องคืนภาษีที่ได้รับยกเว้น 5 ปีย้อนหลัง
  • ไม่สามารถขายคืนก่อนกำหนดได้ แต่สามารถสับเปลี่ยนได้ในกอง RMF ด้วยกันได้

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี
ที่มา: tisco.co.th

พอรู้เงื่อนไขแล้ว แล้วใครบ้างที่เหมาะกับการซื้อกองประหยัดภาษี ลองเช็กตัวเองเบื้องต้นกันก่อน

ใครควรซื้อ

  • ถ้าเกิดคำนวณเงินได้ของตนเองที่หักลบกับค่าลดหย่อนแล้วมากกว่า 150,000 บาท เราจะต้องเสียภาษี ถ้าไม่อยากเสียส่วนนี้สามารถซื้อกองทุน SSF-RMF เป็นวิธีในการลดหย่อนภาษีได้
  • คนที่มีฐานภาษีสูง ๆ เช่น 20% ขึ้นไป เหมาะกับการซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี เพราะสามารถลดได้เยอะ ซึ่ง SSF-RMF สามารถซื้อรวมกันและลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 500,000 บาท
  • คนที่ต้องการออมเงินให้เติบโตในระยะยาว ซึ่งตรงตาม Concept ของ SSF และ RMF ที่อยากให้คนไทยออมเงิน

ใครไม่ควรซื้อ

  • คนที่มีปัญหาสภาพคล่องยังไม่มั่นคง ไม่ควรซื้อ SSF-RMF เพราะมีเงื่อนไขที่จำกัดการถอนเงินออกมาใช้อยู่ กรณีควรยอมจ่ายภาษีหรือเลือกลดหย่อนด้วยวิธีอื่นไปก่อน
  • คนที่ไม่สามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้เลย ถ้าซื้อแล้วก็เกิดขาดทุนจะเครียด นอนไม่หลับ แบบนี้ไม่ควรซื้อ SSF-RMF
  • คนที่ฐานภาษียังต่ำ เช่น 5% หรือ 10% เพราะเมื่อเทียบเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามกับเงินที่จะได้ลดหย่อน อาจไม่คุ้มกัน

แผน Tax Saving Fund ของ FINNOMENA ลงทุนอะไรบ้าง

ถ้าสำรวจตัวเองตามหัวข้อข้างบนแล้วคิดว่าเราเหมาะกับการซื้อกอง SSF-RMF เพื่อประหยัดภาษี ขั้นต่อไปก็คือการเลือกว่าเราจะลงทุนกองไหนดี

FINNOMENA เปิดให้ซื้อกองทุน SSF-RMF ทั้งแบบซื้อรายกองและแบบซื้อเป็นชุดกองทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง สามารถเลือกซื้อกองทุนได้พร้อมกัน 10 บลจ. รายชื่อ บลจ. ที่ FINNOMENA เปิดให้บริการตอนนี้ได้แก่

  1. บลจ. ทหารไทย (TMBAM)
  2. บลจ. พรินซิเพิล (PRINCIPAL)
  3. บลจ. กรุงศรี (KSAM)
  4. บลจ. วรรณ (ONEAM)
  5. บลจ. ยูโอบี (UOBAM)
  6. บลจ. กสิกรไทย (KAsset)
  7. บลจ. ไทยพาณิชย์ (SCBAM)
  8. บลจ. กรุงไทย (KTAM)
  9. บลจ. แอสแซทพลัส (ASP)
  10. บลจ. เอ็มเอฟซี (MFC)

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

รายชื่อกองทุนที่ FINNOMENA แนะนำ

สำหรับการลงทุนในกองทุนประหยัดภาษี แนะนำให้ลงทุนเป็นชุดกองทุนแบบกระจายความเสี่ยง เนื่องจากเป็นการลงทุนระยะยาว การลงทุนกองเดียวจะเสี่ยงเกินไป เพราะถ้าได้ก็ได้ไปเลย ถ้าเสียก็เสียไปเลย ถ้าลงทุนหลาย ๆ กองเพื่อกระจายความเสี่ยงไว้จะมีโอกาสกำไรในระยะยาวมากกว่า

กองทุนที่ FINNOMENA แนะนำจะแบ่งตามระดับความเสี่ยง โดยจะไม่มีการปรับพอร์ตเหมือนแผนการลงทุนทั่วไปเนื่องจากต้องถือยาว ทุกกองเลยต้องมีศักยภาพที่จะเติบโตในระยะยาวได้ ซึ่ง FINNOMENA Investment Team ได้ทำการคัดสรรกองทุนที่ดีที่สุดมาแล้ว รายชื่อชุดกองทุนแนะนำมีอยู่ 6 แผนด้วยกัน โดยสามารถอ่านรายละเอียดของแต่ละแผนได้ที่ โพยกองทุนจัดชุด SSF & RMF จัดเต็มสำหรับนักลงทุนทุกประเภท

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่สนใจกองทุนบางตัวโดยเฉพาะ ก็สามารถเลือกลงทุนเองได้เช่นกันครับ ไม่จำกัดว่าต้องลงทุนเป็นชุดกองทุนเท่านั้น โดยสามารถอ่านรายละเอียดโพย SSF และ RMF รายกองได้ที่ คัดเน้นที่เดียวจบ! รวมโพย SSF RMF รายกอง

หรือจะลองใช้งาน FINNOMENA Tax Saving Guru ดูก็ได้ เป็นโปรแกรมคำนวณมูลค่ากองทุนที่ซื้อได้ในปี 2564 พร้อมกองทุนและสัดส่วนแนะนำ คำนวณมาให้เสร็จสรรพว่าซื้อ SSF หรือ RMF เท่าไรจะคุ้มที่สุด

ขั้นตอนการเปิดบัญชี Tax Saving Fund

1. เปิดบัญชีผ่าน Application (เปิดบัญชีแบบไม่ใช้เอกสาร) → Recommended !!

นักลงทุนที่เปิดบัญชีใหม่ (Single Form) หลังวันที่ 2 ก.ค. 2564 สามารถเปิดบัญชี Tax Saving Fund ได้เพียง 5 คลิกเท่านั้น !!! ทำตามขั้นตอนในรูปด้านล่างได้เลย โดยนักลงทุนต้องอัปเดตแอปพลิเคชันก่อน จึงจะสามารถใช้งานส่วนเปิดบัญชี Tax Saving Fund ได้

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

ส่วนนักลงทุนที่มีบัญชีกับ FINNOMENA อยู่แล้ว แต่ตอนเปิดบัญชี เปิดผ่านเอกสาร หรือเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชันก่อนใช้ Single Form ในวันที่ 2 ก.ค. 2564 เมื่อเปิดบัญชี Tax Saving Fund จะต้องมีการกรอกข้อมูลเพิ่มเพียงเล็กน้อย ซึ่งได้แก่ ข้อมูลประเทศที่มาของรายได้และข้อมูลคู่สมรส, FATCA, รูปถ่ายบัตรประชาชน, แบบประเมินความเสี่ยง และลายเซ็น (ทั้งนี้ แต่ละท่านอาจจะกรอกเพิ่มไม่เท่ากัน แล้วแต่ความสมบูรณ์ของข้อมูลเดิม) โดยต้องอัปเดตแอปพลิเคชันก่อนเช่นกัน จึงจะสามารถใช้งานส่วนเปิดบัญชี Tax Saving Fund ได้

และสำหรับนักลงทุนที่ไม่เคยมีบัญชีซื้อขายกองทุนกับ FINNOMENA และต้องการเปิดบัญชี Tax Saving Fund สามารถทำตามขั้นตอนดังนี้

     1)   ก่อนเปิดบัญชี Segregated Account นักลงทุนต้องเปิดบัญชีแบบปกติ (Omnibus Account) ให้เสร็จก่อน ทำการผูก ATS ให้เรียบร้อย แล้วจึงจะเปิดบัญชีเพื่อลงทุนกองทุนประหยัดภาษีต่อได้ ดูขั้นตอนการเปิดบัญชีแบบปกติได้ ที่นี่ หรือดูในคลิปวิดีโอด้านล่าง โดยใช้เวลาอนุมัติการเปิดบัญชีประมาณ 1-2 วันทำการ

** ข้อควรระวังในการเปิดบัญชีผ่าน Application: ตรวจสอบว่าข้อมูลบนภาพถ่ายหน้าบัตรประชาชนมีความชัดเจน และที่อยู่บนบัตรประชาชนตรงกับที่อยู่ตามทะเบียนบ้านที่กรอกเข้ามา เพื่อความรวดเร็วในการเปิดบัญชี

อ่านเพิ่มเติม วิธีสร้างแผนการลงทุนพร้อมเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนกับ FINNOMENA แบบ Step by Step

อ่านเพิ่มเติม พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

อ่านเพิ่มเติม พาซื้อกองทุนรวมผ่าน FINNOMENA พร้อมความพิเศษต่าง ๆ ที่หาไม่ได้จากที่อื่น

     2)   หลังเปิดบัญชีปกติเสร็จสมบูรณ์ สามารถทำการเปิดบัญชี Segregated Account ต่อได้ในแอปฯ FINNOMENA ผ่าน 2 ช่องทาง

ช่องทางแรก เข้าไปที่หน้าพอร์ตแล้วกดปุ่ม “เพิ่มบัญชี Tax Saving”

ช่องทางที่สอง เข้าไปที่หน้าพอร์ต ที่แผนการลงทุนจะเห็นคำว่า Tax Saving ให้กดปุ่ม “+ เพิ่มบัญชี Tax Saving”

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

     3)   ขั้นตอนต่อไป ระบบจะให้กรอกข้อมูลบางส่วนเพิ่ม เพื่อใช้สำหรับเปิดบัญชีสำหรับลงทุนกองทุนประหยัดภาษีโดยเฉพาะ

     4)   เมื่อกรอกทุกอย่างเรียบร้อย ระบบจะขึ้นว่า “รออนุมัติบัญชี” ซึ่งจะใช้เวลาอนุมัติประมาณ 1-2 วันทำการ โดยจะผูก ATS กับบัญชีธนาคารเดียวกันกับบัญชีปกติ

     5)   เมื่อบัญชีพร้อมลงทุน นักลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลกองทุนแนะนำ และเริ่มลงทุนได้ทันที

2. เปิดบัญชีผ่าน Website

ณ ตอนนี้การเปิดบัญชี Segregated Account ยังไม่สามารถเปิดผ่าน Website ได้ ทั้งนี้แนะนำให้นักลงทุนเปิดบัญชีผ่าน Application แทน

3. เปิดบัญชีผ่านการส่งเอกสาร

ขณะนี้การเปิดบัญชี Tax Saving Fund ผ่านการส่งเอกสาร ปิดระบบชั่วคราว หากมีการเปิดระบบจะมีการแจ้งให้ทราบอีกครั้ง โปรดติดตามข่าวสารอัปเดตทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ทั้งนี้แนะนำให้นักลงทุนเปิดบัญชีผ่าน Application เพื่อความรวดเร็วในการเปิดบัญชี

4. สำหรับลูกค้า FINNOMENA ที่ใช้บัญชีของ Nomura

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนผ่านบัญชีของ Nomura ดูขั้นตอนการเปิดบัญชีได้ ที่นี่

วิธี ซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยน กองทุน SSF-RMF

ซื้อ

นักลงทุนสามารถส่งคำสั่งซื้อได้ทุกช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน โทรศัพท์ และช่องทางเอกสาร การหักเงินจะหักผ่านช่องทางบัญชีธนาคารที่ผูก ATS ไว้ (ณ ปัจจุบันสังไม่สามารถซื้อผ่านบัตรเครดิตได้)

ขาย

ขั้นตอนการขายจะมีความซับซ้อนกว่าตอนซื้อ เพราะมีเรื่องเงื่อนไขระยะเวลาในการถือ และหลักการ FIFO (First in First out: ซื้อตัวไหนก่อน ตัวนั้นจะถูกขายออกไปก่อน)

อธิบายคือ ถ้าหากเราอยากขายกองทุนส่วนที่เผลอซื้อเกินและยังไม่ได้ใช้ลดหย่อนภาษี ส่วนที่ขายจะไม่ใช่ส่วนล่าสุดที่ซื้อ แต่เป็นส่วนแรกสุดที่เราซื้อไว้ ซึ่งถ้าส่วนแรกสุดยังถือไม่ครบเวลาตามเงื่อนไข เราจะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง

เบื้องต้นการขายกองทุนประหยัดภาษีจึงไม่อยากให้นักลงทุนทำรายการเอง แนะนำให้ติดต่อทาง FINNOMENA ที่เบอร์โทรศัพท์ 02 026 5100 เพื่อส่งคำสั่งขาย หรือทำการขอเลข Unitholder เพื่อใช้ส่งคำสั่งขายกับ บลจ. ต้นทางโดยตรง

สับเปลี่ยน

สามารถสับเปลี่ยนกองภาษีได้ภายใน บลจ. เดียวกัน และต้องเป็นกองประเภทเดียวกัน เช่น กอง SSF สับเปลี่ยนได้เฉพาะกอง SSF ด้วยกัน กอง RMF สับเปลี่ยนได้เฉพาะกอง RMF ด้วยกัน

หน้าจอแสดงข้อมูลพอร์ตใน Website / Application

เมื่อลงทุนไปแล้ว การติดตามพอร์ตก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน นักลงทุนที่สร้างแผน “Tax Saving Fund” แล้ว สามารถเข้าไปดูพอร์ตของตนเองได้ทั้งบน Website และใน Application ได้ตลอดเวลา เป็นอีกบริการที่ FINNOMENA จัดให้นักลงทุนทุกท่านใช้กันครับ

หน้าแสดงข้อมูลพอร์ตบน Website

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

หน้าแสดงข้อมูลพอร์ตบน Application

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

สรุป

ถ้าอ่านบทความนี้แล้วรู้สึกว่า กองทุน SSF-RMF เป็นทางเลือกการลดหย่อนภาษีที่เหมาะกับเรา และเรามีสภาพคล่องเพียงพอที่จะทำตามเงื่อนไขของ SSF-RMF ได้อย่างครบถ้วน ก็สามารถเริ่มต้นลงทุนได้ทันที โดยอิงจากพอร์ตกองทุนแนะนำที่ FINNOMENA แนะนำให้ก็ได้ หรือจะเลือกลงทุนเองเป็นรายตัวก็ทำได้เช่นกัน

ถ้ายังอ่านบทความยังไม่ละเอียด อยากให้อ่านและศึกษาให้ดีก่อนครับ โดยเฉพาะเงื่อนไขต่าง ๆ เพราะการซื้อ SSF-RMF เป็นการตัดสินใจในระยะยาว กรอบเวลา 10 ปีขึ้นไป หากตัดสินใจพลาดมันจะกวนใจเราไปตลอด การลงทุนพร้อมกับความรู้จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ส่วนการลงทุนพร้อมกับความไม่รู้จะทำให้ชีวิตเราลำบากขึ้นอีกเยอะ

หากพร้อมแล้วก็สามารถเปิดบัญชีลงทุนกองทุน SSF-RMF กับ FINNOMENA ได้ทันที เปิดบัญชีและดูรายละเอียดได้เลย

สำหรับลูกค้าใหม่ อ่านวิธีเปิดบัญชีซื้อกองทุน Tax Saving เพิ่มเติม คลิก
‍‍‍‍‍‍ ‍‍
สำหรับลูกค้าเก่า เปิดแอปพลิเคชั่น แล้วเลือกสร้างแผน “Tax Saving” ได้เลย

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Facebook Inbox:    FINNOMENA
LINE:    @FINNOMENAPORT
เบอร์โทรศัพท์:   02 026 5100


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นจะต้องชำระเงินเพิ่ม และ/หรือเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน |  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” 

News Update: จีนเขย่าวงการโฆษณา เตรียมสั่งบริษัทเทคฯ ห้ามปิดกั้นแสดงผลข้อมูล บน Search Engine คู่แข่ง หุ้น Baidu +4.53%

THE OPPORTUNITY
News Update: จีนเขย่าวงการโฆษณา เตรียมสั่งบริษัทเทคฯ ห้ามปิดกั้นแสดงผลข้อมูล บน Search Engine คู่แข่ง หุ้น Baidu +4.53%

จีนเตรียมพิจารณาให้บริษัทเทคโนโลยีตั้งแต่ Tencent ไปจนถึง ByteDance แสดงเนื้อหาบน Search Engine ของบริษัทคู่แข่ง เช่น Baidu ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่จะช่วยขจัดอุปสรรคออนไลน์ และสั่นสะเทือนวงการโฆษณาทางอินเทอร์เน็ต

ผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) กำลังหารือในการทำให้บทความของ WeChat รวมถึงวิดีโอสั้นของ Douyin แสดงเนื้อหาบน Search Engine อื่นๆ เช่น Baidu โดยหน่วยงานกำกับดูแลจีนกำลังสำรวจความคิดเห็นของบริษัทต่างๆ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าทางการจีนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

หากมีการดำเนินนโยบายเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นอีกก้าวสำคัญของรัฐบาลจีนที่ต้องการทำลายอุปสรรคในตลาดที่เกิดขึ้นจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Alibaba และ Tencent โดยผู้สังเกตการณ์ได้เตือนให้บริษัทเทคฯ อนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถลิงก์ไปยังบริการของคู่แข่งได้

การบังคับให้ ByteDance หรือ Tencent แสดงเนื้อหาบนบริษัทคู่แข่งอย่าง Search Engine อื่นๆ เช่น Baidu ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งนี่อาจทำให้รายได้จากการโฆษณาจาก Douyin ของ ByteDance หรือ WeChat ของ Tencent ย้ายไปสู่ผู้ให้บริการ Search Engine แทน

กระบวนการดังกล่าวเหมือนกับตอนที่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ สั่งให้ Facebook เปิดโพสต์สาธารณะของ Whatsapp บน Search Engine ของ Google

เมื่อวานนี้ (18 ต.ค.) ราคาหุ้นของ Baidu เพิ่มขึ้น 4.53% รับข่าวเชิงบวก โดยโฆษกของ Tencent ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ในขณะที่ Bytedence, Baidu และ MIIT ไม่ตอบรับคำร้องขอความคิดเห็นจากสื่อ

รัฐบาลจีนประกาศสงครามกับการดำเนินงานที่ปิดกั้นการแข่งขันของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมอำนาจในบริษัทเหล่านั้น โดยกล่าวหาว่าบริษัทจำนวนหนึ่งใช้วิธีการบล็อก หรือวิธีการอื่นๆ เพื่อปกป้องขอบเขตของตัวเอง โดยแสดงผลการค้นหาเฉพาะบริษัทในเครือตัวเองเท่านั้น

บทความบน WeChat แพลตฟอร์มเผยแพร่บทความขนาดใหญ่ที่สุดในจีน ถูกควบคุมโดย Tencent และบล็อกการค้นหาจาก Search Engine ที่ดำเนินการโดย ByteDance และ Baidu ในขณะที่ Taobao ของ Alibaba ได้ปิดกั้นการค้นหาของ Baidu โดยอ้างจุดประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งทำให้ Alibaba เป็นผู้นำในตลาดออนไลน์ โดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาให้กับ Baidu

อย่างไรก็ตาม หลายบริษัทเริ่มลดขอบเขตลง โดยเมื่อเดือนที่แล้ว Tencent อนุญาตให้ผู้ใช้งาน WeChat ลิงก์ไปยังคู่แข่งอื่นๆ ได้ เช่น วิดีโอ Douyin และร้าน Taobao ในขณะที่ Alibaba ได้เพิ่มระบบการชำระเงินของ WeChat ในบางแอป

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-18/china-said-to-weigh-opening-tencent-bytedance-content-to-search?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 19/10/2021 “วิเคราะห์เศรษฐกิจจีนไตรมาส 3 ทำไม GDP โต 4.9% ต่ำสุดรอบปี?” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 19/10/2021 “วิเคราะห์เศรษฐกิจจีนไตรมาส 3 ทำไม GDP โต 4.9% ต่ำสุดรอบปี?” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 19/10/2021

“วิเคราะห์เศรษฐกิจจีนไตรมาส 3 ทำไม GDP โต 4.9% ต่ำสุดรอบปี?”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -36.15 จุด (-0.10%) S&P500 +15.11 จุด (+0.34%) Nasdaq +124.47 จุด (+0.84%) Small Cap 2000 +1.77 จุด (+0.08%) VIX index อยู่ที่ 16.31 (+0.06%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 -31.51 จุด (-0.75%) Dax เยอรมัน -112.89 จุด (-0.72%) CAC 40 ฝรั่งเศส -54.42 จุด (-0.81%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 29,025.46 (-0.15%) ดัชนี CSI 300 ปิดที่ 4,874.78 (-1.16%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 25,409.75 (+0.31%) และ SET Index ปิดตลาดที่ 1,643.92 (+0.34%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 19 ต.ค. 2564) ราคาทองคำ 1,773.95 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 23.51 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 81.75 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 84.38 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 19 ต.ค. 2564) Bitcoin 61,890.9 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,789.70 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.247119 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 492.33 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

เศรษฐกิจจีนไตรมาสที่ 3 ตัวเลข GDP เติบโต +4.9% YoY ต่ำที่สุดในรอบปี และเติบโต +0.2% QoQ ตัวเลขยอดค้าปลีก +4.4% YoY ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม +3.1% ทั้ง 2 ตัวเลขอยู่ในทิศทางชะลอตัว  อัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.9% ต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2018 แต่อัตราการว่างงานในกลุ่มผู้มีอายุน้อย (16 – 24 ปี) อยู่ที่ระดับ 14.60% ตัวเลขความเชื่อมั่นภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง PMI ภาคการผลิตอยู่ที่ 49.6 (เข้าสู่ภสวะหดตัว) PMI ภาคบริการอยู่ที่ 53.6

ปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจจีนมาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของ Evergrande แม้ล่าสุดทางการจีนจะออกมากล่าวว่าสามารถควบคุมความเสี่ยงได้แล้ว อีกปัจจัยที่กดดัน คือ ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น

จีนเตรียมพิจารณาให้บริษัทเทคโนโลยี แสดงผลการค้นหาข้อมูลจากบริษัทคู่แข่งบน Search Engine ซึ่งจะช่วยเรื่องการผูกขาด รวมถึงส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโฆษณา ส่งผลให้ราคาหุ้น Baidu +4%

Apple เปิดตัว MacBook Pro รุ่นใหม่ ใช้ชิป M1 Pro และ M1 Max (ซึ่งเป็นของทาง Apple เอง) มี 2 ขนาด คือ 16 และ 24 นิ้ว มีการปรับปรุงคีย์บอร์ด โดยการนำ Touch Bar ออกไป และยังมีการเปิดตัว AirPods 3 และ HomePod mini

MacBook Pro ราคาเริ่มต้นที่ 73,900 บาท สำหรับรุ่น 14 นิ้ว ชิป M1 Pro, ราคา 89,900 บาท สำหรับรุ่น 16 นิ้ว ชิป M1 Pro, ราคา 103,900 บาท สำหรับรุ่น 14 นิ้ว ชิป M1 Max และ ราคา 110,900 บาท สำหรับรุ่น 16 นิ้ว ชิป M1 Max โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์รายได้และกำไรจะทำ All time high ในไตรมาส 1 ปี 2022 (รอบตามงบปีของ Apple) ราคาหุ้น Apple เริ่มมีการฟื้นตัวในระยะที่ผ่านมา

กองทุน ETF Bitcoin ของ ProShares เตรียมเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ NYSE ในวันนี้

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ย้ำจุดยืนที่เป็นมิตรต่อ FinTech โดยแนวทางการปรับตัวของ BOT จะเน้น Open ใน 3 ส่วน คือ 1. Open infrastructure สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน 2. Open environment การสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับการแข่งขันอย่างเท่าเทียมเพื่อให้เกิดนวัตกรรมจากผู้เล่นทุกกลุ่ม โดยจะปรับปรุงกฎเกณฑ์ ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อทั้งการปรับตัวของผู้เล่นรายเดิมและการเข้าสู่ตลาดของผู้เล่นรายใหม่ และ 3. Open data จะเปิดให้มีการพัฒนาการถึงระบบฐานข้อมูลผ่านเทคโนโลยี API ลดความไม่เท่าเทียมของการมีข้อมูล และมีการร่วมพัฒนาระบบแลกเลี่ยนข้อมูลระหว่างธนาคารพาณิชย์

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 9,122 ราย จากเรือนจำ 116 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 71 ราย หายป่วยกลับบ้าน 10,731 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,802,934 ราย หายป่วยสะสม 1,678,981 ราย

 

The Opportunity

กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth (TMBGQG) กองทุนหลัก คือ Wellington Global Quality Growth Fund TMBGQG ไม่จ่ายปันผล และนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

จุดเด่น คือ มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนขนาดใหญ่ทั่วโลก มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอในทุกภาวะตลาด และได้รางวัล Morningstar 4 ดาว

พอร์ตตราสารทุนของกองทุนหลักสุดท้ายอยู่ที่ประมาณ 60 – 90 ตัว

สัดส่วนตามภูมิตภาค – อเมริกาเหนือ 68.1%, ยุโรป 18.5%, ตลาดเกิดใหม่ 8.7%, ญี่ปุ่น 2.4% และเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) 2.3%

สัดส่วนตามอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก – Information Technology 29.1%, Financials 20%, Industrial 14.9%, Health Care 13.3% และ Communication Services 9.5%

หุ้น 5 อันดับแรก – Microsoft 4.3%, Alphabet Inc 4.1%, Amazon.com 3.2%, Facebook 2.4% และ TSMC 1.8% (หุ้น 10 อันดับแรกสัดส่วน 24% จากหุ้นที่ถือ 73 ตัว)

ผลตอบแทนย้อนหลังย้อนหลัง 1 ปี +21.4%, 3 ปี +16.1%, 5 ปี +17.3%, 10 ปี +17.4% และตั้งแต่จัดตั้ง +15.2%

 

งานสัมมนารวมพลคนลงทุน 2021

วันอังคารที่ 19 ตุลาคม เวลา 19.00 น.  “เจาะลึกพอร์ตเพื่อการเกษียณ RIS vs GIF และคัมภีร์เกษียณ (ภาคจบ)” และวันพุธที่ 20 ตุลาคม เวลา 19.00 น. “เจาะกลุ่มกองทุน Baillie Gifford ทั้งตลาด กองทุนไหนควรอยู่ในพอร์ตคุณ” ลงทะเบียนและรับชมได้ที่เว็บไซต์ FINNOMENA

มุมมองเศรษฐกิจโลก Q4 ของเด็กการเงิน

เด็กการเงิน DekFinance
มุมมองเศรษฐกิจโลก Q4 ของเด็กการเงิน

สรุปประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้น และประเด็นที่น่าจับตามองในไตรมาส 4 ปี 2564 ของสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน อินเดีย เวียดนาม และ Commodity

วันนี้ เด็กการเงิน ขอมาสรุปข่าวสำคัญทั่วโลกที่ควรติดตามตลอดทั้งไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ พร้อมกองทุนแนะนำโดยเด็กการเงิน

ทั้งนี้ คำแนะนำและความเห็นที่ให้ไว้ มาจากการฟังและอ่านข่าวจากหลาย ๆ แห่ง ผสมกับมุมมองของเด็กการเงินเอง

สหรัฐฯ

1) ตลาด Priced in ข่าว QE Tapering แล้ว มีความน่ากังวลน้อย และตลาดคาดว่าจะเริ่มเดือน พ.ย.

  • Fed มีการสื่อสารกับนักลงทุนเป็นอย่างดีมาหลายเดือน ทำให้ตลาดไม่มีความตกใจในการทำ QE Tapering มากนัก
  • Fed จะลดการเข้าซื้อสินทรัพย์เดือนละ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้ Fed Balance Sheet ยังคงโตขึ้น แต่โตขึ้นในอัตราที่ชะลอลง
  • ในเดือน มิ.ย. 2022 Fed Balance Sheet ยังโตอยู่ที่ 8 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้นสภาพคล่องในตลาดไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวล

2) ติดตามโอกาสที่ดอกเบี้ยจะถูกปรับขึ้นในปี 2022 ผ่านตัวเลขเศรษฐกิจ การจ้างงาน

  • ตัวเลขเศรษฐกิจ การจ้างงาน เป็นตัวเลขที่ Fed ให้ความสำคัญที่เพราะตัวเลขเหล่านี้จะบอกได้ว่าสภาพเศรษฐกิจพร้อมที่จะรับมือกับการขึ้นดอกเบี้ยแล้วหรือไม่
  • ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ เงินเฟ้อ, Nonfarm Payroll, Unemployment Rate, Weekly jobless claims
  • Dot Plot ที่มาจากคณะกรรมการ Fed มีความไม่แน่นอน เพราะอาจมีการเปลี่ยนตัวบุคคลได้ อย่างที่เห็นว่าล่าสุดกรรมการ Fed 2 ท่านก็ลาออกไป และมีสิทธิ์เปลี่ยนตัว นายเจอโรม พาวเวล
  • ดังนั้น ให้ดูตัวเลขเศรษฐกิจภาคแรงงานก่อนเป็นอันดับแรก แล้วค่อยดูความเห็นของคณะกรรมการ Fed เพิ่มเติม

3) เพดานหนี้สาธารณะถูกเลื่อนออกไปจาก 18 ต.ค. เป็นต้น เดือน ธ.ค. ช่วยเลี่ยงให้สหรัฐฯ เจอปัญหาผิดนัดชำระหนี้ได้ ทั้งนี้จะเป็นช่วงเดียวกันกับการพิจารณาเรื่องงบประมาณชั่วคราว เพื่อเลี่ยงปัญหา Government Shutdown ด้วย

4) ติดตามเรื่องงบโครงสร้างพื้นฐาน 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

  • ผลักดันให้ผ่านร่างโครงสร้างพื้นฐาน 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นำไปสร้างถนน สะพาน Broad brand ต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ส่งผลให้ Nonfarm payroll, Unemployment rate ดีขึ้น
  • ซึ่งการจะนำเงินมาใช้ในโครงสร้างพื้นฐานเยอะขนาดนั้น ทำให้ต้องมีการขึ้นภาษี 28-29% แต่ทางพรรค Republican ก็มีการต่อรองปรับลดเหลือ 26% ซึ่งประเด็นในเรื่องการขึ้นภาษีต้องคอยติดตามกันต่อไป

5) ติดตามการประชุม Fed วันที่ 2-3 พ.ย. และ 14-15 ธ.ค.

ความเห็นของเด็กการเงิน: ถ้าหากเป็นสหรัฐฯ ล้วน แนะนำให้ Buy on dip แต่เพื่อกระจายความเสี่ยง แนะนำให้ลงทุนกองทุน Global Equity ที่มี Universe กว้างกว่าและมีการบริหารแบบ Active ช่วย ซึ่งสหรัฐฯ เป็นหลักใน Global Equity  อยู่แล้วจึงต้องใช้ Selection ช่วย โดยเรามองว่ากลุ่ม Developed Market มีความน่าสนใจเพราะ มีสถาบันการเงินช่วย stabilize และค่อนข้างเสรี ไม่โดนแทรกแซงและมี Regulatory Risk ต่ำ นอกจากนี้ ถ้าหากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย Fund Flow ก็จะไหลกลับประเทศกลุ่ม Developed Market แต่ไม่รุนแรงแบบปี 2013

กองทุนที่แนะนำโดยเด็กการเงิน: SCBUSAA, TMBUSBLUECHIP

ยุโรป

1) ECB มีการส่งสัญญาณเล็ก ๆ ที่จะผ่อนคลายนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยลดวงเงิน PEPP ลงเล็กน้อย

  • ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะลดวงเงินการซื้อพันธบัตรภายใต้โครงการ Pandemic Emergency Purchase Programme หรือ PEPP ลงเล็กน้อยจาก 8 หมื่นล้านยูโรในช่วงเดือน ธ.ค. ซึ่งนักวิเคราะห์คาดจะลดลงมาอยู่ที่ 6-7 หมื่นล้านยูโร ถือเป็นสัญญาณเล็ก ๆ ในการผ่อนคลายนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งแรกของ ECB นับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19
  • การผ่อนคลาย Lockdown และกลับมาเปิดเมืองอีกครั้งช่วยหนุนตัวเลขเศรษฐกิจทั้งภาคการ ผลิตและบริการ ในขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนยังคงปรับประมาณการเพิ่มขึ้น แม้มีโอกาสที่ ECB จะลดวงเงิน PEPP ลง แต่คาดว่าจะไม่กระทบต่อตลาดมากนักเนื่องจาก ECB จะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป

2) ติดตามการประชุม ECB วันที่ 28 ต.ค. และ 16 ธ.ค.

3) ช่วงนี้ (ปลายเดือน ก.ย. ถึง ต.ค.) เผชิญปัญหาเชื้อเพลิงและน้ำมันขาดแคลน

4) ติดตามการจัดตั้งรัฐบาลของเยอรมนี หลังนางแมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีจะสิ้นสุดการดำรงแหน่งนายกฯมายาวนานถึง 16 ปี ถือเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลในยุโรป

  • มีการเปลี่ยนขั้วจาก CDU เป็น SPD โดยพรรค SPD ได้คะแนนเสียงไป 25.7% ขณะที่พรรค CDU ภายใต้การนำของนายอาร์มิน ลาเชต ที่ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคต่อจากนางแมร์เคิลได้ไป 24.1%
  • พรรค SPD มีนโยบายขึ้นภาษีคนรวย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่พรรค CDU ค่อนข้าง Conservative ไม่รีบร้อนขึ้นอัตราดอกเบี้ย ไม่รีบร้อนไปใช้พลังงานสะอาด
  • มีพรรคที่ได้รับคะแนนเสียงเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคือพรรค Greens และคาดว่าจะอยู่ฝั่งพรรค SPD

ความเห็นของเด็กการเงิน: ยุโรปยังคงน่าสนใจ เนื่องจากคุณภาพของ Earning และบรรยากาศนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย อย่างไรก็ตามมีความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่สูง กดดันกลุ่มการผลิต

กองทุนที่แนะนำโดยเด็กการเงิน: SCBEUROPE(A), MEURO

ญี่ปุ่น

1) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังคง laggard ตลาด Developed Market จากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าและมีการ Lock Down หลายครั้ง 

2) สถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลดลง มีการเร่งฉีดวัคซีนในระดับที่สูง คาดว่าจะถึง 60-70% ของประชากรทั้งหมดภายในปลายปีนี้

3) มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่รออยู่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศ

  • นายฟูมิโอะ คิชิดะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่นได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ มีนโยบายสนับสนุนทางการเงินและการคลังกว่า 30 ล้านล้านเยน เน้นกลุ่มรายได้ต่ำ ชนบท และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
  • จะไม่เพิ่มภาษีการบริโภคไปอีก 10 ปี เพื่อสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศ

4) ตั้งเป้า Net-Zero Carbon ภายในปี 2050

5) ในระยะยาวญี่ปุ่นอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมจาก Traditional Automobile, Bank, Consumer Electronics ไปเป็น Factory Automation, 5G, Fintech, E-commerce

6) ติดตามการประชุม BoJ วันที่ 28 ต.ค. และ 17 ธ.ค.

ความเห็นของด็กการเงิน: ญี่ปุ่นน่าสนใจในระยะสั้นถึงกลาง เพราะมีปัจจัยบวกรออยู่จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ การเร่งฉีดวัคซีนที่เร็ว และการเลื่อนการขึ้นภาษีนิติบุคคลออกไปไม่มีกำหนด ค่อนข้างแน่ว่านายกฯ คนใหม่จะเรียกความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ พร้อมการเปิดประเทศ

กองทุนที่แนะนำโดยเด็กการเงิน: ONE-UJE-RA, ASP-JHC

จีนและฮ่องกง

1) จากเรื่อง Regulatory Risk ในจีน ทำให้หลายกลุ่มโดนจัดระเบียบแล้ว ยกเว้นบุหรี่และเหล้า รวมถึง Health Care

  • Big Tech ถูกจัดการแล้ว อย่าง Alibaba ที่มีการผูกขาด
  • รัฐบาลจีนให้ความสำคัญเรื่องข้อมูลมาก (Data privacy) กลัวว่าข้อมูลจะรั่วไหล โดย Didi ที่เป็นแอปฯ คล้าย Uber ถูกเล่นงาน เนื่องจากข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญต่อการผลิต รัฐบาลจีนกลัวเรื่องความมั่นคง กลัวข้อมูลแผนที่จะไปอยู่ในมือสหรัฐฯ
  • Ant Group ต้องแยกธุรกิจสินเชื่อออกจาก Alipay เพื่อความมีเสถียรภาพของสถาบันการเงิน
  • สถาบันกวดวิชาอย่าง TAL ถูกสั่งให้เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร เพราะไม่อยากให้เด็กเคร่งเครียดในการเรียน และลดภาระผู้ปกครอง
  • Tencent โดนทั้งเรื่อง E-Commerce, Game และ Music Streaming

2) Common Prosperity เปลี่ยนจากการเติบโตเชิงปริมาณ ไปเป็นการเติบโตเชิงคุณภาพ

  • ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างสังคมจีนจากพีระมิดให้เป็นรักบี้ คือให้คนส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง มีการกระจายรายได้ และฐานะความเป็นอยู่ ซึ่งจะช่วยในเรื่อง SME ด้วย
  • กลุ่มคนรวย บริษัทและนักธุรกิจเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบ โดยอาจจะมีการขอความร่วมมือ หรือมีเรื่องการขึ้นภาษีมาเกี่ยวข้อง

3) หนี้สินของ China Evergrande ไม่ได้เยอะเมื่อเทียบกับหนี้สินทั้งหมดในจีน แต่ทำให้เสีย Sentiment ในการลงทุน

  • อสังหาริมทรัพย์ของจีนคิดเป็น 30% ของ GDP
  • China Evergrande มีส่วนแบ่งการตลาด 4-6% และมีหนี้สินเพียง 0.6% ของสินเชื่อทั้งหมดในจีน (หรือประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์)
  • ติดตามว่า China Evergrande จะทำอย่างไร ก่อนจะถูกประกาศ Default ถ้าหากไม่สามารถจ่ายคืนหนี้ได้ภายใน 30 วัน

4) เติบโตแบบสมดุล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Low Carbon Economy) กับวิกฤตขาดแคลนพลังงาน

  • วิกฤตพลังงานในจีนตอนนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก Demand กลับมาหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น ซึ่งถ่านหินราคาสูงขึ้น แต่ขุดได้น้อยลง
  • ที่ธุรกิจจีนเติบโตได้มากในอดีตเนื่องจากใช้ถ่านหินในการผลิตพลังงานจำนวนมาก แต่ปัจจุบันมีวาระทางสิ่งแวดล้อมเข้ามา จีนมีนโยบาย Carbon neutral ภายในปี 2060
  • ต้องหาวิธีการแก้ปัญหา เพื่อเพิ่มสำรองถ่านหินในประเทศ เพราะจะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว
  • ปกติจะนำเข้าถ่านหินจากออสเตรเลีย แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ เพราะมีปัญหาการเมืองกัน ซึ่งขอให้ขุดถ่านหินในประเทศเพิ่มขึ้นได้ แต่ต้องมีมาตรการในการจัดการสิ่งแวดล้อม
  • เปิดเสรีตลาดพลังงาน ให้รัฐกำหนดราคาพลังงาน
  • เชื่อมโยงโครงสร้างไฟฟ้าระหว่างรัฐ
  • ระยะยาวมีการเน้นพลังงานสะอาด ตั้งเป้าใช้พลังงานทดแทน 20% ภายในปี 2025 แต่พลังงานหมุนเวียนพวกนี้จะไม่เสถียรเนื่องมาจากปัญหาความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ

แนวทาง Clean Energy ในจีน

  • Alternative Energy
  • Sustainable Water
  • Green Building
  • Pollution
  • Energy Efficiency

5) ติดตามการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ในเดือน พ.ย. และการประชุมด้านเศรษฐกิจส่วนกลางจีน (CEWC) ประจำปี 2021 ในเดือน ธ.ค.

ความเห็นของเด็กการเงิน: เรามีความชอบในจีนกลุ่ม A-Shares ซึ่งมีกลุ่ม Information Technology ต่ำ แต่ทดแทนด้วยหุ้น Backbone ของประเทศอย่างกลุ่มการเงิน และการผลิต ซึ่งมี regulatory impact น้อยกว่ากลุ่ม IT และของฟุ่มเพือยมาก และชอบในกลุ่มพลังงานสะอาด (China Clean Energy) ที่จีนเร่งการเติบโตในส่วนนี้ ปล่อยให้เกิดการขยายตัวของกิจการ และผลิตภัณฑ์ที่มี cost competitive เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานใน 1-2 ทศวรรษข้างหน้า

กองทุนที่แนะนำโดยเด็กการเงิน: KT-ASHARES-A, P-CGREEN

อินเดีย

1) การเติบโตของ GDP ตลาดหุ้นอินเดียมีการปรับประมาณการณ์ขึ้นในปีหน้าที่ 9.2% แต่ปีนี้มีปรับลดลงเล็กน้อยที่ประมาณ 8%

2) มูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นอินเดีย มีความแพงกว่า S&P500 ในระยะสั้นมีการปรับประมาณการณ์เพิ่มขึ้น โดยรวมถือว่าแพง

3) ธนาคารกลางอินเดียยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามคาด และให้คำมั่นที่จะรักษาสภาพคล่องในตลาด

4) ติดตามประเด็นด้านปัญหาด้านพลังงาน ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอ เป็นผลมาจากราคาถ่านหินสูง แต่ล่าสุดอินเดียเปิดเผยว่ามีสต็อกถ่านหินเพียงพอให้ใช้ผลิตไฟฟ้า

ความเห็นของเด็กการเงิน: แนะนำให้ Buy-on-Dip ไม่ไล่ตามราคา ทั้งนี้มีความน่าสนใจในระยะยาวจากจำนวนประชากรที่มีจำนวนมาก เน้นลงทุนเกี่ยวกับการบริโภคภายในประเทศ และเป็นประเทศที่สร้างเทคโนโลยีเก่ง คนเก่ง ค่าแรงถูก

กองทุนที่แนะนำโดยเด็กการเงิน: B-BHARATA

เวียดนาม

1) เวียดนามกำลังก้าวไปสู่ฐานการผลิตที่สำคัญของโลก เน้นการบริโภคภายในประเทศ และมีการส่งออกโดดเด่น

  • GDP เติบโตจากการบริโภคภายในประเทศ โดยประชากรวัยหนุ่มสาวแรงงาน โดยเฉลี่ย 30 ปี ที่มีกำลังใช้จ่ายเต็มที่
  • GDP ภาคการผลิตเน้นไปที่สินค้าอุตสาหกรรม การบริการ ค้าปลีก และก่อสร้าง
  • แรงงานมีค่าแรงถูกเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญของกลุ่มประเทศในเอเชีย และกลุ่มประเทศตะวันตก และนักลงทุนต่างชาติยังคงใช้ประเทศเวียดนามเป็นฐานการผลิตต่อเนื่อง เนื่องจากมีสิทธิพิเศษทางภาษีในการค้าระหว่างประเทศ เช่น กับ USA และ EU เป็นต้น คาดว่าการส่งออกยังคงดีต่อไป

2) ความเจริญจากเมืองสู่ชนบท หรือนิคมอุตสาหกรรม (Urbanization) โอกาสความเจริญขยายจากเมืองโฮจิมินห์และเมืองฮานอยไปยังเมืองโดยรอบมากขึ้น เป็นโอกาสของอสังหาริมทรัพย์

3) ประชาชนยังคงมีหนี้ต่อ GDP ต่ำ แสดงถึงความมั่นคงทางการเงินของครอบครัว หรือสามารถสร้าง leverage ในการบริโภคได้อีกมากผ่านการกู้ยืม

4) จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิต ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเวียดนามได้เข้าร่วมกับ COVAX เลยทำให้ฉีดวัคซีนได้เร็วมาก ๆ ตอนนี้ถึง 50% ของ Population แล้ว โดยฉีดพวก mRNA และ AZ เป็นหลัก

5) Google Mobility ตอนนี้ดูค่อย ๆ ฟื้น โดยการ lockdown ที่ทำมา ทำให้เกิด demand shock เพราะทำเหมือนที่จีน แต่เมื่อเดือนที่แล้ว ตอนนี้รัฐบาลเหมือนจะเปลี่ยนความคิด และเริ่มผ่อนคลายมาตรการ lockdown

6) EPS Momentum เทียบกับ S&P500 ตอนนี้ทำจุดสูงสุดใหม่ แสดงว่า relative แล้วแข็งแรง โดยราคายังไม่ได้ทำจุดสูงสุดใหม่

  • การปรับประมาณการของเวียดนาม ไม่ค่อยมีปรับลดลงทั้งในปี 2020-2021 นักวิเคราะห์มองจุดต่ำสุดน่าจะเป็นไตรมาส 3 ที่ผ่านมา
  • P/E ของเวียดนาม ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อเทียบกับ S&P500  

7) GDP ปรับตัวลง โดยหุ้นในเวียดนามอาจจะไม่ได้สะท้อนเศรษฐกิจเวียดนามมาก แต่ทั้งนี้ปีหน้า GDP ปรับขึ้น

ความเห็นของเด็กการเงิน: ให้ทยอยสะสม และมีความน่าสนใจระยะยาวจากที่จะเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก เน้นการบริโภคภายในประเทศ และมีการส่งออกที่โดดเด่น

กองทุนที่แนะนำโดยเด็กการเงิน: PRINCIPAL VNEQ-A, ASP-VIET

Commodity

Oil เมื่อเงินเฟ้อไม่ใช่ Transitory อย่างที่เราเข้าใจกัน และ Supply ของพลังงานมีอยู่จำกัด คาดว่าราคาพลังงานจะอยู่ในระดับที่สูง จนกว่าจะผ่านหน้าหนาวของตะวันตกและเอเชียเหนือไป อย่างน้อย 1-2 ไตรมาส การลงทุนในกองทุน Oil Futures ต้องทำโดยระมัดระวัง โดยปัจจัยที่ต้องติดตามคือการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ที่ค่อนข้างเป็นไปได้ เพื่อแทรกแซงราคาตลาด แนะนำมี postion ลงทุนระยะสั้นเท่านั้น

Gold ทองมีมุมมองที่เป็นสินทรัพย์ที่ทำหน้าที่ได้ดีเมื่อยามมีเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตามการที่ลด QE ลง จะทำให้มีผลของ Dollar แข็งค่า ซึ่งเราไม่แนะนำให้ Bet ทองคำในมุมของเงินเฟ้อ vs. Dollar แข็งค่า ว่าจะเลือกทางไหน จึงแนะนำไม่ให้ overweight ทองคำ เพียงแต่มีอยู่ในพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงที่สัดส่วน 5-10%

กองทุนที่แนะนำโดยเด็กการเงิน: SCBCOMP, TMBOIL และ SCBGOLDH

เด็กการเงิน DekFinance

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/DekFinance101/posts/272907538060050 


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

หุ้นเปิดเมือง

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
หุ้นเปิดเมือง

สัปดาห์ก่อนนายกรัฐมนตรีได้ประกาศ “เปิดประเทศ” ให้ชาวต่างชาติที่มาจากประเทศที่มี “ความเสี่ยงต่ำ” และได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบถ้วนแล้ว สามารถเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยได้อย่างไม่ต้องกักตัว ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนพฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป ข่าวนี้ทำให้วันรุ่งขึ้นดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้น 10 จุด แม้ว่าจะไม่มาก แต่เมื่อคำนึงถึงว่าดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศในวันนั้นต่างก็ไม่ดีนักก็ต้องถือว่านั่นเป็น “ข่าวดี” ที่ประชาชนและนักลงทุนต่างก็ตื่นเต้นที่คาดว่าภายในช่วงสิ้นปีนี้การท่องเที่ยวจะดีขึ้นมาก และนั่นก็จะหมายถึงว่าเศรษฐกิจโดยรวมก็น่าจะเริ่มฟื้นตัวและจะดีขึ้นอีกมากในปีต่อไป ราคาของหุ้นโดยรวมจึงปรับตัวขึ้น และหุ้นที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวโดยตรงทั้งจากต่างประเทศและในประเทศก็ปรับตัวขึ้นไปมากยิ่งกว่า นักวิเคราะห์และ “นักเก็งกำไร” ซึ่งมีเพิ่มขึ้นมากในช่วงโควิดต่างก็แนะนำให้ซื้อหุ้นและเข้าซื้อหุ้นโดยเฉพาะที่จะได้รับผลดีจากการเปิดเมืองโดยตรง ยิ่งได้ผลดีมากเท่าไร ก็น่าซื้อมากขึ้นเท่านั้น แต่ผมเองกลับมีความรู้สึกว่านี่อาจจะเป็น “ความเสี่ยง” ที่จะซื้อหุ้นแพงที่เกิดจากแรงกระตุ้นของการเก็งกำไรและการมองโลกในแง่ที่ดีเกินไป

ประเด็นของผมก็คือ การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจนั้น อาจจะดีขึ้นเร็วในช่วงแรก อาจจะซัก 1 ปี  อานิสงค์ส่วนหนึ่งจาก “Pent-Up Demand” หรือความต้องการที่เพิ่มขึ้นแรงทันทีเพราะกิจกรรมถูก “อั้นไว้” ไม่สามารถทำได้มานาน แต่เมื่อได้ทำแล้ว หลังจากนั้นความต้องการก็จะกลับสู่ภาวะปกติซึ่งก็อาจจะเติบโตช้าลงมากในปีต่อ ๆ ไปซึ่งน่าจะเกิดจากการที่ประชาชนมีหนี้สินมากขึ้น  รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้น คนแก่ตัวลง และอาจจะบริโภคสิ่งที่เคยบริโภคบางอย่างน้อยลงเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในช่วงเกือบ 2 ปีของการระบาดของโควิด-19 ทั้งหมดนั้นทำให้การเติบโตในระยะยาวซัก 3-4 ปีจากนี้อาจจะค่อนข้างต่ำ ซึ่งทำให้บริษัทจดทะเบียนจำนวนมากไม่สามารถเติบโตได้มากนัก และนั่นก็นำไปสู่มูลค่าหุ้นของกิจการที่จะ “ไปไม่ไกล” จากระดับที่เคยสูงสุดก่อนหน้าที่จะเกิดโควิดระบาดเมื่อสิ้นปี 2562

ลองมาดูหุ้นที่น่าสนใจในแต่ละกลุ่มโดยเฉพาะที่มีราคาเพิ่มขึ้นแรงเพราะผลของการประกาศเปิดเมือง โดย “กรอบความคิด” ของผมก็คือ ผมมีความเชื่อว่าโควิด-19 นั้น ได้ทำลายหรือทำร้ายเศรษฐกิจไทยค่อนข้างรุนแรงและเกิดขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังอ่อนแอและอาจจะกำลังอิ่มตัวเนื่องจากโครงสร้างประชากรที่กำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วประกอบกับการที่ระบบการปกครองและโครงสร้างของสังคมไทยมีปัญหาค่อนข้างมากซึ่งจะส่งผลให้ไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปได้อีกมากอย่างที่เคยเป็นและอาจจะกลายเป็นสังคมที่ “ติดกับดักรายได้ปานกลาง” ไปอีกนาน ซึ่งนั่นก็จะส่งผลให้ราคาหุ้นที่อาจจะนิ่งเป็น “Sideways” ไปอีกนานหลังจากที่ปรับตัวขึ้นไปจนถึงระดับเมื่อก่อนสิ้นปี 2562 แล้ว

หุ้นตัวแรกคือหุ้นสนามบินซึ่งมีแค่ตัวเดียวก็คือ AOT และราคาปรับตัวขึ้นไปแรงมากในวันแรกหลังประกาศ อาจจะเพราะการบินที่จะเปิดขึ้นรับกับการท่องเที่ยวที่ต้องใช้บริการของบริษัทอย่างแน่นอน  นั่นทำให้นักลงทุนต่างก็เห็นว่าจะได้ประโยชน์เต็มที่จึงเข้ามาแย่งซื้อกันมากมายจนมูลค่าหุ้นนั้นใกล้เคียงกับราคาเมื่อสิ้นปี 2562 ที่เป็นจุดสูงสุดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าดูตามการคาดการณ์ของคนที่อยู่ในวงการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ก็จะพบว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางมาประเทศไทยแค่ประมาณ 10 ล้านคนในปี 2565 และกว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านคนเท่ากับปี 2562 ก็คงจะใช้เวลาอีกไม่น่าจะน้อยกว่า 3 ปีในปี 2567 ดังนั้น ราคาหุ้นที่เป็นอยู่ของ AOT จึงเป็นการมอง “ล่วงหน้า” ไปไกลมากว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาเมืองไทยอย่างแน่นอนและจะยังเติบโตต่อไปจนเกิน 40 ล้านคนอีกมาก เป็นหุ้นที่จะโตเร็วมากและค่า PE ของหุ้นที่สูงระดับ 40 เท่ามาตลอดก็เป็นตัวสะท้อนความเชื่อนั้น

หุ้นตัวต่อไปที่เกี่ยวข้องโดยตรงชัดเจนก็คือการบิน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ประโยชน์เท่ากับสนามบินเพราะมีคู่แข่งจำนวนมาก แต่มูลค่าหุ้นปัจจุบันนั้นกลับสูงกว่าสิ้นปี 2562 ไปมากแล้ว แต่ยังต่ำกว่าปี 60 และ 61 ซึ่งเป็น “ปีทอง” อยู่มาก ถ้ามองจากมุมนี้ก็หมายความว่าโควิด-19 อาจจะเป็นสิ่งที่ดีต่อบริษัทในแง่ที่ว่ามันอาจจะ “ทำลายคู่แข่ง” ไปมากกว่ามาก และดังนั้น หุ้นที่ยังอยู่ก็จะได้ประโยชน์และพร้อมที่จะโตต่อไปหลังจากเปิดเมืองแล้ว  นี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

หุ้นกลุ่มโรงแรมและ/หรืออาหาร นี่คือกลุ่มที่เจ็บหนักมากรอง ๆ จากสองกลุ่มแรกและกว่าที่จะกลับมาทำกำไรเท่าเดิมหลังจากโควิดคงจะใช้เวลายาวนานกว่าเนื่องจากมีการแข่งขันสูงมาก โดยปกติ  กว่าที่ Occupancy Rate หรืออัตราการใช้ห้องพักจะคุ้มทุนก็น่าจะอยู่ระดับ 50-60% ขึ้นไปในโรงแรมแต่ละแห่ง  ดังนั้น กว่าลูกค้าโดยเฉพาะชาวต่างชาติจะกลับมามากพอก็คงกินเวลาหลายปี  นั่นแปลว่าโรงแรมอาจจะขาดทุนต่อไปอีกหลายปีหลังจากที่ขาดทุนหนักมากมาเกือบ 2 ปีแล้ว อย่างไรก็ตาม  ดูเหมือนว่ามูลค่าหุ้นของโรงแรมส่วนใหญ่จะไม่ได้ถูกกระทบอะไรมาก ว่าที่จริงหุ้นโรงแรมส่วนใหญ่ตอนนี้มีมูลค่ามากกว่าก่อนเกิดโควิดเมื่อสิ้นปี 2562 ไปแล้ว ดูเหมือนว่านักลงทุนจะคิดว่าหุ้นโรงแรมนั้นได้ประโยชน์จากการเกิดโควิด-19 ด้วยซ้ำและแม้ว่าจะขาดทุนติดต่อกันหลายปีและผลขาดทุนมหาศาลพร้อม ๆ กับหนี้ก้อนใหญ่มากจนรับแทบไม่ไหว นักลงทุนก็ “รอได้” พวกเขาคิดว่าทรัพย์สินที่มีอยู่นั้น ในที่สุดก็จะสร้างผลกำไรที่สูงมาก เหนือสิ่งอื่นใด ประเทศไทยอย่างไรเสียก็คงเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของโลก ดังนั้น โรงแรมจึงมีค่ามากกว่าปกติ

หุ้นห้างหรือพวกช็อปปิ้งมอลรวมทั้งโรงภาพยนตร์ที่ถูกกระทบหนักเพราะต้องปิดไปหลายช่วงเวลา  เมื่อมีการประกาศเปิดเมืองนั้น วันแรก ๆ ห้างก็แทบจะ “ระเบิด” เพราะคน “อัดอั้น” ที่ต้องอยู่กับบ้านมานาน และคนไทยซึ่งมองห้างเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและจับจ่ายใช้สอยและต้องไปแทบจะทุกสัปดาห์จึงต่างก็แห่กันไปใช้บริการ อย่างไรก็ตาม มูลค่าของหุ้นแม้ว่าจะดีขึ้นบ้างแต่ก็ยังไม่ถึงระดับก่อนโควิดในปี 2562 และยังต่ำกว่ามูลค่าห้างในปี 2561 และ 2560 ที่เป็นปีที่น่าจะสูงสุดอยู่มาก  ดังนั้น  เหตุผลที่มูลค่าห้างมีราคาที่ต่ำลงมาเรื่อย ๆ อาจจะเป็นเพราะมีการเปิดห้างมากขึ้นเรื่อย ๆ จน “ล้น” ในช่วงที่ผ่านมาก่อนที่จะเกิดโควิด-19 โควิดทำให้เศรษฐกิจของห้างแย่ลงไปอีกเพราะห้างถูกปิดและคนเข้าห้างน้อยลง  ยิ่งไปกว่านั้น  การค้าขายผ่านอี-คอมเมิร์ซที่เฟื่องฟูขึ้นมากเนื่องจากโควิดก็ยังน่าจะทำให้การค้าขายผ่านห้างแย่ลงในระยะยาว  ดังนั้น  แม้ว่าในที่สุดโควิดก็จะหมดไป   แต่ห้างก็อาจจะไม่ดีเท่าเดิมได้  ดังนั้น  มูลค่าหุ้นห้างจึงไม่ได้ปรับตัวดีเหมือนกลุ่มอื่น ๆ

ร้านค้าขายสินค้าจำเป็นเช่นอาหารหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านทั้งที่เป็นแนวร้านใหญ่และสะดวกซื้อนั้น  มองในแง่พื้นฐานระยะยาวแล้วน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงน้อย  การเกิดโควิด-19 นั้น  ทำให้การเดินทางลดลงไปมาก  ร้านสะดวกซื้อก็น่าจะขายได้น้อยลงมาก  แต่เมื่อโควิดจบ  และคนเดินทางเป็นปกติ  ยอดขายก็น่าจะกลับมา  อาจจะขาดนักท่องเที่ยวต่างชาติไปบ้างเพราะจำนวนยังไม่เท่าเดิมแต่ก็ไม่น่าจะมากนักเมื่อเทียบกับคนไทยทั้งประเทศ  ในส่วนของร้านใหญ่เองนั้น  ผลกระทบต่อยอดขายและกำไรก็อาจจะไม่มากเลย  เพราะมันเป็นสินค้าจำเป็นที่ยังไงคนต้องกินต้องใช้  ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงไปก็อาจจะทำให้มีการใช้จ่ายลดลงบ้างแต่ก็ไม่น่าจะมากนัก  เพราะคนจะงดใช้สินค้าฟุ่มเฟือยมากกว่า ดังนั้น ทั้งสองกลุ่มนั้น  เมื่อโควิด-19 สงบลงและมีการเปิดเมืองแล้ว  ยอดขายก็คงจะกลับมาเท่าของเดิมก่อนสิ้นปี 2562 ได้ในเวลาไม่นานและดังนั้นมูลค่าหุ้นก็คงจะกลับไปที่เดิมได้ ว่าที่จริงหุ้นห้างขนาดใหญ่นั้นมีมูลค่าหุ้นสูงขึ้นตั้งแต่เกิดโควิดและปัจจุบันสูงกว่าปี 2562 ไปมากแล้ว โควิดก่อให้เกิดผลดีต่อห้างขนาดใหญ่มาก

นิคมอุตสาหกรรมและการก่อสร้างเองนั้น มูลค่าหุ้นบางบริษัทก็ได้ปรับตัวขึ้นไปมากและสูงกว่าก่อนปีโควิดแล้ว โดยเหตุผลที่ถูกนำมาใช้ก็คือ จะมีคนมาลงทุนมากขึ้นหลังจากที่ต้องหยุดไปในช่วงโควิด  อย่างไรก็ตาม การลงทุนสร้างโรงงานในประเทศไทยเองนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ค่อยจะสดใสนักเพราะประเทศไทยดูเหมือนว่าจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายประเทศ เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย เป็นต้น ดังนั้น การที่มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นสู่จุดที่สูงสุดก่อนโควิดจึงเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงว่ามันจะไปต่อได้แค่ไหนถ้าอุตสาหกรรมการผลิตโดยเฉพาะการส่งออกอิ่มตัวไปแล้ว

สุดท้ายก็คือ  แม้แต่หุ้นเล็ก ๆ  เช่นหุ้นที่ขายเครื่องสำอางหรือบริการนวดให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติก็พลอยปรับตัวขึ้นแรงเช่นเดียวกัน  ทั้งหมดนั้น  ในฐานะนักลงทุนที่เน้นพื้นฐานระยะยาวของกิจการจะต้องวิเคราะห์และพิจารณาว่ามูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นสมเหตุสมผลหรือไม่เพียงใด

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2021/10/18/2575

News Update: พบโควิด-19 สายพันธุ์ ‘เดลต้า พลัส’ ระบาดหนักในสหราชอาณาจักร หวั่นติดเชื้อพุ่ง เลี่ยงภูมิเก่งกว่า

THE OPPORTUNITY
News Update: พบโควิด-19 สายพันธุ์ ‘เดลต้า พลัส’ ระบาดหนักในสหราชอาณาจักร หวั่นติดเชื้อพุ่ง เลี่ยงภูมิเก่งกว่า

Scott Gottlieb บอร์ดบริหารของ Pfizerและ อดีตผู้อำนวยการ FDA สหรัฐฯ เรียกร้องให้มีการวิจัยเร่งด่วนเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโควิด สายพันธุ์ ‘เดลต้า พลัส’ เชื้อกลายพันธุ์ของสายพันธุ์เดลต้าหลังจำนวนผู้ติดเชื้อในสหราชอาณาจักรพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง

Scott Gottlieb กล่าวในทวิตเตอร์ว่า ต้องมีการวิจัยอย่างเร่งด่วนเพื่อตรวจสอบว่า ‘เดลต้า พลัส’ สามารถแพร่เชื้อและหลีกเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้มากกว่าหรือไม่ แม้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ชัดเจนว่ามันสามารถแพร่เชื้อได้มากกว่า แต่ควรเร่งดำเนินการเพื่อศึกษาคุณลักษณะ และสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นมา

ความคิดเห็นของ Scott Gottlieb เกิดขึ้นหลังรายงานยอดผู้ติดเชื้อรายวันใน UK ทำสถิติสูงสุดเมื่อวานนี้ (17 ต.ค.) นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ก.ค. ที่ Boris Johnson นายกฯ UK ประกาศคลายล็อกดาวน์ในวันแห่งเสรีภาพ

ข้อมูลจาก Bloomberg รายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากโควิดรายสัปดาห์ใน UK พุ่งสู่ 800 ราย และสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรปตะวันตก โดยมียอดผู้เสียชีวิตสะสมเกือบ 140,000 รายแล้ว

เชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า พลัส มีการกลายพันธุ์จากสายพันธุ์เดลต้าที่ตำแหน่ง K417N โดยเมื่อปลายเดือน มิ.ย. นักวิจัยในสหราชอาณาจักรระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าการกลายพันธุ์เพิ่มเติมน่าเป็นห่วง ในขณะที่ งานวิจัยจากเยอรมนี รายงานว่า โควิดสายพันธุ์เดลต้า และ เดลต้า พลัส ส่งผลให้ปอดติดเชื้อมากกว่าสายพันธุ์เดิม แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเดลต้า พลัส อันตรายกว่า เดลต้า หรือไม่

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-17/u-k-covid-case-load-prompts-gottlieb-call-for-urgent-research?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2564

BuffettCode

ปัญหาใหญ่ของผู้มีรายได้ทุกคนคงหนีไม่พ้นการต้องจ่ายภาษีเป็นจำนวนมาก กองทุนลดหย่อนภาษีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ตัวผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องซื้อกองทุนลดหย่อนเหล่านี้ทุกปี …. ไม่ใช่ไม่อยากจ่ายภาษี แต่ถ้ามันมีวิธีลดหย่อนได้ทำไมจะไม่ทำ? 

หลังจากที่ LTF หมดสิทธิ์ลดหย่อนภาษีแล้ว กลายเป็น SSF แทน เลยทำให้หลาย ๆ คนอาจจะงงนิดหน่อย วันนี้ผมเลยอยากสรุปข้อมูลทั้งหมดที่ผมหามา Cross-Check เรียบร้อยแล้วว่าข้อมูลอัปเดตล่าสุดแน่นอนในแต่ละส่วน

สารบัญ

  1.   SSF คืออะไร? ต่างกับ RMF อย่างไร?
  2.   ใครควรซื้อ/ไม่ควรซื้อ SSF
  3.   วิธีเลือก SSF แบบละเอียด
  4.   สิ่งที่ต้องระวังก่อนซื้อ SSF
  5.   ซื้อ SSF ที่ไหนสะดวกสุด

กองทุน SSF คืออะไร? 

SSF หรือ Super Savings Fund คือกองทุนรวมประเภทหนึ่ง ซึ่งมีสิทธิพิเศษมากกว่ากองทุนรวมทั่วไปตรงที่รัฐบาลอนุญาตให้สามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อกองทุน SSF มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

SSF ต่างกับ RMF อย่างไร?

ในความเป็นจริง SSF และ RMF (Retirement Fund) ถือเป็นกองทุนรวมตระกูลลดหย่อนภาษีทั้ง 2 ประเภท แต่มันมีความแตกต่างหลัก ๆ อยู่ตรงเงื่อนไขระยะเวลาตอนที่ขายกองทุนได้ ส่วนที่เหลือคล้าย ๆ กับ SSF ผมสรุปข้อแตกต่างของทั้ง 2 กองทุนให้ในตารางด้านล่างนี้ครับ

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 22 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

เงื่อนไขแบบไหนควรซื้อ SSF?

  • ถ้าคุณเป็นคนมีเงินได้เมื่อหักลบกับค่าลดหย่อนแล้วมากกว่า 150,000 บาท คุณต้องจ่ายภาษีแต่ไม่อยากจ่าย (หรือจ่ายไปแล้วแต่อยากขอคืน)
  • ต้องการให้เงินลงทุนเติบโตในระยะยาวแบบไม่เสียโอกาส
  • อยากลดหย่อนภาษีด้วยการลงทุน เพราะในความเป็นจริงคือเราลดหย่อนภาษีได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการซื้อประกัน, Provident Fund (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ), ดอกเบี้ยกู้บ้าน หรือกองทุน RMF
  • อยากลงทุนแต่ไม่อยากซื้อ RMF เพราะใช้เวลานานกว่าจะขายได้ สำหรับคนที่อายุน้อยกว่า 45 ปี ซื้อ SSF จะขายได้เร็วกว่า RMF โดย SSF ใช้เวลาถือ 10 ปี
  • เป็นคนที่ฐานภาษีสูง ๆ เช่น 20% ขึ้นไป เพราะการลดหย่อนของคุณจะมีนัยมากกว่าคนที่ฐานภาษี 5% ครับ
  • ต้องการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ อันนี้เหมาะมาก ๆ เพราะ SSF มีการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งปกติจะทำแบบนี้ได้ต้องซื้อ RMF เท่านั้น
  • สุดท้ายคือทำที่พูดมาข้างบนหมดแล้วจนเต็มโควตา ยังลดหย่อนภาษีไม่หนำใจอยากลดหย่อนเพิ่ม SSF ก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

แล้วเงื่อนไขแบบไหนบ้างล่ะที่ ไม่ควร ซื้อ SSF

  • กำลังชักหน้าไม่ถึงหลัง สภาพคล่องเหือดหาย แบบนี้ยอมจ่ายภาษีเถอะครับ การทุ่มซื้อ SSF หรือ RMF เพื่อให้ได้ลดหย่อนภาษี แต่ต้องไปนั่งกู้เงินมาใช้จ่ายอันนี้เสี่ยงมาก
  • รู้สึกว่าการลงทุนมันเสี่ยง แล้วคุณเป็นคนที่ฐานภาษีไม่สูง เช่นจ่าย 5% หรือ 10% ซื้อไปแล้วนั่งจ้องทุกวัน พอมันเหวี่ยงแล้วถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ การลงทุนไม่ได้มีแค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของจิตใจด้วย แบบนี้ไม่ยอมจ่ายภาษี ก็ไปซื้อพวกประกันออมทรัพย์แทนจะดีกว่าครับ
  • หรือคุณอาจจะเป็นอภิมหาโคตรเซียนหุ้นที่เทพมาก ๆ สามารถทำผลตอบแทนได้ 50% ต่อปีต่อเนื่องหลายปีชัวร์ ๆ ซึ่งดีกว่าเอาเงินไปประหยัดภาษีกับ SSF 10-20% + กำไรที่คาดหวังแน่นอน แบบนี้ก็ไม่ต้องซื้อครับ ยอมจ่ายภาษีแล้วเอาเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นเองได้กำไรเยอะกว่า แต่เคสนี้ยากนะเซียนหุ้นรายใหญ่ที่ผมรู้จักยังซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีเต็มโควต้าอยู่เลย

โดยสรุปแล้วผมว่า 99% ของคนที่หลุดเข้ามาอ่านบทความ และอ่านมาถึงตรงนี้ได้ ผมว่า … คุณคือคนที่มีรายได้ถึงระดับที่ต้องจ่ายภาษี คุณต้องการลดหย่อนภาษี คุณอาจจะมีการลดหย่อนด้วยวิธีอื่น แต่คุณก็ยังอยากลดหย่อนเพิ่มเติม และที่สำคัญคือคุณมีเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายสามารถลงทุนระยะยาว 10 ปีได้ แบบนี้ต้องซื้อ SSF แล้วครับ !

อ่านเพิ่มเติม ลดหย่อนภาษี ปี 2564: ทุกเรื่องที่ต้องรู้ รวบรวมมาให้แล้ว!

เลือก SSF อย่างไรดี?

หมายเหตุ: เป็นมุมมองกองทุนของ BuffettCode ซึ่งจะไม่เกี่ยวข้องกับ FINNOMENA นะครับ
ใครอยากทราบกองทุน SSF RMF แนะนำโดย FINNOMENA คลิกที่นี่ครับ

จากข้อมูลของ MorningStar ณ ตอนนี้เรามี SSF อยู่ทั้งสิ้น 150 กอง (ข้อมูลอัปเดตวันที่ 20 ตุลาคม 2564) ซึ่ง SSF แต่ละประเภทมีจุดเด่น และสิ่งที่น่าสนใจแตกต่างกันไป การจะบอกแบบฟันธงว่าใครควรลงทุนแบบไหนคงไม่ได้เพราะแต่ละคนมี “วัตถุประสงค์” ในการลงทุนแตกต่างกัน ดังนั้นผมจะขอแยกข้อมูลของ SSF แต่ละประเภทมาอธิบายไว้ในแต่ละข้อแบบนี้ครับ

เลือกหุ้น หรือตราสารหนี้ดี?

SSF สำหรับสายเสี่ยงต่ำ

ถ้าคุณเป็นคนที่ซื้อ SSF เพราะต้องการลดหย่อนภาษีเป็นหลัก ไม่ได้แคร์มากมายว่าผลตอบแทนต้องโตเท่านู้นเท่านี้ นอกจากนั้นคุณยังเป็นคนที่กลัวขาดทุนด้วย ถ้าเป็นแบบนี้คุณจะเหมาะกับ SSF สายตราสารหนี้ครับ เพราะกองทุนตราสารหนี้เหล่านี้ค่อนข้างมีความผันผวนต่ำ สิ่งที่ต้องระวังคืออาจจะต้องดูเครดิตเรทติ้งดี ๆ เลือกกองตราสารหนี้ที่เป็น Investment Grade (IG) เป็นหลัก 

กองที่ผมชอบที่สุดคือกอง K-FIXEDPLUS-SSF เพราะมีสัดส่วนของเงินฝากประจำ พันธบัตรและตราสารหนี้รัฐบาล กระทรวงการคลังค้ำประกันสูงกว่ากองอื่น ๆ แบบมีนัย ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงน้อยลงมาก (ค่าความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 4)

นอกจากนั้นถ้าคุณกลัวมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่เอาความเสี่ยงเลย ตราสารหนี้ก็ยังรู้สึกว่าเสี่ยง งั้นผมขอแนะนำกองที่ลงทุนในตราสารเงิน KFCASHSSF ซึ่งลงทุนหลักในพันธบัตรรัฐบาลของธนาคารแห่งประเทศไทย 95.8% (ค่าความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 1 ปลอดภัยกว่านี้ไม่มีอีกแล้วจ้า

SSF สำหรับสายลุย

แต่ถ้าคุณเป็นสายผลตอบแทน ลดหย่อนภาษีแล้วก็คาดหวังผลตอบแทนด้วย แบบนี้เลือกได้หลากหลายเลยครับ ขั้นแรกคุณต้องดูก่อนว่าคุณอยากลงทุนในไทยหรือต่างประเทศ?

ถ้าคุณเป็นคนที่เล่นหุ้น มีหุ้นไทยอยู่เยอะ ผมอยากแนะนำให้กระจายความเสี่ยงลงทุน SSF ที่ลงทุนในต่างประเทศครับ ลงทุนกองหุ้นต่างประเทศมีข้อดีคือได้ลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีในตลาดหุ้นไทย ซึ่งแต่ละบริษัทโหด ๆ ทั้งนั้น กองหุ้นต่างประเทศที่ผมชอบในแต่ละหมวดก็จะมี …

  • K-CHINA-SSF กองนี้ลงทุนในจีน โดยมีทั้งหุ้น A-Share และ ADR ที่ Listed ในตลาดสหรัฐฯครับ ปีนี้หุ้นจีนลงมาค่อนข้างมาก แต่ผมคิดว่าอนาคตการเติบโตของจีนยังดีอยู่ ดังนั้นตอนนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุนหุ้นจีนระยะยาวครับ
  • ONE-UGG-ASSF กองนี้เน้นหุ้นเติบโต (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยี) เช่น Tesla, Amazon, Tencent, Alibaba, Facebook และ Netflix
  • ONE-DISC-ASSF กองนี้เน้นลงทุนในหุ้นเติบโตทั่วโลก ต่างกับ ONE-UGG-ASSF ตรงที่ตัวนี้เน้นหุ้น Size Mid-Small ซึ่งมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต
  • K-CHANGE-SSF กองนี้เน้นหุ้นที่เกาะกระแสการเปลี่ยนแปลงเทรนด์ของโลกเช่น พลังงานสะอาด เทคโนโลยีการแพทย์ใหม่ ๆ ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ หุ้นที่กองทุนนี้ลงทุนก็เช่น Tesla, Moderna ที่ผลิตวัคซีน COVID-19 และ TSMC โรงงานผลิตชิปอยู่เบื้องหลังบริษัทใหญ่ ๆ เช่น Apple
  • TEG-SSF สำหรับสายหุ้นไทย ถ้าอยากได้สไตล์ลงทุนหุ้นเติบโต Mid-Large Cap แบบ Active

ผมขอไม่อธิบายลงลึกในกองทุนแต่ละกองนะครับ แต่เชื่อว่าข้อมูลตรงนี้น่าจะให้ไอเดียได้ระดับนึงสำหรับคนที่ต้องการซื้อ SSF เพื่อผลตอบแทนระยะยาว

อีกทางเลือกหนึ่งกับกองทุนรวมผสม 

ถ้าคุณกลัวความเสี่ยงแต่ก็ยังอยากได้ผลตอบแทน …. การซื้อกองทุนรวมมีข้อดีอย่างหนึ่งคือไม่จำเป็นเสมอไปที่เราต้องเลือกที่จะ “เสี่ยง” หรือ “ไม่เสี่ยง” เพราะกองทุนรวมบางกองมีการรวมเอาสินทรัพย์หลาย ๆ อย่างไว้ในกองเดียว เช่นมีทั้งหุ้น ตราสารหนี้และกองทุนอสังหาฯ เป็นต้น เราเรียกกองทุนประเภทแบบนี้ว่า “กองทุนรวมผสม” ซึ่งเป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากเดินทางสายกลาง ไม่เสี่ยงเกินไป แต่ก็ได้ผลตอบแทนที่ไม่ขี้เหร่นัก

ถ้าจะเลือกกองทุนผสมผมอยากให้เน้นเป็นกองทุนผสมที่ผสมจริง ๆ คือไม่เพียงแค่ผสมประเภทสินทรัพย์ที่ลงทุนแต่ควรจะต้องผสมภูมิภาคด้วย คือลงทุนไปหลาย ๆ ประเทศ ในหมวดนี้กองแนะนำขอยกให้ KKP SG-AA-SSF ซึ่งเป็นกองที่เปิดมาแล้วระยะหนึ่ง มี Performance ให้เห็นชัดเจนดี มีการกระจายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ 

ส่วนอีกกองที่อาจจะเป็นม้ามืดคือ UROCK-SSF ของ UOB กองเพิ่งตั้งมาไม่นาน แต่เห็นไส้ในมีกองที่ผมชอบ UGQG ซึ่งลงทุนใน Apple, Microsoft, Amazon อยู่ด้วย และกองนี้ไม่มีหุ้นไทย ถ้าใครหุ้นไทยเยอะอยู่แล้วก็อาจจะลองพิจารณาดูได้ครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ปันผลหรือไม่ปันผลดีกว่ากัน

คำถามโลกแตกของการเลือก SSF อีกคำถามคือจะเอาแบบปันผลหรือไม่ปันผลดีนะ? จริง ๆ ทั้ง 2 ทางเลือกมีข้อดีข้อเสียต่างกันพอสมควร

ข้อดีของการเอาแบบไม่ปันผลคืออะไร

ไม่ต้องจ่ายภาษีปันผลครับ ส่วนใหญ่อยู่ประมาณ 10% นอกจากนั้นยังได้เก็บเงินและผลกำไรไปลงทุนต่อได้เต็ม ๆในกอง SSF เดิม เรียกได้ว่าถ้าเลือกกองมาดีแล้วผลตอบแทนที่ได้น่าจะดีกว่าเอาปันผลออกมาระดับหนึ่งเลยครับ

แล้วข้อดีของการปันผลล่ะ

สิ่งที่ผมเห็นชัดที่สุดคือการได้เงินกลับคืนมาก่อนส่วนหนึ่งครับ ต้องอย่าลืมว่า SSF เป็นการลงทุนระยะยาว 10 ปี กว่าจะได้เงินคืนคืออีก 10 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นจะดีกว่าไหมถ้าเลือกแบบปันผลและได้เงินกลับมาบางส่วนก่อน 10 ปี? แต่แน่นอนก็ต้องแลกมาด้วยภาษีที่ต้องจ่าย และถ้าเอาเงินมาไม่รู้จะไปทำอะไรไปฝากออมทรัพย์ผมก็อยากแนะนำว่าอย่าเอาแบบปันผลเลยครับ ถ้าไม่ได้ต้องการใช้เงินจริง ๆ เอาเงินไปลงทุนต่อดีกว่า

ข้อดีก็ประมาณนี้ ส่วนข้อเสียก็ตรงข้ามกับข้อดีที่เขียนไปครับ ลองพิจารณากันดู ซึ่งถ้าใครอยากได้กอง SSF แบบปันผลผมรวบรวมรายชื่อมาให้ไว้แล้วครับ มีทั้งหมด 7 กองคือ LHSMARTDSSF-SSF, LHPROPA-DSSF, KFDIVSSF, SCBDV-SSF, SCBLT1-SSF, MPDIVSSF และ I-SEQS-DSSF

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ลงทุนในไทยหรือไปต่างประเทศ

ถ้าถามคำถามนี้ก็ต้องบอกตรง ๆ ว่าผมเอียงไปทางลงทุนหุ้นต่างประเทศมากกว่าครับ เพราะนักลงทุนไทยส่วนใหญ่มักจะมีหุ้นไทยอยู่แล้ว คนเล่นกองทุน 95% ทุกคนมีพอร์ตหุ้น ดังนั้นก็ควรจะกระจายความเสี่ยงไปลงต่างประเทศด้วย เรื่องความเสี่ยงประเทศไทยมีหลายเรื่องด้วยกัน ที่เห็นไม่ค่อยชัดมีเยอะผมไม่ขอพูดถึง 555 

แต่ที่เห็นชัด ๆ คือสินทรัพย์ในการลงทุนบ้านเราไม่ค่อยหลากหลายเหมือนต่างประเทศ หุ้นหลาย ๆ ตัวที่บ้านเราบอกว่าแข็งแกร่งแล้ว ใหญ่แล้ว พอไปเทียบกับตลาดหุ้นโลกกลายเป็นกระต่ายน้อยท่ามกลางเสือสิงห์กระทิงแรด หุ้น Technology ดี ๆ หุ้นแบรนด์ดัง ๆ หุ้นธุรกิจ Model ใหม่ ๆ กอง Infrastructure จี๊ด ๆ กองทุน Data Center โหด ๆ ประเทศไทยไม่มีกับเขาครับ

กองที่อยากแนะนำถ้าเป็นหุ้นก็ตามที่ผมเขียนไปแล้วใน SSF สายลุยข้างบน แต่ถ้าไม่เอาหุ้นล่ะ? งั้นผมขอแนะนำกองในตำนานกองนี้ครับ PRINCIPAL IPROPEN-SSF ปกติจะลงกองนี้ต้องลงกองทุนรวมธรรมดาไม่ก็ RMF ตอนกองนี้ประกาศออก SSF ผมดีใจมาก เพราะมันหมายความว่าผมสามารถลงทุนในพวกกองทุนอสังหาฯ กอง Infrastructure ดี ๆ ในเอเชียได้แล้วโดยไม่ต้องซื้อ RMF แล้วรอถึงอายุ 55 ถึงจะขายได้

อย่างไรก็ตาม คนที่สนใจซื้อต้องรู้นะครับว่ากองนี้มันไม่ได้ลงทุนในกองอสังหาฯ ที่เหมือนกับ PRINCIPAL iPROP เป๊ะ ๆ PRINCIPAL IPROPEN-SSF เน้นลงทุนใน ETF อสังหาฯ ของออสเตรเลีย และญี่ปุ่น มีหมดทั้งออฟฟิศ ศูนย์การค้า คลังสินค้า และโรงแรม แต่ถ้าอยากได้แบบกอง PRINCIPAL iPROP แบบเป๊ะ ๆ เลยต้องไปลง PRINCIPAL IPROPRMF ครับ

กรณีไหนถึงจะซื้อ SSF หุ้นไทย

การลงทุนทุกอย่างมีเงื่อนไขและข้อยกเว้นที่ต้องศึกษาครับ แม้ผมเองจะไม่ค่อยอินกับ SSF หุ้นไทย (เพราะส่วนตัวก็มี LTF หุ้นไทยเยอะอยู่แล้ว) แต่ก็อาจจะมีเพื่อน ๆ หลายท่านที่เพิ่งซื้อ SSF ไม่ได้ลงทุนเองนอกเหนือจากกองทุนลดหย่อนเลย และเชื่อว่าในระยะยาวอย่างน้อย ๆ 10 ปีประเทศไทยยังเติบโตได้ ถ้าเงื่อนไขแบบนี้ SSF หุ้นไทยจะดูเหมาะสมกับความต้องการมากครับ กองหุ้นไทยที่ผมอยากแนะนำมี 2-3 กองด้วยกัน

  • เน้นหุ้นใหญ่ไป SET50 แนะนำ KKP SET50 ESG-SSF ครับด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่ากอง SET50 จาก บลจ. อื่นแบบมีนัย
  • แต่ถ้าอยากได้หุ้นเล็กซิ่ง ๆ ต้อง ASP-SME-SSF ครับ ตอนนี้มี บลจ. เดียวที่ออกสไตล์นี้
  • อยากให้ ผจก. กองทุนเลือกหุ้นให้แบบเน้น ๆ จริง ๆ ไม่มีกองที่ผมชอบเป็นพิเศษ แต่ถ้าอยากได้จริง ๆ ผมว่า PRINCIPAL TDIF-SSF น่าสนใจตรงการลงทุนที่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์เมื่อเปรียบเทียบกับกองอื่น ๆ หรือ BEQSSF ที่ถือกลุ่มพลังงานน้อยกว่าเพื่อน แต่มีการลงทุนในกลุ่มค้าปลีก ขนส่ง และอาหารที่ปีนี้ค่อนข้าง Defensive

ข้อสังเกตถ้าอยากลงทุน SSF หุ้นไทยคือ ทุก ๆ คนคงรู้กันอยู่แล้วว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี เราเจอกับความท้าทายหลากหลายมาก ๆ เมื่อต้นปีโดนเรื่อง COVID-19 เข้าไปอีก ผมว่าการลงทุนในหุ้นไทยตอนนี้ไม่ใช่การคาดหวังการเติบโตแต่เป็นการคาดหวังการฟื้นตัวในระยะยาว 5-10 ปี ดังนั้นถ้าเข้าไปลงทุนตอนนี้ก็ต้องรอกันหน่อยครับ แล้วอย่าไปอิง Performance ย้อนหลังมาก เพราะตัวเลขมันจะไม่สวยแน่ ๆ และการลงทุนเป็นเรื่องของมุมมองในอนาคต ถ้าคุณมองว่าดีก็สามารถลงทุนได้ครับ

สิ่งที่ต้องระวังก่อนซื้อ SSF

การลงทุนและลดหย่อนภาษีถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ยังมีบางกรณีที่อาจจะไม่ควรซื้อ SSF และเงื่อนไขที่เราต้องมั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขด้วยเช่นกัน

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

อายุ 45 แล้วซื้อ SSF หรือ RMF ดีกว่า

  • เนื่องจากถ้าคุณอายุ 45 ขึ้นไปจำนวนปีที่คุณต้องถือ SSF กับ RMF จะไล่เลี่ยกันมาก ๆ คือ 10 ปี ถ้าแบบนี้จะซื้อ SSF หรือ RMF ก็ได้ครับ 
  • แต่ถ้าคุณอายุแถวๆ 50 การซื้อ RMF ไปเลยจะดีกว่าเพราะคุณถือแค่ 5 ปีครับ แล้วถ้าเงินเหลืออยากลดหย่อนเพิ่มค่อยเติม SSF เอา RMF เป็นหลักก่อน
  • ถ้าอายุเกิน 55 แล้วยังทำงานอยู่ก็สามารถซื้อ RMF มาลดหย่อนภาษีได้นะครับและถือแค่ 5 ปีเท่านั้น
  • อย่าลืมเงื่อนไขของ RMF ว่าต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปีนะครับ ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไปไม่มีขั้นต่ำในการลงทุนครับ ซื้อขั้นต่ำตามกองทุนที่ท่านไปลงได้เลย
  • และอย่าลืมว่าปีนี้ RMF ปรับสัดส่วนการลดหย่อนเป็น 30% ของเงินได้พึงประเมินแล้วครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2564

ซื้อ SSF บลจ.ไหนสะดวกสุด?

เนื่องจากการซื้อ SSF สามารถเปลี่ยนกองทุนได้ในกรณีที่เราไม่พอใจในผลตอบแทน การจัดการหรืออะไรก็ตาม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งอาจมีค่าธรรมเนียม และมีช่วงระยะเวลาในการสับเปลี่ยนระดับหนึ่ง ถ้าคุณสับเปลี่ยนข้าม บลจ. 

ดังนั้นเพื่อความสะดวกสบายในการสับเปลี่ยน การซื้อ SSF ของ บลจ. ที่มีกองทุนหลากหลายจะทำให้ได้เปรียบกว่า SSF ของ บลจ. ที่มีกองทุนน้อย ๆ ไม่หลากหลาย

ในจำนวน บลจ. ทั้งหมดผมชอบของ Krungsri มากที่สุด เพราะมีกอง SSF ที่ลงทุนในตราสารเงิน ตราสารหนี้ ตราสารทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงกอง Asset Allocation และกองทุนแบบปันผล

นอกจากนี้ FINNOMENA ก็มีเปิดบัญชีให้ซื้อกองทุนประหยัดภาษีทั้ง SSF RMF ได้ด้วย ช่วยเลือกกองเด็ด ๆ มาให้ด้วย กดเปิดจากที่บ้าน ทีเดียวซื้อได้หมด ไม่ต้องส่งเอกสาร สับเปลี่ยนกองทุนได้อีกด้วยนะ

สำหรับลูกค้าใหม่ อ่านวิธีเปิดบัญชีซื้อกองทุน Tax Saving เพิ่มเติม คลิก
‍‍‍‍‍‍ ‍‍
สำหรับลูกค้าเก่า เปิดแอปพลิเคชั่น แล้วเลือกสร้างแผน “Tax Saving” ได้เลย

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 22 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

สรุปการลงทุนใน SSF

จากข้อมูลที่ผมสรุปมาให้ทั้งหมดจะเห็นว่าการลงทุนใน SSF จะว่าง่ายมันก็ง่าย จะว่ายากมันก็อยาก ขึ้นอยู่ที่ความต้องการของแต่ละคน และความจริงจังในการลงทุน แต่ที่แน่ ๆ เลยคือเงื่อนไขของกองมันยุบยิบมาก ๆ ทำเอาหลาย ๆ คนกลัวและมึนงงกันไป โดยเฉพาะเพื่อน ๆ ที่เพิ่งเคยลดหย่อนภาษีเป็นครั้งแรก ผมหวังว่าข้อมูลครั้งนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อน ๆ ทุกคน ลงทุนและลดหย่อนภาษีกันอย่างถูกต้องนะครับ ^_^

May the Tax “Not” be with you.
Happy Investing krub.
BuffettCode


Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นจะต้องชำระเงินเพิ่ม และ/หรือเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน I สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”