แจ้งเตือน

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

planet 46
ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

หากพูดถึง ‘ยุโรป’ หลาย ๆ คนคงนึกถึงสินค้าแบรนด์เนมเป็นอันดับแรก แต่ต้องขอบอกว่ายุโรปไม่ได้มีแค่บริษัทเหล่านั้นเท่านั้น แต่ยังมีบริษัทที่น่าสนใจอีกมากมาย บทความนี้จึงขอชวนทุกคนมาดู 10 ‘หุ้นยุโรป’ ที่น่าสนใจ พร้อมนำกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำสำหรับคนที่สนใจลงทุนในหุ้นยุโรปมาฝากกัน

10 หุ้นยุโรป ที่น่าสนใจ

Novo Nordisk

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

Novo Nordisk คือบริษัทด้านการดูแลสุขภาพระดับโลกสัญชาติเดนมาร์ก ก่อตั้งขึ้นในปี 1923 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘NVO’ บริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยา โดยเฉพาะยาสำหรับการดูแลโรคเบาหวานที่จำหน่ายภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘Ozempic’ และยาเพื่อรักษาโรคอ้วนภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘Wegovy’ นอกจากนี้ยังผลิตยาเพื่อรักษาโรคต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์ในเครือมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Levemir, Tresiba, NovoLog, Novolin R, NovoSeven, NovoEight และ Victoza โดยจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบัน Novo Nordisk ถือเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ด้วยมูลค่าตลาด (Market Cap) กว่า 537.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 13 ก.พ. 2567)

LVMH

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

LVMH Moët Hennessy Louis Vuitton หรือ LVMH เป็นกลุ่มบริษัทสินค้าหรูหราสัญชาติฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นในปี 1987 จากการควบรวมกิจการของ Louis Vuitton กับ Moët Hennessy จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์ ปารีส (Euronext Paris) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘MC’ โดยในเดือนเมษายน 2023 LVMH กลายเป็นบริษัทยุโรปแห่งแรกที่มีมูลค่าบริษัทเกิน 500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจุบันมีคุณ Bernard Arnault บุคคลที่รวยติดอันดับโลกนั่งเก้าอี้ CEO ของ LVMH 

LVMH ดำเนินธุรกิจผ่าน 6 ภาคส่วน ภายใต้แบรนด์ในเครือกว่า 75 แบรนด์ ได้แก่

  1. ไวน์และสุรา (Wines and spirits) มีทั้งหมด 27 แบรนด์ในเครือ เช่น Moët & Chandon, Krug, Veuve Clicquot, Hennessy และ Chateau d’Yquem
  2. สินค้าแฟชั่นและเครื่องหนัง (Fashion and leather goods) มีทั้งหมด 14 แบรนด์ในเครือ เช่น Louis Vuitton, Christian Dior และ Givenchy
  3. น้ำหอมและเครื่องสำอาง (Perfumes and cosmetics) มีทั้งหมด 16 แบรนด์ในเครือ เช่น Parfums Christian Dior, Parfums Givenchy Guerlain, Benefit Cosmetics, Fresh และ Make Up For Ever
  4. นาฬิกาและเครื่องประดับ (Watches and jewellery) มีทั้งหมด 8 แบรนด์ในเครือ เช่น TAG Heuer, Hublot, Zenith, Bulgari, Chaumet และ Fred
  5. ห้างและร้านค้าปลีก (Selective retailing) มีทั้งหมด 5 แบรนด์ในเครือ เช่น 24S, DFS, La Grande Epicerie de Paris, Le Bon Marché Rive Gauche และ Sephora
  6. ธุรกิจอื่น ๆ (Other activities) มีทั้งหมด 8 แบรนด์ในเครือ เช่น Belmond, Cheval Blanc Connaissance des Arts, Cova, Investir, Jardin d’Acclimatation และ Le Parisien

ASML

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

ASML Holding หรือ ASML เป็นบริษัทโฮลดิ้งด้านเซมิคอนดักเตอร์สัญชาติดัตช์ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์ อัมสเตอร์ดัม (Euronext Amsterdam) และตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (NASDAQ) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘ASML’ บริษัทเชี่ยวชาญในการพัฒนาและผลิตระบบลิโทกราฟีแบบใช้แสง (photolithography) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ ดำเนินงานผ่านบริษัทในเครือทั่วโลกทั้งในประเทศเนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ เบลเยียม เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเซีย และอิสราเอล ปัจจุบัน ASML เป็นผู้ผลิตเครื่องผลิตชิปรายใหญ่ให้กับบริษัทผลิตชิปทั่วโลก เช่น TSMC 

L’Oréal

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

L’Oréal เป็นบริษัทผลิตภัณฑ์เสริมความงามสัญชาติฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นในปี 1909 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์ ปารีส (Euronext Paris) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘OR’ ในเดือนตุลาคม ปี 1963 ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและทำสีผม เครื่องสำอาง และน้ำหอม โดยดำเนินธุรกิจผ่าน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. กลุ่มผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค (Consumer Product) มีทั้งหมด 10 แบรนด์ในเครือ เช่น 3ce, Garnier, L’Oréal Paris, Maybelline และ NYX Cosmetics
  2. กลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง (L’Oréal Luxe) มีทั้งหมด 16 แบรนด์ในเครือ เช่น Lancome, Kiehl’s, Valentino, Yves Saint Laurent และ Prada
  3. กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับช่างทำผมมืออาชีพ (Professional Product) มีทั้งหมด 5 แบรนด์ในเครือ เช่น L’Oréal Professtional Paris, Kerastase Paris และ Matriz
  4. กลุ่มผลิตภัณฑ์เวชสำอาง (Active Cosmetics) มีทั้งหมด 5 แบรนด์ในเครือ ที่จำหน่ายผ่านทางเคาน์เตอร์ร้านขายยา เช่น La Roche-Posay, CeraVe และ Vichy

Hermès

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

Hermès เป็นบริษัทสินค้าฟุ่มเฟือยสัญชาติฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นในปี 1837 โดย Thierry Hermès จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์ ปารีส (Euronext Paris) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘RMS’ ปัจจุบัน Hermès ผลิตและจำหน่ายสินค้าหรูหราหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า ผ้าพันคอ เนกไท เครื่องประดับ นาฬิกา น้ำหอม เสื้อผ้าและของใช้เด็ก ตลอดจนของใช้ภายในบ้านและของเบ็ดเตล็ด เช่น จานชาม เครื่องเขียน สายคล้องมือถือ ฯลฯ โดยทำการจัดจำหน่ายสินค้าของแบรนด์ผ่านทางออนไลน์และร้านค้าสาขาของ Hermès ทั่วโลก ทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกา

Accenture

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

Accenture เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและธุรกิจที่ให้บริการใน 120 ประเทศทั่วโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 1989 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองดับลินประเทศไอร์แลนด์ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘ACN’ โดยดำเนินธุรกิจผ่าน 5 ส่วนงานหลัก ได้แก่

  1. Accenture Strategy & Consulting ทีมให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ
  2. Accenture Song ทีมออกแบบ UI/UX เพื่อดูแลประสบการณ์ของลูกค้า
  3. Accenture Technology ทีมสร้างและใช้ซอฟต์แวร์เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ เช่น AI Robotic และ Analytics
  4. Accenture Operations ทีมที่ดูแลเรื่อง Outsourcing 
  5. Accenture Industry X ทีมวิศวกรรมดิจิทัลและบริการผลิต

SAP

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

SAP เป็นบริษัทด้านซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันระดับองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลกรองจาก Adobe ด้วยมูลค่าตลาด (Market Cap) กว่า 211.87 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ก.พ. 2567) ก่อตั้งขึ้นในปี 1972 มีสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์คในประเทศเยอรมนี โดยจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต (Frankfurt Stock Exchange) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘SAP’

SAP มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาซอฟต์แวร์ ERP ซึ่งเป็นโปรแกรมมาตรฐานที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจสำหรับองค์กรทุกขนาด เช่น เช่น การจัดซื้อ การผลิต การจัดการวัสดุ การขาย การตลาด การเงิน และทรัพยากรบุคคล (HR) ปัจจุบันมีบริษัทที่ใช้งานซอฟต์แวร์ของ SAP กว่า 6,000 บริษัท ใน 50 ประเทศทั่วโลก

Dior

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

Dior เป็นบริษัทสินค้าฟุ่มเฟือยสัญชาติฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นในปี 1946 โดยนักออกแบบแฟชั่นชาวฝรั่งเศสที่มีนามว่า ‘Christian Dior’ และได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์ ปารีส (Euronext Paris) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘CDI’ โดยมีคุณ Bernard Arnault CEO ของ LVMH นั่งเก้าอี้ประธานบริษัท Dior

ปัจจุบัน Dior มุ่งเน้นไปที่การออกแบบ ผลิต และจำหน่ายสินค้าหรูหราทั้งเสื้อผ้า เครื่องหนัง เครื่องประดับ รองเท้า นาฬิกา น้ำหอม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว นอกจากนี้ยังมีสินค้าสำหรับเด็กที่อยู่ภายใต้แบรนด์ ‘Baby Dior’ และสินค้าสำหรับผู้ชายที่อยู่ภายใต้แบรนด์ ‘Dior Homme’ โดยจัดจำหน่ายสินค้าของแบรนด์ผ่านทางออนไลน์และร้านค้าสาขาของ Dior มากกว่า 400 แห่งทั่วโลก ทั้งในยุโรป สหรัฐฯ และเอเชีย

Airbus

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

Airbus เป็บริษัทยุโรปที่ดำเนินธุรกิจในอุตสากรรมการบิน ก่อตั้งขึ้นในปี 2000 จากการควบรวมกิจการของ DaimlerChrysler Aerospace, Aérospatiale-Matra และ Construcciones Aeronáuticas และได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์ ปารีส (Euronext Paris), ตลาดหลักทรัพย์มาดริด (Madrid Stock Exchange) และตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต (Frankfurt Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘EAD’ โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาและจำหน่ายเครื่องบินพาณิชย์ อากาศยานทางการทหาร จรวด ขีปราวุธ และดาวเทียม ผ่านการดำเนินธุรกิจ 3 ส่วนงาน ได้แก่

  1. Airbus มุ่งเน้นไปที่การพัฒนา การผลิต การตลาด และการขายเครื่องบินเจ็ตเชิงพาณิชย์และส่วนประกอบของเครื่องบิน ตลอดจนการดัดแปลงเครื่องบินและบริการที่เกี่ยวข้อง 
  2. Airbus Helicopters เชี่ยวชาญในการพัฒนา ผลิต ทำการตลาด และการขายเฮลิคอปเตอร์พลเรือนและทหาร ตลอดจนการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับเฮลิคอปเตอร์
  3. Airbus Defense and Space ผลิตเครื่องบินรบทางทหารและเครื่องบินฝึก จัดหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้านการป้องกันและโซลูชันด้านความปลอดภัยระดับโลก ตลอดจนเป็นผู้ผลิตขีปนาวุธ

Allianz

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

Allianz เป็นบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินสัญชาติเยอรมัน ก่อตั้งขึ้นในปี 1890 ณ เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี โดยมีธุรกิจหลักคือการประกันภัยและการบริหารสินทรัพย์ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต (Frankfurt Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘ALV’

Allianz มุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและประกันสุขภาพที่หลากหลาย รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสินทรัพย์ให้กับทั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กร ซึ่งเปิดให้บริการในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบัน Allianz เป็น 1 ใน 5 อันดับ บริษัทประกันชีวิตและประกันสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็น 1 ใน 3 ของบริษัทประกันวินาศภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ลงทุน ‘หุ้นยุโรป’ ผ่านกองทุนรวม

กองทุนหุ้นยุโรปในไทยที่เราจะหยิบมาพูดถึงในบทความนี้มี 2 กองทุน ได้แก่ กองทุน ONE-EUROEQ และ SCBEUEQA โดยทั้ง 2 กองทุนเป็นที่อยู่ใน FINNOMENA Pick (F Pick) ที่ผ่านการคัดสรรโดย FINNOMENA Investment Team ผ่านการวิเคราะห์ทั้งในเชิงปริมาณ (Quantitative) และในเชิงคุณภาพ (Qualitative) แล้วว่าเป็นกองทุนหุ้นยุโรปที่น่าสนใจ

ONE-EUROEQ

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในหุ้นของบริษัทยุโรปที่พิจารณาแล้วเห็นว่ามีแนวโน้มการเติบโตในระดับที่น่าสนใจและมีความสามารถในการแข่งขันในช่วงระยะเวลา 3-5 ปี ผ่านกองทุน Eleva European Selection Fund Class I (EUR) acc (กองทุนหลัก) ที่บริหารจัดการโดย ELEVA Capital ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความชำนาญในการลงทุนในหุ้นยุโรป

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ระดับความเสี่ยง: 6

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

ศึกษาข้อมูลกองทุน ONE-EUROEQ เพิ่มเติมได้ในหนังสือชี้ชวน (Fund Factsheet)

https://www.one-asset.com/doc_fund/Fund%20Summary%20Prospectus/ONE-EUROEQ_summary_prospectus.pdf 

SCBEUEQA

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี STOXX Europe 600 เพื่อให้ผลการดำเนินงานของกองทุนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี STOXX Europe 600 ผ่านกองทุน iShares STOXX Europe 600 (DE) (กองทุนหลัก)

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด (Passive Management)

ระดับความเสี่ยง: 6

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

ศึกษาข้อมูลกองทุน SCBEUEQA เพิ่มเติมได้ในหนังสือชี้ชวน (Fund Factsheet)

https://www.scbam.com/medias/fund-doc/summary-prospectus/SCBEUEQA_SUM.pdf 

— planet 46.


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Jefferies คาด “ตลาดหุ้นอินเดีย” มูลค่าแตะ 10 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ภายในปี 2030

FINNOMENA Editor
Jefferies คาด “ตลาดหุ้นอินเดีย” มูลค่าแตะ 10 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ภายในปี 2030

Jefferies Financial Group Inc. คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดหุ้นอินเดีย จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เป็น 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 โดยพิจารณาจากผลตอบแทนเป็นเลขสองหลักและความคาดหวังในการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

Mahesh Nandurkar และ Chris Wood ระบุว่า ตลาดหุ้นอินเดีย ที่ปัจจุบันใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ด้วยมูลค่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แซงหน้าฮ่องกงไปช่วงสั้น ๆ เมื่อเดือนมกราคม 2567 อย่างไรก็ตามน้ำหนักในดัชนีหุ้นทั่วโลกยังต่ำกว่า 2% ทำให้นักลงทุนต่างชาติเพิ่มการลงทุน

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทำให้อินเดียเป็นตลาดที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเปลี่ยนทิศทางจากจีน GDP เพิ่มขึ้น 7% CAGR ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเป็น 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วยให้เศรษฐกิจก้าวกระโดดจากอันดับที่ 8 ไปสู่อันดับที่ 5

Jefferies คาดว่า GDP ของอินเดียจะแตะ 5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2027 ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศแซงหน้าญี่ปุ่นและเยอรมนี เนื่องจากสถานการณ์ประชากรที่ลดลง ความเข้มแข็งของสถาบัน และการปรับปรุงมาตรฐานการกำกับดูแล

ที่มา: https://moneyandbanking.co.th/2024/93139/

🇮🇳 กองทุนหุ้นอินเดีย แนะนำโดย Mr.Messenger:

ด้วยศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับสูง ทำให้แนวโน้มเม็ดเงินจากต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นอินเดียหลัง MSCI เพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นอินเดียในการคำนวนดัชนี Mr.Messenger Call จึงแนะนำลงทุนในหุ้นอินเดียผ่านกองทุน B-BHARATA และกองทุน TISCOINA-A

1️⃣ B-BHARATA

  • กองทุนรวมหุ้นอินเดีย ลงทุนผ่านกองทุน RAMS Investment Unit Trust – India Equities Portfolio Fund II
  • เน้นธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศอินเดีย และมีน้ำหนักการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ เพื่อโอกาสเพิ่มผลตอบแทนมากขึ้น
  • อัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน 45% ของเงินลงทุน
  • ดูรายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://finno.me/pick-b-bharata

2️⃣ TISCOINA-A

ลงทุนในหุ้นอินเดียผ่าน 3 กองทุนหลัก ได้แก่

  1. Nomura Funds Ireland plc India Equity Fund: ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Active Management คัดเลือกหุ้นด้วยวิธี Bottom-up พิจารณาจากพื้นฐานของหุ้นเป็นหลัก ประมาณ 25-30 ตัว จาก Universe ประมาณ 240 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดใหญ่
  2. FSSA Indian Subcontinent Fund: ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Active Management คัดเลือกหุ้นด้วยวิธี Bottom-up คัดเลือกหุ้นที่ประกอบธุรกิจในอินเดีย, ศรีลังกา, ปากีสถาน และบังคลาเทศ โดยเน้นลงทุนประมาณ 50 ตัว กระจายลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ กลาง เล็ก โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
  3. Goldman Sachs India Equity Portfolio: ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Active Management คัดเลือกหุ้นด้วยวิธี Bottom-up เลือกหุ้นประมาณ 70-100 ตัว จาก Universe ประมาณ 700 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดกลางเล็ก

 

📌 อ่านคำแนะนำ Mr.Messenger Call เพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/mr-messenger/call-india-feb-2024/


คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 . ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ส่อง Global Perspective Portfolio by KAsset พอร์ตการลงทุน Multi Asset พร้อมสู้เกมยาวแบบนักวิ่งมาราธอน

FINNOMENA Editor

ครั้งหนึ่ง วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ เคยกล่าวไว้ว่า “การลงทุนเป็นเหมือนการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น”

ในภาวะการลงทุนปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตภูมิอากาศ AI ภูมิรัฐศาสตร์ และอื่น ๆ Mindset การลงทุนแบบวิ่งมาราธอน คือมองภาพระยะยาว ถือเป็นเรื่องขาดไม่ได้

และการจะทำแบบนั้นได้ นักลงทุนจำเป็นต้องทำ Asset Allocation สร้างพอร์ตแบบ Multi Asset เพื่อให้เกิดการกระจายความเสี่ยง สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องทุกภาวะตลาดในระยะยาว

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เราต้องกระจายการลงทุนคือ สินทรัพย์ชนิดหนึ่งไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดตลอดไป

ถ้าตามติดข่าวสารด้านการลงทุนจะเห็นได้เลยว่าสภาวะตลาดเปลี่ยนไปทุกปี เช่น ในยุคที่ดอกเบี้ยสูงในปีก่อน ๆ หุ้นเติบโตไม่สามารถทำผลได้ดีเท่าที่ควร ดังนั้น การจัดพอร์ตแบบ Multi Asset จึงเปิดโอกาสให้ในระยะยาวเราสามารถทำผลตอบแทนได้น่าพอใจไม่ว่าสินทรัพย์ไหนจะทำผลงานได้ดีในช่วงเวลานั้น

ที่มา: Presentation Slide รายการ Portfolio Mastery ณ วันที่ 23/02/2024

หากใครสนใจการลงทุนในพอร์ตที่มีนโยบายแบบ Multi Asset วันนี้ FINNOMENA FUNDS ขอแนะนำ Global Perspective Portfolio by KAsset ช่วยสร้างผลตอบแทนระยะยาวผ่านพอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายลงทุนเป็นอย่างดี

รู้จัก Global Perspective Portfolio by KAsset

Global Perspective Portfolio by KAsset ใช้แนวคิด Core-Satellite portfolio คือ

– มี Core Portfolio (80%) เป็นพอร์ตพลักที่ถือไปยาว ๆ 

– มี Satellite Portfolio (20%) เป็นพอร์ตที่ช่วยสร้างโอกาสผลตอบแทนในระยะสั้นกว่า

ความพิเศษคือในส่วนของ Satellite Portfolio จะมีการแบ่งย่อยเป็น 2 ส่วนอีก คือ 

– Return-seeking Satellite (10%) ช่วยหาโอกาสผลตอบแทนเพิ่มเติม

– Diversifying Satellite (10%) ช่วยกระจายความเสี่ยง มี correlation กับ Core Port ต่ำ

นอกจากนี้ Global Perspective Portfolio by KAsset ยังมีการผสานมุมมองการลงทุนจาก J.P. Morgan Asset Management ซึ่งเป็นบลจ. ระดับโลกเข้ามาอีกด้วย

อ่านข้อมูลของ Global Perspective Portfolio by KAsset เพิ่มเติม : https://finno.me/global-perspective-port 

ที่มา: Presentation Slide รายการ Portfolio Mastery ณ วันที่ 23/02/2024

ติดตามรายการใหม่ Portfolio Mastery

นักลงทุนสายจัดพอร์ต สามารถติดตามรายการใหม่ Portfolio Mastery – รีวิวทุกข้อมูลพอร์ตการลงทุนที่คุณถือ” ได้ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 1 ทุ่มตรง!

‍‍‍‍‍‍รายการที่จะนำทุกพอร์ตการลงทุนของ FINNOMENA มาทำการ review เชิงลึกให้นักลงทุนได้ติดตามความเคลื่อนไหวและมุมมองการลงทุน พร้อมกลยุทธ์ที่ใช้ในอนาคต รวมถึงแนะนำพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมในแต่ละช่วง ‍‍ ‍‍‍

โดยคุณกิ๊ก กสิณ สุธรรมมนัส หรือ Coach Gigs – The Global Allocation และคุณหยง วศิน ปริธัญ – The Long-term Growth

สำหรับ EP. ล่าสุดเรื่อง Global Perspective Portfolio by KAsset รับชมย้อนหลังได้ที่ https://www.youtube.com/live/BWe_aC0OOeQ


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ FINNOMENA FUNDS ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในกรอบระยะเวลาตามวัตถุประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกันตามคำแนะนำ | บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

กองทุนหุ้นจีนทั่วไทยกลับตัวสู่แดนบวกแล้ว ใครอยาก “ตาม” หรือ “ถัว” เลือกยังไงดี?

FINNOMENA Editor
กองทุนหุ้นจีน

ตั้งแต่เข้าเดือนกุมภาพันธ์ 2024 กองทุนหุ้นจีนทั่วไทย ล้วนกลับตัวสู่แดนบวกแล้ว หลังจากที่ตลาดหุ้นจีนวิ่งในแดนลบมานานกว่า 3 ปี ทว่าล่าสุดเหมือนว่าโมเมนตัมจะเริ่มดูดีขึ้นแล้ว

หากนับตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ดัชนี Hang Seng +8.12% ส่วน CSI 300 +8.43%

ปัจจัยบวกมาจากท่าทีที่ชัดเจนขึ้นของรัฐบาลจีนต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหันมาสนับสนุนตลาดหุ้นมากขึ้น ผ่านมาตรการส่งเสริมที่ออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือน

คำถามคือแล้วถ้าอยากเติบโตตามหุ้นจีนในเวลานี้ ควรเลือกกองทุนไหนดี? ซึ่งปัจจุบัน FINNOMENA มีคำแนะนำหุ้นจีน 3 กองทุน ได้แก่

  1. K-CHINA-A(A) กองทุนหุ้นจีน All-China
  2. ABCA-A กองทุนหุ้นจีน A-Share
  3. MEGA10CHINA-A กองทุนหุ้นจีน H-Share

คำแนะนำลงทุนกองทุนหุ้นจีน

โดยคำแนะนำ MEVT Call ที่เน้นเป้าหมายระยะยาว แนะนำไปที่กองทุน K-CHINA-A(A) และ ABCA-A ด้วยมุมมองที่ว่าหุ้นจีนยังน่าสะสมสำหรับคนที่มีสัดส่วนไม่เยอะ โดยไม่เกิน 15% ของพอร์ต หรือเป็นโอกาสดีที่จะเข้าถัวเฉลี่ย เพราะ Valuation ลดลงมาใกล้จุด -1.0 S.D. เมื่อเทียบกับหุ้นโลกยังมีความน่าสนใจ อีกทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะยาวยังมี Upside ที่น่าสนใจ

ขณะที่คำแนะนำ FundTalk Call ที่มองหาโอกาสการลงทุนสไตล์ The Contrarian ในสินทรัพย์ที่ดี ราคาถูก ตอนที่คนไม่เหลียวแล แนะนำกองทุน MEGA10CHINA-A เนื่องจากเห็นสัญญาณฟื้นจากการกระตุ้นชุดใหญ่ของรัฐบาล และชื่นชอบในคาแรกเตอร์ของหุ้น 10 ตัวใหญ่ที่มีความแข็งแกร่ง


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ FINNOMENA FUNDS ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

เปิดชื่อ 12 บริษัทขาย “หุ้นกู้” เดือน มี.ค. รวมกว่า 25,000 ล้านบาท จ่ายดอกเบี้ยสูงสุด 6.25% !!

FINNOMENA Editor
เปิดชื่อ 12 บริษัทขาย “หุ้นกู้” เดือน มี.ค. รวมกว่า 25,000 ล้านบาท จ่ายดอกเบี้ยสูงสุด 6.25% !!

สำนักข่าวอีฟแนนซ์ไทย สำรวจข้อมูลจากสำนักงานก..พบว่าล่าสุดมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำนวน 12 แห่ง ยื่นขออนุญาตเสนอขายหุ้นกู้ในช่วงเดือน มี..2567 มูลค่ารวมกันกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท

12 บจ. ดังกล่าว ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เสนอขายหุ้นกู้ เพื่อนำเงินชำระคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด และใช้เป็นทุนหมุนเวียน จำนวน 5 บริษัท รองลงมาคือใช้คืนหุ้นกู้เดิมที่จะครบกำหนด และใช้เป็นเงินลงทุน จำนวน 3 บริษัท

ในเดือน มี.. นี้ ส่วนมากบริษัทที่เสนอขายหุ้นกู้ เป็นหุ้นในดัชนี SET100 จำนวน 8 บริษัท ขณะที่บริษัทนอกดัชนี SET100 มีเพียง 4 บริษัท เท่านั้น โดยกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และเงินทุนและหลักทรัพย์ ติดโผสูงสุด จำนวน 3 บริษัท เท่ากัน รองลงมาคือกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค ที่ติดโผ จำนวน 2 บริษัท

ที่มา: https://www.efinancethai.com/HotStocks/HotStockMain.aspx?id=NXNzSzJaa1ZLS1k9

ข่าวดีสำหรับนักลงทุนสายหุ้นกู้ เพราะสามารถจองซื้อหุ้นกู้ผ่านกลุ่ม FINNOMENA ได้แล้ววันนี้! โดยเปิดให้ทำการจองซื้อหุ้นกู้ของ 2 บริษัท ได้แก่ TTCL และ MTC

บมจ. ทีทีซีแอล (TTCL)

บมจ. ทีทีซีแอล (TTCL) ผู้ให้บริการด้านการออกแบบวิศวกรรม การจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ และการก่อสร้างโรงงานแบบครบวงจร เสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน มีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดไถ่ถอน ครั้งที่ 1/2567 จำนวน 2 ชุด ให้แก่นักลงทุนรายใหญ่และนักลงทุนสถาบัน ระหว่างวันที่ 15-19 มีนาคม 2567 นี้ โดยหุ้นกู้ที่เสนอขายในครั้งนี้ประกอบด้วย

  1. หุ้นกู้ชุดที่ 1 (TTCL263A) – อายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.50-5.65% ต่อปี
  2. หุ้นกู้ชุดที่ 2 (TTCL269A) – อายุ 2 ปี 6 เดือน อัตราดอกเบี้ย 5.80-5.85% ต่อปี

 

หุ้นกู้ทั้ง 2 ชุด จ่ายดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2569 โดยมีอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ และหุ้นกู้อยู่ในระดับ Investment Grade ที่ ระดับ “BBB-“ โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” จัดอันดับโดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566

วัตถุประสงค์ในการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้ไปชำระคืนหุ้นกู้ชุด TTCL249A รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท

กลุ่ม FINNOMENA เลือก TTCL เป็น Top Pick หุ้นกู้เด่นประจำเดือนมีนาคม 2567 เนื่องจากจ่ายอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 5.85% เหมือน Non-Investment Grade แต่บริษัทถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับ Investment Grade นอกจากนี้ยังเห็นแนวโน้มอัตราหนี้สินต่อทุนของ TTCL ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

บมจ. เมืองไทย แคปปิตอล (MTC)

บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (“MTC”) เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่จำนวน 3 รุ่น โดยเป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป (Public Offering: PO) ระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม 2567 นี้ โดยหุ้นกู้ที่เสนอขายในครั้งนี้ประกอบด้วย

  1. หุ้นกู้ชุดที่ 1 (MTC263B) – อายุ 2 ปี 8 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.30% ต่อปี
  2. หุ้นกู้ชุดที่ 2 (MTC273B) – อายุ 3 ปี 7 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.80% ต่อปี
  3. หุ้นกู้ชุดที่ 3 (MTC283A) – อายุ 4 ปี 5 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.95% ต่อปี

 

หุ้นกู้ทั้ง 3 ชุด จ่ายดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ และคาดว่าจะเสนอขายระหว่างวันที่ 5 – 7 มีนาคม 2567 นี้ อันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ และหุ้นกู้อยู่ในระดับ Investment Grade ที่ “BBB+” แนวโน้มอันดับเครดิตคงที่จากทริสเรทติ้ง เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2567

วัตถุประสงค์ในการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้ไปชำระคืนหนี้จากการออกหุ้นกู้ และ/หรือ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อขยายกิจการของบริษัทฯ ที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้โตที่ 20% และ เชื่อมั่นว่าจะสามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้

สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนหุ้นกู้ออกใหม่ของ TTCL และ MTC ทั้ง 5 ชุด สามารถกรอกแบบฟอร์มแสดงความจำนงจองซื้อหุ้นกู้ โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่าง หลังจากกรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อประสานงานจองซื้อหุ้นกู้กับบริษัทหลักทรัพย์ภายใน 1-2 วันทำการ

📌 https://form.jotform.com/240498430134453


คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

รวมกองทุนหุ้น Nvidia ลงทุนกับผู้ชนะแห่งยุคสมัย AI

Park Kathawut
ลงทุน Nvidia

Highlight (คลิกอ่านเฉพาะหัวข้อที่สนใจได้เลย)

ถ้าจะพูดถึง Super Stock ของปี 2023 แน่นอนว่าต้องเป็น NVDA หรือ Nvidia Corporation ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลก ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง จนมูลค่าบริษัทพุ่งทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐได้สำเร็จ

NVDAภาพแสดงความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น Nvidia ตั้งแต่ปี 2001 จนถึงปี 2024
Source: Benzinga, companies market cap as of 20/02/2024 

ราคาหุ้น Nvidia ตั้งแต่ต้นปี 2023 ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 300% ทำ All Time High ครั้งแล้วครั้งเล่า และขึ้นไปติดทำเนียบ Trillion Dollar Club เป็นรายล่าสุด

Nvidia โตเหนือความคาดหมาย

การเติบโตของ Nvidia นั้นมาจากผลประกอบการที่เหนือความคาดหมาย เนื่องจากธุรกิจ Data Center และกระแสของ Generative AI กำลังเป็นเทรนด์ขาขึ้น ทำให้ความต้องการชิป Nvidia สูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

ผลประกอบการล่าสุด Q4/2024 (สิ้นสุดเดือนมกราคม 2024) บริษัทมีรายได้ $22.1 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 22% QoQ และเพิ่มขึ้น 256% YoY ขณะที่กำไรอยู่ที่ $12.2 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 33% QoQ และเพิ่มขึ้น 769% YoY โดยคิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 5.16 เหรียญ มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะมี EPS ที่ 4.64 เหรียญ

การขยายตัวส่วนใหญ่มาจากธุรกิจ Data Center ท่ามกลางความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับ AI GPU แม้ว่ายอดขายไปยังประเทศจีนจะปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม เพราะข้อกำหนดการออกใบอนุญาตของรัฐบาลสหรัฐฯ

NVDA Q4/24Source: Nvidia Financial Reports as of 22/02/2024

NVDA Q4/24Source: Nvidia Financial Reports, App Economy as of 22/02/2024

ยุคสมัยใหม่ของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI

เทคโนโลยี และ GPU ของ Nvidia จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการประมวลผลของ generative AI ที่สามารถใช้ได้กับทุกผลิตภัณฑ์ของบริษัทชั้นนำทั่วโลก

– Jensen Huang ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Nvidia –

Nvidia ทำธุรกิจอะไร ทำไมครองตลาด AI

เชื่อว่าเป็นคำถามที่หลายคนยังสงสัยว่าธุรกิจหลักในปัจจุบันของ Nvidia คืออะไร? กลุ่มธุรกิจไหนเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโต แล้วทำไมบริษัทนี้ถึงกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรม AI ชนิดทิ้งห่างคู่แข่งยาว ๆ 

เพราะภาพจำของคนส่วนใหญ่มักจะมอง Nvidia เป็นผู้ผลิตการ์ดจอสำหรับการเล่มเกมที่ตีคู่มากับ AMD และ Intel

อย่างไรก็ตาม ตลาดการ์ดจอพัฒนาไปไกลมาก โดยถูกหยิบไปใช้งานในหลายอุตสาหกรรม เช่น Generative AI, Cloud Computing, Autonomous Vehicle และ Cryptocurrency เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่อาศัยการ์ดจอที่มีขุมพลังสูง

ความแตกต่างของ Nvidia คือการมีชิป A100 ที่ถูกออกแบบภายใต้สถาปัตยกรรม Ampere ซึ่งสามารถประมวลข้อมูลได้เร็วกว่า แรงกว่า และเหนือกว่าคู่แข่ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Nvidia ครองส่วนแบ่งตลาดไปเลย

ดังนั้น โครงสร้างรายได้ของ Nvidia ก็เปลี่ยนไปเยอะมากเช่นกัน แม้จะยังขายชิปการ์ดจอสำหรับอุตสาหกรรมเกมอยู่ แต่ก็มีธุรกิจอื่น ๆ เข้ามาเป็น New S-Curve จึงทำให้สัดส่วนรายได้ล่าสุดของบริษัท เป็นดังนี้

1. ธุรกิจ Data Center ประมาณ 81%

2. ธุรกิจ Gaming ประมาณ 13%

3. ธุรกิจอื่น ๆ ได้แก่ แพลตฟอร์ม Metaverse และยานยนต์ อีกประมาณ 6%

ถามว่า Data Center คือธุรกิจอะไรบ้าง สรุปสั้น ๆ คือชิปสำหรับประมวลผลของศูนย์ข้อมูลที่ให้บริการต่าง ๆ เช่น Microsoft Office, Google Docs, Amazon Web Services รวมไปถึงชิปประมวลผลการทำงานของ AI เพื่อใช้ฝึก Deep learning ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ซึ่งที่เห็นชัด ๆ อย่างเช่น ChatGPT และ Bard นั่นเอง

NVDA Q4/24Source: Nvidia Financial Reports, App Economy as of 22/02/2024

โพยกองทุนหุ้น Nvidia

อยากซื้อกองทุนที่มีหุ้น Nvidia สัดส่วนเยอะ ๆ มีกองไหนให้เลือกบ้าง บทความนี้จึงรวบรวมมาให้เลือกด้วยกันจาก 5 บลจ. ชั้นนำ ดังนี้

กองทุน nvidia

SCBSEMI(A)SCBSEMI(SSF)

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 23.58%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในอุตสาหกรรม Semiconductor ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

SCBSEMI(A) ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 1 บาท

SCBSEMI(SSF) ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 1,000 บาท

UBOT

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 13.98%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในธีม Robotics & AI ที่ครอบคลุมในหลายอุตสาหกรรม 

ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 1 บาท

ES-USTECH

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 11.98%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่จากดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ

ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 1 บาท

KFGTECH-AKFGTECHRMF

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 9.37%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีทั่วโลก

ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 500 บาท

LHESPORT-A, LHESPORT-D

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 8.58%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในอุตสาหกรรม E-Sports แบบครบทั้งระบบ

ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท และครั้งถัดไป 100 บาท

เป็นการรวบรวมข้อมูลสัดส่วนการลงทุนโดย FINNOMENA FUNDS จาก Bloomberg ณ วันที่ 22/02/2024

ศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ www.finnomena.com/fund

FINNOMENA FUNDS ให้คุณได้ลงทุนในกองทุนรวมชั้นนำของประเทศไทยจากหลากหลาย บลจ.
ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ไม่ว่าจะลงกองเดี่ยว จัดพอร์ต วางแผนลงทุน หรือลดหย่อนภาษี
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://finno.me/get-started-ws?ct_id=nvidia-fund


แหล่งข้อมูล

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยงและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม SSF และ RMF กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขกองทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

รวมกองทุนหุ้น Nvidia ลงทุนกับผู้ชนะแห่งยุคสมัย AI

Park Kathawut
ลงทุน Nvidia

ถ้าจะพูดถึง Super Stock ของปี 2023 แน่นอนว่าต้องเป็น NVDA หรือ Nvidia Corporation ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลก ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง จนมูลค่าบริษัทพุ่งทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐได้สำเร็จ

NVDAภาพแสดงความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น Nvidia ตั้งแต่ปี 2001 จนถึงปี 2024
Source: Benzinga, companies market cap as of 20/02/2024 

ราคาหุ้น Nvidia ตั้งแต่ต้นปี 2023 ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 300% ทำ All Time High ครั้งแล้วครั้งเล่า และขึ้นไปติดทำเนียบ Trillion Dollar Club เป็นรายล่าสุด

Nvidia โตเหนือความคาดหมาย

การเติบโตของ Nvidia นั้นมาจากผลประกอบการที่เหนือความคาดหมาย เนื่องจากธุรกิจ Data Center และกระแสของ Generative AI กำลังเป็นเทรนด์ขาขึ้น ทำให้ความต้องการชิป Nvidia สูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

ผลประกอบการล่าสุด Q4/2024 (สิ้นสุดเดือนมกราคม 2024) บริษัทมีรายได้ $22.1 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 22% QoQ และเพิ่มขึ้น 256% YoY ขณะที่กำไรอยู่ที่ $12.2 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 33% QoQ และเพิ่มขึ้น 769% YoY โดยคิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 5.16 เหรียญ มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะมี EPS ที่ 4.64 เหรียญ

การขยายตัวส่วนใหญ่มาจากธุรกิจ Data Center ท่ามกลางความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับ AI GPU แม้ว่ายอดขายไปยังประเทศจีนจะปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม เพราะข้อกำหนดการออกใบอนุญาตของรัฐบาลสหรัฐฯ

NVDA Q4/24Source: Nvidia Financial Reports as of 22/02/2024

NVDA Q4/24Source: Nvidia Financial Reports, App Economy as of 22/02/2024

ยุคสมัยใหม่ของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI

เทคโนโลยี และ GPU ของ Nvidia จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการประมวลผลของ generative AI ที่สามารถใช้ได้กับทุกผลิตภัณฑ์ของบริษัทชั้นนำทั่วโลก

– Jensen Huang ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Nvidia –

Nvidia ทำธุรกิจอะไร ทำไมครองตลาด AI

เชื่อว่าเป็นคำถามที่หลายคนยังสงสัยว่าธุรกิจหลักในปัจจุบันของ Nvidia คืออะไร? กลุ่มธุรกิจไหนเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโต แล้วทำไมบริษัทนี้ถึงกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรม AI ชนิดทิ้งห่างคู่แข่งยาว ๆ 

เพราะภาพจำของคนส่วนใหญ่มักจะมอง Nvidia เป็นผู้ผลิตการ์ดจอสำหรับการเล่มเกมที่ตีคู่มากับ AMD และ Intel

อย่างไรก็ตาม ตลาดการ์ดจอพัฒนาไปไกลมาก โดยถูกหยิบไปใช้งานในหลายอุตสาหกรรม เช่น Generative AI, Cloud Computing, Autonomous Vehicle และ Cryptocurrency เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่อาศัยการ์ดจอที่มีขุมพลังสูง

ความแตกต่างของ Nvidia คือการมีชิป A100 ที่ถูกออกแบบภายใต้สถาปัตยกรรม Ampere ซึ่งสามารถประมวลข้อมูลได้เร็วกว่า แรงกว่า และเหนือกว่าคู่แข่ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Nvidia ครองส่วนแบ่งตลาดไปเลย

ดังนั้น โครงสร้างรายได้ของ Nvidia ก็เปลี่ยนไปเยอะมากเช่นกัน แม้จะยังขายชิปการ์ดจอสำหรับอุตสาหกรรมเกมอยู่ แต่ก็มีธุรกิจอื่น ๆ เข้ามาเป็น New S-Curve จึงทำให้สัดส่วนรายได้ล่าสุดของบริษัท เป็นดังนี้

1. ธุรกิจ Data Center ประมาณ 81%

2. ธุรกิจ Gaming ประมาณ 13%

3. ธุรกิจอื่น ๆ ได้แก่ แพลตฟอร์ม Metaverse และยานยนต์ อีกประมาณ 6%

ถามว่า Data Center คือธุรกิจอะไรบ้าง สรุปสั้น ๆ คือชิปสำหรับประมวลผลของศูนย์ข้อมูลที่ให้บริการต่าง ๆ เช่น Microsoft Office, Google Docs, Amazon Web Services รวมไปถึงชิปประมวลผลการทำงานของ AI เพื่อใช้ฝึก Deep learning ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ซึ่งที่เห็นชัด ๆ อย่างเช่น ChatGPT และ Bard นั่นเอง

NVDA Q4/24Source: Nvidia Financial Reports, App Economy as of 22/02/2024

โพยกองทุนหุ้น Nvidia

อยากซื้อกองทุนที่มีหุ้น Nvidia สัดส่วนเยอะ ๆ มีกองไหนให้เลือกบ้าง บทความนี้จึงรวบรวมมาให้เลือกด้วยกันจาก 5 บลจ. ชั้นนำ ดังนี้

กองทุน nvidia

SCBSEMI(A)SCBSEMI(SSF)

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 23.58%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในอุตสาหกรรม Semiconductor ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

SCBSEMI(A) ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 1 บาท

SCBSEMI(SSF) ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 1,000 บาท

UBOT

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 13.98%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในธีม Robotics & AI ที่ครอบคลุมในหลายอุตสาหกรรม 

ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 1 บาท

ES-USTECH

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 11.98%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่จากดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ

ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 1 บาท

KFGTECH-AKFGTECHRMF

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 9.37%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีทั่วโลก

ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 500 บาท

LHESPORT-A, LHESPORT-D

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 8.58%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในอุตสาหกรรม E-Sports แบบครบทั้งระบบ

ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท และครั้งถัดไป 100 บาท

เป็นการรวบรวมข้อมูลสัดส่วนการลงทุนโดย FINNOMENA FUNDS จาก Bloomberg ณ วันที่ 22/02/2024

ศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ www.finnomena.com/fund

FINNOMENA FUNDS ให้คุณได้ลงทุนในกองทุนรวมชั้นนำของประเทศไทยจากหลากหลาย บลจ.
ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ไม่ว่าจะลงกองเดี่ยว จัดพอร์ต วางแผนลงทุน หรือลดหย่อนภาษี
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://finno.me/get-started-ws?ct_id=nvidia-fund


แหล่งข้อมูล

  • investor.nvidia.com
  • Nvidia ‘should have at least 90%’ of AI chip market with AMD on its heels, Market Watch
  • การเดินทางของ Nvidia จากการ์ดจอสู่ 1 Trillion Dollar Club, SETinvestnow
  • Nvidia จะเป็นแชมป์แห่ง AI Semi และ software, Morningstar Thailand

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยงและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม SSF และ RMF กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขกองทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

เกาหลีใต้ เล็งปรับโครงสร้างตลาดหุ้น ดัน Fund Flow ไหลเข้ามากสุดในรอบ 25 ปี !!

FINNOMENA Editor
เกาหลีใต้ เล็งปรับโครงสร้างตลาดหุ้น ดัน Fund Flow ไหลเข้ามากสุดในรอบ 25 ปี !!

หน่วยงานกำกับดูแลทางด้านการเงินของเกาหลีใต้ (Financial Service Comission: FSC) กำลังพิจารณาออกมาตรการปรับโครงสร้างเพิ่มมูลค่าบริษัทจดทะเบียนเช่นเดียวกับญี่ปุ่น เพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น

ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีจะกำหนดตัวชี้วัด เพื่อวัดประสิทธิภาพการบริหารจัดการเงินทุน คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะได้ข้อสรุปในช่วงไตรมาส 1/2567

ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน กองทุนต่างประเทศเทเงินไหลเข้า  ดัชนีราคาหุ้นคอมโพสิตของเกาหลี (KOSPI)  มากถึง 10.2 ล้านล้านวอน หรือราว 7.7 พันล้านดอลลาร์  ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1999 ตามรายงานจาก Bloomberg

Kang DaeKwun ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Life Asset Management Inc. ในกรุงโซล กล่าวว่า ฟันด์โฟลว์จากกองทุนต่างประเทศที่ไหลเข้า นั้นมาจากกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การลงทุนระยะยาว

🇰🇷 กองทุนหุ้นเกาหลี แนะนำโดย FINNOMENA FUNDS

  • MEVT Call by FINNOMENA FUNDS แนะนำSCBKEQTGกองทุนหุ้นเกาหลี ลงทุนใน iShares MSCI South Korea ETF ที่มีค่า Correlation กับ KOSPI Index ตั้งแต่จัดตั้งที่ 0.888
  • กองทุนหลักมีนโยบายการลงทุนแบบ Passive Management เพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนในดัชนี MSCI Korea 25/50
  • ดูรายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://finno.me/mevt-call-scbkeqtg

คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

กองทุนที่มี Quality และเติบโต ดูตรงไหน?

WealthGuru
กองทุนที่มี Quality และเติบโต ดูตรงไหน?

วันนี้ฟังกูรูหลายท่านแนะนำให้ลงทุนกองทุนหุ้นที่มีคุณภาพ ส่วนอีกหลายท่านก็บอกว่า Fed ลดดอกเบี้ยถึงเวลาสาย Growth จะวิ่ง

แล้วก็แนะนำกองทุน…… แต่สงสัยว่า คนทั่วไปจะไปรู้ได้อย่างไรว่า “กองทุนที่แนะนำมีคุณภาพหรือการเติบโตแบบใด?”

เท่าที่สัมผัสมา ไม่มีใครรู้เลย แม้แต่ advisor ก็ไม่รู้ วันนี้เลยขอ share ความรู้ให้ฟังว่า ดูตรงไหน

Global Aggressive Hybrid Portfolio พอร์ตการลงทุนที่ผสมผสานกองทุนแบบ Active และ Passive กระจายลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://port.finnomena.com/plan-select/plans/guruport-hyb

1. เข้าไปที่ Morningstar แล้วเลือกกองทุน ดูที่ Portfolio

กองทุนที่มี Quality และ เติบโต ดูตรงไหน?

กองทุนที่มี Quality และ เติบโต ดูตรงไหน?

2. เลื่อนไปข้างล่าง จะเห็น สไตล์หุ้นมันจะบอกว่าการลงทุนเป็นแบบไหน

ยกตัวอย่าง KKP-GNP และ ONE-UGG-RA

กองทุนที่มี Quality และ เติบโต ดูตรงไหน?

ทั้ง 2 ตัวต่างเป็น Style ลงทุนหุ้นใหญ่ที่เติบโต ที่แตกต่างคือ ONE-UGG-RA การเติบโต ออกจากไป Box เลย คือเน้นเติบโตจัด ๆ

ถ้าเลื่อนลงไปดูข้างล่างจะเห็น Style Measures จะบอกถึงPrice/Bank การเติบโตของรายได้ เป็นต้น

กองทุนที่มี Quality และ เติบโต ดูตรงไหน?

สรุปคือ ONE-UGG-RA เน้นเติบโตหนัก ๆ หุ้น valuation แพง

3. แล้วแบบนี้จะดู คุณภาพอย่างไร? ดูได้ที่ Factor Profile

กองทุนที่มี Quality และ เติบโต ดูตรงไหน?

จะเห็นว่า Profile คุณภาพของ KKP-GNP จะดีกว่า ONE-UGG-RA

กองทุนที่มี Quality และ เติบโต ดูตรงไหน?

มาถึงตรงนี้ก็น่าจะรู้กันแล้วว่า เราดูกองทุนหุ้นที่มีคุณภาพแบบใด เราความระหว่างหุ้นการเติบโตแบบใด ONE-UGG-RA เน้นความคาดหวังเติบโตมาก Valuation ต่าง ๆ จึงแพงกว่า KKP-GNP

Global Aggressive Hybrid Portfolio พอร์ตการลงทุนที่ผสมผสานกองทุนแบบ Active และ Passive กระจายลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://port.finnomena.com/plan-select/plans/guruport-hyb

WealthGuru


คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” 

TISCO Omakase Extra Fund อัปเดตมุมมองเดือนกุมภาพันธ์ 2024: เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่โหมด Soft Landing

บลจ.ทิสโก้
TISCO Omakase Extra Fund อัปเดตมุมมองเดือนกุมภาพันธ์ 2024

tisco อัปเดตมุมมอง


ที่มา: บลจ. ทิสโก้ วันที่: 19 กุมภาพันธ์  2024

Outlook

  • มุมมองระยะกลาง 3-6 เดือน เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตในอัตราที่ชะลอลง หรือ Soft Landing และมีโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยในปีนี้ อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ม.ค.ออกมาสูงกว่าคาด ทำให้นักลงทุนลดน้ำหนักโอกาสการลดดอกเบี้ย Fed ในเดือน มี.ค. ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสที่จะเคลื่อนไหวผันผวน รวมถึง Bond Yield 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะปรับขึ้นในระยะสั้น
  • ด้านเศษฐกิจจีน คาดว่าจะยังคงเผชิญกับความท้าทาย แม้ทางรัฐบาลจีนได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรวมถึงตลาดหุ้น แต่ภาคอสังหาฯ ยังคงฟื้นตัวเปราะบาง หลังจากนี้ยังคงต้องจับตาผลของมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ และ Demand จากภาคการบริโภคเพื่อสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง
  • เศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวช้า แม้การท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนฟื้นตัวดี แต่ก็ยังได้รับแรงกดดันจากการล่าช้า พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย FY24 นอกจากนี้ พบว่าปัจจุบันเริ่มเห็นแรงขายของ นลท.ต่างชาติลดลง นับจากต้นเดือน ก.พ. – 19 ก.พ. เริ่มซื้อสุทธิ 69 ล้านบาท และแรงซื้อในหุ้นปันผลดี (SETHD -1.4% ขณะที่ SET -2.0% นับจากต้นปี) เนื่องจากใกล้ฤดูกาลจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสแรกของปี 2024

Strategy

  • เรามองว่า Bond Yield สหรัฐฯ มีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงระยะสั้นในช่วง 1-2 เดือน จาก 1) โอกาสที่ Fed จะยังไม่รีบดอกเบี้ยในเดือนมี.ค. เนื่องจากตัวเลขทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง และยังคงต้องการรอให้อัตราเงินเฟ้อลงสู่ระดับเป้าหมาย 2) แผนการออกพันบัตรรัฐบาลที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงอายุยาว ตั้งแต่ไตรมาสนี้และ 3) การชะลอการลดขนาดงบดุล (QT taper) ที่อาจเกิดขึ้นช้ากว่าที่ตลาดคาดในไตรมาส 2 อย่างไรก็ดี เรามองว่า Bond Yield สหรัฐฯในระยะสั้น-ยาว มีแนวโน้มที่ปรับตัวลงจากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ จึงแนะนำให้ใช้โอกาสที่ Bond Yield ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทยอยลงทุนในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง โดยเน้นลงทุนในกลุ่มหุ้นกู้คุณภาพดี (Investment Grade) เช่น TISCO Global Bond Fund Fund

Portfolio Action

  • คงสัดส่วนน้ำหนักการลงทุนตามพอร์ตลงทุนแนะนำเดิม กระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริหารความเสี่ยง และหนุนโอกาสได้รับผลตอบแทนมากขึ้น ในช่วงที่ตลาดหุ้นและ Bond Yield สหรัฐฯเคลื่อนไหวผันผวน

Performance Review

ผลตอบแทนพอร์ตกองทุนนับจากวันที่ 18 ม.ค. 2024 จนถึง 16 ก.พ. 2024 ปรับเพิ่มขึ้น +2.37 %

ㆍDetractor:

  • สำหรับช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา กองทุน TISCO Gold Fund ปรับลงมากที่สุด โดยปรับลงจากแรงเทขายเก็งกำไรในสัญญาทองคำต่อเนื่อง และยังได้รับแรงกดดันจาก Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯทรงตัวในระดับสูง

ㆍ Contributor:

  • ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา TISCO Global Income Plus Fund เป็นกองทุนที่หนุนพอร์ตกองทุนมากที่สุด โดยอันดับที่ 2 คือ กองทุนเวียดนาม (TISCO VIETNAM Equity Fund) และอันดับที่ 3 คือ กองทุนจีน (TISCO China Consumer Fund)

บลจ. ทิสโก้


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

TTCL เคาะหุ้นกู้ออกใหม่ 2 ชุด จ่ายดอกเบี้ยสูงสุด 5.85% ต่อปี เสนอขาย 15-19 มี.ค. 2567 จองซื้อผ่านกลุ่ม FINNOMENA ได้แล้ววันนี้!

FINNOMENA Editor
TTCL เคาะหุ้นกู้ออกใหม่ 2 ชุด จ่ายดอกเบี้ยสูงสุด 5.85% ต่อปี เสนอขาย 15-19 มี.ค. 2567 จองซื้อผ่านกลุ่ม FINNOMENA ได้แล้ววันนี้!

บมจ. ทีทีซีแอล (TTCL) ผู้ให้บริการด้านการออกแบบวิศวกรรม การจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ และการก่อสร้างโรงงานแบบครบวงจร เสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน มีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดไถ่ถอน ครั้งที่ 1/2567 จำนวน 2 ชุด ให้แก่นักลงทุนรายใหญ่และนักลงทุนสถาบัน ระหว่างวันที่ 15-19 มีนาคม 2567 นี้ โดยหุ้นกู้ที่เสนอขายในครั้งนี้ประกอบด้วย

  1. หุ้นกู้ชุดที่ 1 (TTCL263A) – อายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.50-5.65% ต่อปี
  2. หุ้นกู้ชุดที่ 2 (TTCL269A) – อายุ 2 ปี 6 เดือน อัตราดอกเบี้ย 5.80-5.85% ต่อปี

 

หุ้นกู้ทั้ง 2 ชุด จ่ายดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2569 โดยมีอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ และหุ้นกู้อยู่ในระดับ Investment Grade ที่ ระดับ “BBB-“ โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” จัดอันดับโดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566

วัตถุประสงค์ในการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้ไปชำระคืนหุ้นกู้ชุด TTCL249A รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท

นักลงทุนสามารถลงทุนหุ้นกู้ TTCL ทั้ง 2 ชุด ผ่านกลุ่ม FINNOMENA ได้แล้ววันนี้!
คลิกลิงก์เพื่อกรอกแบบฟอร์มแสดงความจำนงจองซื้อหุ้นกู้ โดยหลังจากกรอกเรียบร้อยแล้ว ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อประสานงานจองซื้อหุ้นกู้กับบริษัทหลักทรัพย์ภายใน 1-2 วันทำการ
📌 https://form.jotform.com/240498430134453

เจาะลึกธุรกิจ TTCL

  • บมจ. ทีทีซีแอล (TTCL) เป็นผู้รับเหมางานก่อสร้างโครงการวิศวกรรมโยธาขนาดใหญ่แบบครบวงจร ทั้งการออกแบบวิศวกรรม งานจัดซื้อจัดจ้าง และงานก่อสร้าง
  • มีโครงสร้างรายได้จากโครงการภาคเอกชน 100% ลูกค้าของ TTCL อยู่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นสัดส่วน 42.6%, อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ 32.8%, อุตสาหกรรมพลังงาน 17.2% และอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีก 7.4%

จุดแข็งของ TTCL

  • บริษัทมีประสบการณ์กว่า 39 ปี มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะงานก่อสร้างที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี โดยมีผลงานเป็นที่ยอมรับในกลุ่มลูกค้ส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น กลุ่มปตท., กลุ่มบางจาก และกลุ่มปูนซิเมนต์ไทย
  • ด้านรายได้ของบริษัทฯ ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 มีงานในมือ (Backlog) ทั้งสิ้น 19,500 ล้านบาท รวม 17 โครงการ โดยประมาณ 17% ของมูลค่างานในมือของบริษัทจะรับรู้เป็นรายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 อีก 65% จะรับรู้ในปี 2567 และส่วนที่เหลือจะรับรู้ในระหว่างปี 2568-2569
  • ด้านหนี้สินทางการเงินปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ณ เดือนกันยายน 2566 ภาระหนี้สินของบริษัทลดลงเหลือ 1.9 พันล้านบาท จากจุดสูงสุดที่ 1.01 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2560 โดยหนี้สินทางการเงินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.48 เท่า ซึ่งต่ำกว่าข้อกำหนดสุทธิของหุ้นกู้ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 3.0 เท่า

ฐานะทางการเงินและผลประกอบการของ TTCL

  • มูลค่าสินทรัพย์ของ TTCL เติบโตขึ้นจาก 13,868 ล้านบาทในปี 2020 เป็น 19,568 ล้านบาท ในเดือนกันยายน 2023
  • ด้านรายได้ของ TTCL เติบโตขึ้นจาก 6,894 ล้านบาทในปี 2020 เป็น 12,386 ล้านบาท ในเดือนกันยายน 2023

อัตราหนี้สินต่อทุนของ TTCL ลดลงอย่างต่อเนื่อง พิจารณาได้จาก IBD/E Ratio ซึ่งเป็นอัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดภาระหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยของบริษัทเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น มีค่าเพียง 1.05 เท่า เท่านั้น สังเกตจากภาพได้ว่า IBD/E Ratio ในปัจจุบัน ลดลงจากช่วงปี 2017 มาค่อนข้างเยอะ

อันดับความน่าเชื่อถือของ TTCL โดย Tris Rating

Tris Rating เพิ่มอันดับเครดิตองค์กรของ TTCL เป็น “BBB-” (Investment Grade) จากเดิมที่ระดับ “BB+” (Non-Investment Grade) และเปลี่ยนแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “Stable” หรือคงที่จาก “Positive” หรือบวก 

เปรียบเทียบ Fundamental ของ TTCL ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน

  • อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio) ณ เดือนกันยายน 2023 มีค่าเท่ากับ 0.96
  • อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (IBD/E Ratio) ณ เดือนกันยายน 2023 มีค่าเท่ากับ 0.42
  • อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ณ เดือนกันยายน 2023 มีค่าเท่ากับ 2.65
  • อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio)  ณ เดือนกันยายน 2023 มีค่าเท่ากับ 3.42

Bloomberg Default Probability และ Altman’s Z Score ของ TTCL

  • Bloomberg Default Probability ลดลงจากปี 2022 มาอยู่ที่ 0.20% ซึ่งเป็นระดับที่ยังต่ำมาก หมายความว่าในอีก 12 เดือนข้างหน้ามีโอกาสเพียง 0.20% ที่ TTCL จะผิดนัดชำระหนี้
  • Altman’s Z Score เป็นเทรนด์ขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ที่ 1.01 ซึ่งเป็นค่าที่ทาง Definit มองว่าเป็นระดับที่มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ต่ำ

นักลงทุนสามารถลงทุนหุ้นกู้ TTCL ทั้ง 2 ชุด ผ่านกลุ่ม FINNOMENA ได้แล้ววันนี้!
คลิกลิงก์เพื่อกรอกแบบฟอร์มแสดงความจำนงจองซื้อหุ้นกู้ โดยหลังจากกรอกเรียบร้อยแล้ว ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อประสานงานจองซื้อหุ้นกู้กับบริษัทหลักทรัพย์ภายใน 1-2 วันทำการ
📌 https://form.jotform.com/240498430134453


“ชมรมหุ้นกู้” รายการที่จะพาผู้เชี่ยวชาญมาพูดคุยถึงข่าวในวงการหุ้นกู้ หุ้นกู้ออกใหม่ รวมถึงความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นกู้ พร้อมคลีนิกหุ้นกู้ ให้นักลงทุนได้สอบถามความเห็นที่เป็นกลางตามหลักสากล และวิธีลงทุนในหุ้นกู้ได้อย่างถูกต้อง!

🔔 พบกันทุกวันอังคาร เวลา 19.00 น. ที่ Facebook และ Youtube ของ FINNOMENA

สำหรับ EP เจาะลึกหุ้นกู้ของ TTCL สามารถรับชมได้ที่

Sector Rotation ตลาดย้ายเงินจากหุ้น Tech AI หมุนเข้ากลุ่ม Defensive หนุนกองทุน Global Health Care ทะยานสู่จุดสูงสุดตลอดกาล

FINNOMENA Editor
กองทุน Health Care

ดัชนีหุ้น Health Care พักฐานมานานกว่า 2 ปี เนื่องจากแนวโน้มผลประกอบของกลุ่มธุรกิจวัคซีนที่ชะลอตัวลง หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย

กองทุน Health CareSource: TradingView as of 19/02/2024

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีนี้ เหมือนว่าเราจะเริ่มเห็นการเกิด Sector Rotation กลับเข้ากลุ่ม Health Care แล้ว โดยเป็นการโยกเงินมาจากกลุ่ม Technology ที่ได้รับประโยชน์แรง ๆ ในเรื่อง AI

กองทุน Health CareSource: JPMorgan Global Healthcare as of 21/02/2024

ทำให้ตอนนี้ JPMorgan Global Healthcare ซึ่งเป็น Master Fund ของ K-GHEALTH(UH) และ KFHEALTH-A ซึ่ง FundTalk Call แนะนำล่าสุดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2024 ทะยานตัวเข้าใกล้ All Time High แล้ว

คลิกอ่านเพิ่มเติม – FundTalk Call: ถึงรอบของ Global Health Care แนวโน้ม Turnaround พร้อมเกิด Sector Rotation

หุ้น Top holdings ของ JPMorgan Global Healthcare จะเห็นว่ามีหลายตัวที่ยืนได้อย่างแข็งแกร่ง เช่น UnitedHealth, Eli Lilly และ Novo Nordisk

กองทุน Health CareSource: JPMorgan Global Healthcare as of 21/02/2024

ผู้ที่ลงทุนใน K-GHEALTH(UH) และ KFHEALTH-A ตามคำแนะนำ สามารถสร้างผลตอบแทนไปกว่า 4-6% ในช่วงเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา เพราะผลบวกของกองแม่ รวมทั้งอานิสงส์ของเงินบาทที่่อ่อนค่าอีกด้วย


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ FINNOMENA FUNDS ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

planet 46
ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

หากพูดถึง ‘ยุโรป’ หลาย ๆ คนคงนึกถึงสินค้าแบรนด์เนมเป็นอันดับแรก แต่ต้องขอบอกว่ายุโรปไม่ได้มีแค่บริษัทเหล่านั้นเท่านั้น แต่ยังมีบริษัทที่น่าสนใจอีกมากมาย บทความนี้จึงขอชวนทุกคนมาดู 10 ‘หุ้นยุโรป’ ที่น่าสนใจ พร้อมนำกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำสำหรับคนที่สนใจลงทุนในหุ้นยุโรปมาฝากกัน

10 หุ้นยุโรป ที่น่าสนใจ

Novo Nordisk

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

Novo Nordisk คือบริษัทด้านการดูแลสุขภาพระดับโลกสัญชาติเดนมาร์ก ก่อตั้งขึ้นในปี 1923 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘NVO’ บริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยา โดยเฉพาะยาสำหรับการดูแลโรคเบาหวานที่จำหน่ายภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘Ozempic’ และยาเพื่อรักษาโรคอ้วนภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘Wegovy’ นอกจากนี้ยังผลิตยาเพื่อรักษาโรคต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์ในเครือมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Levemir, Tresiba, NovoLog, Novolin R, NovoSeven, NovoEight และ Victoza โดยจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบัน Novo Nordisk ถือเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ด้วยมูลค่าตลาด (Market Cap) กว่า 537.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 13 ก.พ. 2567)

LVMH

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

LVMH Moët Hennessy Louis Vuitton หรือ LVMH เป็นกลุ่มบริษัทสินค้าหรูหราสัญชาติฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นในปี 1987 จากการควบรวมกิจการของ Louis Vuitton กับ Moët Hennessy จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์ ปารีส (Euronext Paris) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘MC’ โดยในเดือนเมษายน 2023 LVMH กลายเป็นบริษัทยุโรปแห่งแรกที่มีมูลค่าบริษัทเกิน 500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจุบันมีคุณ Bernard Arnault บุคคลที่รวยติดอันดับโลกนั่งเก้าอี้ CEO ของ LVMH 

LVMH ดำเนินธุรกิจผ่าน 6 ภาคส่วน ภายใต้แบรนด์ในเครือกว่า 75 แบรนด์ ได้แก่

  1. ไวน์และสุรา (Wines and spirits) มีทั้งหมด 27 แบรนด์ในเครือ เช่น Moët & Chandon, Krug, Veuve Clicquot, Hennessy และ Chateau d’Yquem
  2. สินค้าแฟชั่นและเครื่องหนัง (Fashion and leather goods) มีทั้งหมด 14 แบรนด์ในเครือ เช่น Louis Vuitton, Christian Dior และ Givenchy
  3. น้ำหอมและเครื่องสำอาง (Perfumes and cosmetics) มีทั้งหมด 16 แบรนด์ในเครือ เช่น Parfums Christian Dior, Parfums Givenchy Guerlain, Benefit Cosmetics, Fresh และ Make Up For Ever
  4. นาฬิกาและเครื่องประดับ (Watches and jewellery) มีทั้งหมด 8 แบรนด์ในเครือ เช่น TAG Heuer, Hublot, Zenith, Bulgari, Chaumet และ Fred
  5. ห้างและร้านค้าปลีก (Selective retailing) มีทั้งหมด 5 แบรนด์ในเครือ เช่น 24S, DFS, La Grande Epicerie de Paris, Le Bon Marché Rive Gauche และ Sephora
  6. ธุรกิจอื่น ๆ (Other activities) มีทั้งหมด 8 แบรนด์ในเครือ เช่น Belmond, Cheval Blanc Connaissance des Arts, Cova, Investir, Jardin d’Acclimatation และ Le Parisien

ASML

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

ASML Holding หรือ ASML เป็นบริษัทโฮลดิ้งด้านเซมิคอนดักเตอร์สัญชาติดัตช์ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์ อัมสเตอร์ดัม (Euronext Amsterdam) และตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (NASDAQ) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘ASML’ บริษัทเชี่ยวชาญในการพัฒนาและผลิตระบบลิโทกราฟีแบบใช้แสง (photolithography) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ ดำเนินงานผ่านบริษัทในเครือทั่วโลกทั้งในประเทศเนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ เบลเยียม เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเซีย และอิสราเอล ปัจจุบัน ASML เป็นผู้ผลิตเครื่องผลิตชิปรายใหญ่ให้กับบริษัทผลิตชิปทั่วโลก เช่น TSMC 

L’Oréal

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

L’Oréal เป็นบริษัทผลิตภัณฑ์เสริมความงามสัญชาติฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นในปี 1909 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์ ปารีส (Euronext Paris) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘OR’ ในเดือนตุลาคม ปี 1963 ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและทำสีผม เครื่องสำอาง และน้ำหอม โดยดำเนินธุรกิจผ่าน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. กลุ่มผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค (Consumer Product) มีทั้งหมด 10 แบรนด์ในเครือ เช่น 3ce, Garnier, L’Oréal Paris, Maybelline และ NYX Cosmetics
  2. กลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง (L’Oréal Luxe) มีทั้งหมด 16 แบรนด์ในเครือ เช่น Lancome, Kiehl’s, Valentino, Yves Saint Laurent และ Prada
  3. กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับช่างทำผมมืออาชีพ (Professional Product) มีทั้งหมด 5 แบรนด์ในเครือ เช่น L’Oréal Professtional Paris, Kerastase Paris และ Matriz
  4. กลุ่มผลิตภัณฑ์เวชสำอาง (Active Cosmetics) มีทั้งหมด 5 แบรนด์ในเครือ ที่จำหน่ายผ่านทางเคาน์เตอร์ร้านขายยา เช่น La Roche-Posay, CeraVe และ Vichy

Hermès

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

Hermès เป็นบริษัทสินค้าฟุ่มเฟือยสัญชาติฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นในปี 1837 โดย Thierry Hermès จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์ ปารีส (Euronext Paris) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘RMS’ ปัจจุบัน Hermès ผลิตและจำหน่ายสินค้าหรูหราหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า ผ้าพันคอ เนกไท เครื่องประดับ นาฬิกา น้ำหอม เสื้อผ้าและของใช้เด็ก ตลอดจนของใช้ภายในบ้านและของเบ็ดเตล็ด เช่น จานชาม เครื่องเขียน สายคล้องมือถือ ฯลฯ โดยทำการจัดจำหน่ายสินค้าของแบรนด์ผ่านทางออนไลน์และร้านค้าสาขาของ Hermès ทั่วโลก ทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกา

Accenture

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

Accenture เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและธุรกิจที่ให้บริการใน 120 ประเทศทั่วโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 1989 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองดับลินประเทศไอร์แลนด์ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘ACN’ โดยดำเนินธุรกิจผ่าน 5 ส่วนงานหลัก ได้แก่

  1. Accenture Strategy & Consulting ทีมให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ
  2. Accenture Song ทีมออกแบบ UI/UX เพื่อดูแลประสบการณ์ของลูกค้า
  3. Accenture Technology ทีมสร้างและใช้ซอฟต์แวร์เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ เช่น AI Robotic และ Analytics
  4. Accenture Operations ทีมที่ดูแลเรื่อง Outsourcing 
  5. Accenture Industry X ทีมวิศวกรรมดิจิทัลและบริการผลิต

SAP

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

SAP เป็นบริษัทด้านซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันระดับองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลกรองจาก Adobe ด้วยมูลค่าตลาด (Market Cap) กว่า 211.87 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ก.พ. 2567) ก่อตั้งขึ้นในปี 1972 มีสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์คในประเทศเยอรมนี โดยจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต (Frankfurt Stock Exchange) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘SAP’

SAP มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาซอฟต์แวร์ ERP ซึ่งเป็นโปรแกรมมาตรฐานที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจสำหรับองค์กรทุกขนาด เช่น เช่น การจัดซื้อ การผลิต การจัดการวัสดุ การขาย การตลาด การเงิน และทรัพยากรบุคคล (HR) ปัจจุบันมีบริษัทที่ใช้งานซอฟต์แวร์ของ SAP กว่า 6,000 บริษัท ใน 50 ประเทศทั่วโลก

Dior

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

Dior เป็นบริษัทสินค้าฟุ่มเฟือยสัญชาติฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นในปี 1946 โดยนักออกแบบแฟชั่นชาวฝรั่งเศสที่มีนามว่า ‘Christian Dior’ และได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์ ปารีส (Euronext Paris) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘CDI’ โดยมีคุณ Bernard Arnault CEO ของ LVMH นั่งเก้าอี้ประธานบริษัท Dior

ปัจจุบัน Dior มุ่งเน้นไปที่การออกแบบ ผลิต และจำหน่ายสินค้าหรูหราทั้งเสื้อผ้า เครื่องหนัง เครื่องประดับ รองเท้า นาฬิกา น้ำหอม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว นอกจากนี้ยังมีสินค้าสำหรับเด็กที่อยู่ภายใต้แบรนด์ ‘Baby Dior’ และสินค้าสำหรับผู้ชายที่อยู่ภายใต้แบรนด์ ‘Dior Homme’ โดยจัดจำหน่ายสินค้าของแบรนด์ผ่านทางออนไลน์และร้านค้าสาขาของ Dior มากกว่า 400 แห่งทั่วโลก ทั้งในยุโรป สหรัฐฯ และเอเชีย

Airbus

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

Airbus เป็บริษัทยุโรปที่ดำเนินธุรกิจในอุตสากรรมการบิน ก่อตั้งขึ้นในปี 2000 จากการควบรวมกิจการของ DaimlerChrysler Aerospace, Aérospatiale-Matra และ Construcciones Aeronáuticas และได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์ ปารีส (Euronext Paris), ตลาดหลักทรัพย์มาดริด (Madrid Stock Exchange) และตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต (Frankfurt Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘EAD’ โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาและจำหน่ายเครื่องบินพาณิชย์ อากาศยานทางการทหาร จรวด ขีปราวุธ และดาวเทียม ผ่านการดำเนินธุรกิจ 3 ส่วนงาน ได้แก่

  1. Airbus มุ่งเน้นไปที่การพัฒนา การผลิต การตลาด และการขายเครื่องบินเจ็ตเชิงพาณิชย์และส่วนประกอบของเครื่องบิน ตลอดจนการดัดแปลงเครื่องบินและบริการที่เกี่ยวข้อง 
  2. Airbus Helicopters เชี่ยวชาญในการพัฒนา ผลิต ทำการตลาด และการขายเฮลิคอปเตอร์พลเรือนและทหาร ตลอดจนการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับเฮลิคอปเตอร์
  3. Airbus Defense and Space ผลิตเครื่องบินรบทางทหารและเครื่องบินฝึก จัดหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้านการป้องกันและโซลูชันด้านความปลอดภัยระดับโลก ตลอดจนเป็นผู้ผลิตขีปนาวุธ

Allianz

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

Allianz เป็นบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินสัญชาติเยอรมัน ก่อตั้งขึ้นในปี 1890 ณ เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี โดยมีธุรกิจหลักคือการประกันภัยและการบริหารสินทรัพย์ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต (Frankfurt Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘ALV’

Allianz มุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและประกันสุขภาพที่หลากหลาย รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสินทรัพย์ให้กับทั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กร ซึ่งเปิดให้บริการในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบัน Allianz เป็น 1 ใน 5 อันดับ บริษัทประกันชีวิตและประกันสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็น 1 ใน 3 ของบริษัทประกันวินาศภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ลงทุน ‘หุ้นยุโรป’ ผ่านกองทุนรวม

กองทุนหุ้นยุโรปในไทยที่เราจะหยิบมาพูดถึงในบทความนี้มี 2 กองทุน ได้แก่ กองทุน ONE-EUROEQ และ SCBEUEQA โดยทั้ง 2 กองทุนเป็นที่อยู่ใน FINNOMENA Pick (F Pick) ที่ผ่านการคัดสรรโดย FINNOMENA Investment Team ผ่านการวิเคราะห์ทั้งในเชิงปริมาณ (Quantitative) และในเชิงคุณภาพ (Qualitative) แล้วว่าเป็นกองทุนหุ้นยุโรปที่น่าสนใจ

ONE-EUROEQ

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในหุ้นของบริษัทยุโรปที่พิจารณาแล้วเห็นว่ามีแนวโน้มการเติบโตในระดับที่น่าสนใจและมีความสามารถในการแข่งขันในช่วงระยะเวลา 3-5 ปี ผ่านกองทุน Eleva European Selection Fund Class I (EUR) acc (กองทุนหลัก) ที่บริหารจัดการโดย ELEVA Capital ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความชำนาญในการลงทุนในหุ้นยุโรป

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ระดับความเสี่ยง: 6

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

ซื้อกองทุน ONE-EUROEQ คลิก

ศึกษาข้อมูลกองทุน ONE-EUROEQ เพิ่มเติมได้ในหนังสือชี้ชวน (Fund Factsheet)

https://www.one-asset.com/doc_fund/Fund%20Summary%20Prospectus/ONE-EUROEQ_summary_prospectus.pdf 

SCBEUEQA

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี STOXX Europe 600 เพื่อให้ผลการดำเนินงานของกองทุนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี STOXX Europe 600 ผ่านกองทุน iShares STOXX Europe 600 (DE) (กองทุนหลัก)

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด (Passive Management)

ระดับความเสี่ยง: 6

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

ซื้อกองทุน SCBEUEQA คลิก

ศึกษาข้อมูลกองทุน SCBEUEQA เพิ่มเติมได้ในหนังสือชี้ชวน (Fund Factsheet)

https://www.scbam.com/medias/fund-doc/summary-prospectus/SCBEUEQA_SUM.pdf 

— planet 46.


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Shopify อดีตร้านขายสโนว์บอร์ด ที่วันนี้ใหญ่พอ ๆ กับ Starbucks และ Boeing

fruhling

อเมริกาเหนือคือภูมิภาคที่เปี่ยมล้นไปด้วยขุมพลังทางเศรษฐกิจอันยิ่งใหญ่ ไล่ไปตั้งแต่ซิลิคอนวัลเลย์ที่เต็มไปด้วยผู้ประกอบการเจ้าของนวัตกรรมพลิกโลก ไปถึงถนนวอลล์สตรีทที่กุมหลักทรัพย์มูลค่าถึง 1 ใน 5 ของโลกนี้เอาไว้

มุ่งหน้าขึ้นเหนือไป 400 ไมล์จากนิวยอร์ก คือที่ตั้งของเมืองหลวงอันเงียบสงบอย่าง ออตตาวา ประเทศแคนาดา ที่มีประชากรน้อยกว่า 1 ใน 10 ของกรุงเทพฯ แต่ใครจะคิดว่าในเมืองไซส์กะทัดรัดแห่งนี้จะเป็นที่ตั้งของบริษัทที่เป็นดั่งกระดูกสันหลังของ E-Commerce อย่าง Shopify

ปัจจุบัน Shopify เป็นบริษัท Mid-Tech ดาวเด่นจากเมืองอันแสนสงบที่สามารถวาดลวดลายแพรวพราวกลบรัศมีบริษัทจากซิลิคอนวัลเลย์ และมีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในธุรกิจแพลตฟอร์ม E-Commerce ของสหรัฐฯ (ไม่ใช่ E-Commerce Marketplace ที่มี Amazon เป็นผู้นำ) แถมยังมีมูลค่าบริษัทใหญ่พอ ๆ กับ Starbucks ที่มีสาขากว่า 4 หมื่นแห่งทั่วโลก และ Boeing หนึ่งในผู้ผลิตอากาศยานชั้นนำของโลก

Source: Shutterstock

ทั้งหมดของเรื่องราวนี้เริ่มต้นมาจากร้านขายสโนว์บอร์ดของกลุ่มเพื่อนชาวแคนาเดียน 3 คนได้แก่ Tobias Lütke, Daniel Weinand และ Scott Lake ที่อยากจะเปิดหน้าร้านออนไลน์แต่ไม่มีแพลตฟอร์มรองรับที่ดีพอ และในเวลาต่อมาพวกเขาจะกลายมาเป็นผู้ก่อตั้ง Shopify

ความเป็นมาของ Shopify

Shopify น่าจะเป็นชื่อที่พอผ่านหูผ่านตามาอยู่บ้างสำหรับหลาย ๆ คน แต่อาจยังไม่เข้าใจว่าบริษัทแห่งนี้เป็นใครมาจากไหน แต่เอาเข้าจริงแล้ว Shopify คือบริษัทที่อาจเกี่ยวข้องกับเราพอสมควรไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะนี่คือบริษัทที่เป็นหลังบ้านของหน้าร้านออนไลน์ ของบรรดาแบรนด์ใหญ่ ๆ ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น Tesla, Sephora, Louis Vuitton, Nestle, PepsiCo, Netflix, Decathlon หรือ Victoria Beckham 

Source: Sephora

และไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่เท่านั้นแต่แบรนด์เล็ก ๆ มากมายก็ใช้แพลตฟอร์ม Shopify ในการสร้างหน้าร้านออนไลน์เช่นกัน

หน้าร้านออนไลน์ร้านแรกที่สร้างจากแพลตฟอร์ม Shopify มีชื่อว่า Devilboard ร้านขายสโนว์บอร์ดเล็ก ๆ ในเมืองออตตาวาของผู้ก่อตั้งทั้ง 3 นั่นเอง

ย้อนกลับไป 20 ปีก่อน หลังจากเปิดร้านสโนว์บอร์ดแล้ว  Lütke, Weinand และ Lake มีความคิดที่อยากจะเปิดหน้าร้านออนไลน์ขึ้น แต่ในเวลานั้นยังไม่มีแพลตฟอร์มสำหรับสร้างและบริหารจัดการหน้าร้านออนไลน์ที่ดีนัก จะมีก็แต่ระบบสำหรับบริษัทใหญ่ ๆ ที่ราคาก็แพงใช่ย่อย ทำให้ Software Engineer อย่าง Tobias Lütke ต้องลงมือออกแบบโซลูชันอีคอมเมิร์ซขึ้นมาใช้เอง

ประเด็นก็คือ มีคนไม่น้อยเข้ามาติดต่อสอบถามว่าเว็บไซต์ของพวกเขาสร้างขึ้นมาได้อย่างไร ทั้ง 3 เห็นถึงความเป็นไปได้ว่าซอฟต์แวร์จะเติบโตได้อีกไกล ในปี 2006 ต่อมาพวกเขาจึงได้ก่อตั้ง Shopify (ในเวลานั้นชื่อ Jadedpixel) เพื่อให้บริการซอฟต์แวร์ดังกล่าว

Shopify เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และนับตั้งแต่ปี 2010 ก็สามารถระดมทุนได้ถึง 3 ครั้ง จุดเด่นของ Shopify คือการให้ ecosystem สำหรับการบริหารเว็บไซต์ E-Commerce ที่โดดเด่น เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยเชื่อมโยงตั้งแต่การจัดการหน้าเว็บ การจัดการคลังสินค้า การรับชำระ ไปจนถึงการจัดส่งสินค้า ดังที่บริษัทเคลมเอาไว้ว่ามี “Multichannel front end, Single integrated back end” ลดกำแพงในการเข้าถึง E-Commerce ของธุรกิจต่าง ๆ ได้อย่างมหาศาล

Source: Shutterstock

ปี 2015 บริษัทสามารถเข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กและโทรอนโตได้สำเร็จ โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเริ่มต้น 1.27 พันล้านเหรียญ และเดินหน้าสร้างความสมบูรณ์ให้กับ ecosystem ของแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง

Shopify ในปัจจุบัน

ตอนนี้ มูลค่าบริษัทของ Shopify อยู่ที่ 1 แสนล้านเหรียญ ทะยานขึ้นมา 82 เท่านับตั้งแต่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก นอกจากนี้ Shopify ยังให้มีลูกค้าเป็นแบรนด์น้อยใหญ่กว่า 1.75 ล้านรายจาก 175 ประเทศทั่วโลก ช่วยบริหารร้านค้าออนไลน์มากกว่า 4 ล้านเว็บเพจ 

จากร้านขายสโนว์บอร์ดที่เจอ Pain Point เรื่องการทำหน้าร้านออนไลน์ มาวันนี้ Shopify คือบริษัทจากแคนาดาที่มีส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจแพลตฟอร์ม E-Commerce ในสหรัฐฯ กว่า 28% ทิ้งห่างอันดับสองอย่าง WooCommerce ที่เป็น plug-in สำหรับการทำหน้าร้านออนไลน์ของ WordPress ที่มีส่วนแบ่ง 17% พูดง่าย ๆ คือตีตลาดสหรัฐฯ ได้แบบกระจุยกระจาย 

ภาพ Shopify Infrastructure | Source: alexandre.substack.com

ทุกวันนี้ Shopify มีแพลตฟอร์มที่ไม่ได้รองรับแค่การขายออนไลน์ แต่ยังรองรับการขายทุก ๆ ช่องทาง เช่น หน้าร้านจริง ระบบ POS หน้าร้านบนโซเชียลมีเดีย รวมถึงแพลตฟอร์ม Marketplace 

และเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อกับแพลตฟอร์ม Shopify ที่ใน ecosystem มีทั้งออกแบบเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ บริการแดชบอร์ดข้อมูล ระบบจัดการคลังสินค้า ระบบการจัดการออเดอร์ การรับชำระ ระบบจัดการข้อมูลลูกค้า (CDM) ระบบจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) ระบบ Buy Now Pay Later ระบบ Customer Support และระบบอื่น ๆ อีกมากมาย โดยให้บริการใน 21 ภาษา

ล่าสุด ปี 2024 ไตรมาส 3 Shopify มีรายได้ 1,714 พันล้านเหรียญ เติบโตถึง 25% YoY กำไร 718 ล้านเหรียญ โดยมีรายได้จาก 2 แหล่ง คือ

  1. Merchant Solutions 1,228 ล้านเหรียญ (70% ของรายได้ทั้งหมด) เป็นรายได้จากค่าธรรมเนียมของบริการต่าง ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมรับชำระ การจัดส่ง จนถึงรายได้จากการขายเครื่อง POS 
  2. Subscription Solutions 486 ล้านเหรียญ (30% ของรายได้ทั้งหมด) เป็นรายได้จากการสมัครเป็นสมัครสมาชิกของ Shopify ในแพ็กเกจต่าง ๆ

 

ถ้าวัดกันแค่ในอเมริกาเหนือ ตอนนี้ Shopify ถือเป็นบริษัทสาย E-Commerce ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 เป็นรองแค่ Amazon ที่เป็น Big Tech เจ้าตลาดเท่านั้น ถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่มากของบริษัทที่มีจุดเริ่มต้นเป็นร้านขายสโนว์บอร์ดสัญชาติแคนาเดียน 

มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของบริษัทสาย E-Commerce | Source: Companies Marketcap as of 2/2/2024

Harley Finkelstein, Chief Platform Officer ของ Shopify เคยให้สัมภาษณ์กับ CBC News ว่าพวกเขา “ต้องการสร้างบริษัทที่จะยืนยงนับศตวรรษ” ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานและท้าทายขนบการทำธุรกิจของบริษัทจากแคนาดาที่มักจะโดนควบรวมเข้ากับบริษัทที่ใหญ่กว่าจากสหรัฐฯ ถ้ามองจากสถานะของ Shopify ตอนนี้ พูดได้เต็มปากว่านี่คือบริษัทที่เข้ามาเขย่าวงการ E-Commerce ทั้งอเมริกาและโลกได้จริง

สำหรับคนที่สนใจบริษัท Shopify สามารถลงทุนได้ผ่านกองทุน KFUS-A

สำหรับผู้ที่สนใจบริษัท Shopify ซึ่งเป็นบริษัท Mid Tech ที่มี Upside การเติบโตสูงเทียบกับหุ้นกลุ่ม Big Tech ที่ปรับตัวขึ้นไปก่อนแล้ว ขอแนะนำกองทุน KFUS-A เพื่อรับโอกาสการเติบโตจากสินทรัพย์เสี่ยงในภาวะที่ Fed สิ้นสุดวงจรการขึ้นดอกเบี้ย

KFUS-A มีกองทุนหลักคือ Baillie Gifford Worldwide US Equity Growth Fund ที่บริหารแบบเชิงรุก เน้นคัดหุ้นเติบโตที่เป็นอนาคตใหม่ในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ด้วยกลยุทธ์แบบ bottom-up หยิบหุ้นเข้าพอร์ตประมาณ 30-50 ตัว และมองเกมในระยะยาวมากกว่าโมเมนตัมระยะสั้น

Source: Baillie Gifford Worldwide US Equity Growth Fund Fact Sheet as of 31/1/2024

หุ้นในพอร์ต KFUS-A ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดกลางและใหญ่ โดยมีสัดส่วนการลงทุนใน Shopify สูงถึง 8% 

แม้กองทุนหลักจะลงทุนในหุ้น Big Tech กลุ่ม Magnificent-7 อยู่บ้าง คือ Amazon, Nvidia, Tesla แต่ก็จะเห็นว่า Baillie Gifford พยายามเข้าไปลงทุนในหุ้น Mid Cap Growth ซึ่งตรงคอนเซปต์ที่เรากำลังตามหาหุ้นเติบโตขนาดกลางที่ Valuations น่าสนใจ และยังเติบโตได้ดี

หมายเหตุ: ข้อมูลสัดส่วนการลงทุนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต และการลงทุนของกองทุน KFUS-A มิได้ลงทุนใน 10 บริษัทข้างต้นนี้เสมอไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทใดจะเข้าเงื่อนไขตรงกับนโยบายของกองทุน


อ้างอิง

คำเตือน 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

FINNOMENA FUNDS Market Alert : หุ้นฮ่องกงทะยาน 3.1% หลังทางการจีน กระตุ้นเศรษฐกิจอีกระลอก

FINNOMENA FUNDS

วันนี้ (21 กุมภาพันธ์ 2024) ดัชนี Hang Seng (HSI) ปรับตัวขึ้นกว่า 3% สูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ หนุนจากหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวจากความช่วยเหลือด้านเงินทุนให้กับภาคส่วนที่ประสบปัญหา โดยผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์คาดว่ารัฐบาลฮ่องกงจะยกเลิกมาตรการควบคุมเพิ่มเติมในเดือนนี้ เพื่อหยุดยั้งภาวะตกต่ำของอุตสาหกรรม และการเข้มงวดการกำกับดูแลซื้อขายเชิงปริมาณ โดยในวันจันทร์ที่ผ่านมา PBOC ได้ปรับลด LPR 5 ปีลง 25 bps มาที่ระดับ 3.95% ซึ่งเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 8 เดือน เพื่อลดแรงกดดันด้านอสังหาฯ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง

ประกอบกับตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้นเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการซื้อขายเชิงปริมาณ (quant trading) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีเลเวอเรจ ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ จะขยายขอบเขตการรายงานที่จำเป็นสำหรับการซื้อขายดังกล่าว รวมถึงการซื้อขายโดยนักลงทุนต่างประเทศผ่านทางการลงทุนผ่านช่องทางเชื่อมโยงตลาดหุ้นฮ่องกงกับจีน (Northbound Stock Connect) และถือปฏิบัติต่อกองทุนต่างประเทศและในประเทศเช่นเดียวกัน 

คำมั่นสัญญานี้เกิดขึ้นหลังจากตลาดหลักทรัพย์ได้สั่งห้ามการซื้อขายของ Ningbo Lingjun Investment Management Partnership ซึ่งเทขายหุ้นมูลค่ารวม 2.57 พันล้านหยวน (357 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในเวลาเพียง 1 นาที การเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการยกระดับความเข้มงวดของหน่วยงานกำกับดูแลในการตรวจสอบกองทุนป้องกันความเสี่ยงเชิงปริมาณ (Quant hedge funds) หลังจากที่กองทุนเหล่านี้ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

FINNOMENA FUNDS มองว่าเราเห็นแผนการพยุงตลาดหุ้นจากทางการจีนที่มีมาตรการคุมเข้มเกี่ยวกับการจำกัดซื้อขายอย่างต่อเนื่อง และมาตรการช่วยเหลือออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในอนาคต จะเป็นสัญญาณของการกลับมาฟื้นตัวได้ เมื่อพิจารณาถึงระดับ valuation ของดัชนี CSI 300 ที่มี 12-m forward PE ที่ 9.8 เท่า หรือ -1.5 S.D. ขณะที่ดัชนี Hang Seng มี 12-m forward  PE ที่ 7.3 เท่า หรือ -2.5 S.D. เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี และมีการปรับตัวลงมากที่สุดในรอบ 5 ปีและ 10 ปีตามลำดับ เรายังแนะนำทยอยสะสมในกองทุน K-CHINA-A และ ABCA-A สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและยังมีสัดส่วนหุ้นจีนในพอร์ตไม่มาก

จัดทำโดยบลป. เดฟินิทสำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)

กระตุ้นแล้วกระตุ้นอีก! นายกฯ จีน ย้ำใช้ยาแรง แถม PBoC จีนจ่อลดดอกเบี้ยบ้าน

FINNOMENA Editor
เซี่ยงไฮ้ หุ้น ดัชนี

ล่าสุด จีนแสดงท่าทีจริงจังต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดย หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน แถลงต่อ ครม. ว่า ต้องออกนโยบายที่รุนแรงและเป็นรูปธรรม เพื่อกระตุ้นความมั่นใจในเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น

ที่ผ่านมาจีนออกมาตรการกระตุ้นไปแล้วหลายครั้งนับแต่ต้นปี ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกองทุนพยุงหุ้นและเสริมสภาพคล่องด้วยการลด RRR โดยล่าสุด PBoC ได้ปรับลด LPR หรืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี ประเภท 5 ปี เพิ่มเติม จาก 4.20% สู่ระดับ 3.95% 

FINNOMENA FUNDS มองว่า จากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กำไรของตลาดหุ้นจีนจะเติบโตประมาณ 15 – 20% ในปีนี้และปีหน้า ทำให้ระดับ P/E อยู่ที่ระดับ 7 เท่า ถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโต จึงแนะนำทยอยสะสมกองทุน MEGA10CHINA-A ภายใต้กรอบ FundTalk Call

นโยบายการลงทุนของ MEGA10CHINA-A 

  • ลงทุนใน 10 บริษัทที่ทรงอิทธิพลของจีน ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง
  • ลงทุนในบริษัทที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่ มีสภาพคล่องสูง 
  • เลี่ยงบริษัทที่รัฐบาลจีนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะมองเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยง
  • เน้นความเป็นผู้นำในด้านตราสินค้า (Brand Value) ในกลุ่ม TOP/BEST CHINESE BRANDS จากการจัดอันดับโดยบริษัทที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในเรื่องของการจัดอันดับดังกล่าว

รีวิวกองทุน MEGA10CHINA

ภาพ: การลงทุนของกองทุน MEGA10CHINA-A Source: TALISAM as of 26/01/2024

อ้างอิง


คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ FINNOMENA FUNDS ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในกรอบระยะเวลาตามวัตถุประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกันตามคำแนะนำ | บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT

รีวิวกองทุน KKP EMXCN ไม่มีจีนแล้ว!!! จะปังกว่ากองทุน EM หรือไม่?

Premarket Channel
รีวิวกองทุน KKP EMXCN ไม่มีจีนแล้ว!!! จะปังกว่ากองทุน EM หรือไม่?

หลังห่างหายไปนาน 5-6 ปี Emerging Markets ก็กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง เมื่อตลาดหุ้นของหลายประเทศในกลุ่มนี้ร้อนแรงทั้งผลตอบแทนและผลประกอบการ เช่น อินเดีย ไต้หวัน เกาหลีใต้ แต่ก็ยังมีอีกประเทศขนาดใหญ่อย่างจีนที่ร่วงต่อเนื่องตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา สร้างปัญหาให้ดัชนี MSCI Emerging Markets ไม่น่าสนใจ

จึงเป็นที่มาของดัชนี MSCI Emerging Markets ex China ซึ่ง บลจ. เกียรตินาคินภัทร เปิด IPO กองทุนที่ลงทุนในดัชนีดังกล่าวเป็นกองทุนแรกของประเทศ ชื่อว่า KKP EMXCN ไปเมื่อต้นเดือน ก.พ. 2024 ที่ผ่านมา

ทำไมต้องมีดัชนี MSCI Emerging Markets ex China

รีวิวกองทุน KKP EMXCN ไม่มีจีนแล้ว!!! จะปังกว่ากองทุน EM หรือไม่?

Source: MSCI

ดัชนี MSCI Emerging Markets มีสัดส่วนหุ้นประเทศจีน 24.87% ตามด้วยอินเดีย 17.98% ไต้หวัน 16.61% เกาหลีใต้ 12.24% บราซิล 5.73% และอื่น ๆ 22.57%

รีวิวกองทุน KKP EMXCN ไม่มีจีนแล้ว!!! จะปังกว่ากองทุน EM หรือไม่?

Source: The Economist

ถ้าหุ้นจีนปรับตัวลงแรงราว 60% แต่หุ้นส่วนที่เหลือปรับตัวขึ้นรวม 10% รวมแล้วดัชนี MSCI Emerging Markets จะลดลง 7% นั่นแสดงว่าสัดส่วนหุ้นจีนที่สูงมากถึง 1 ใน 4 ของดัชนี มีอิทธิพลมากเกินไปโดยเฉพาะช่วงตลาดหุ้นจีนเป็นขาลง

ประกอบกับโครงสร้างประชากรและขนาดเศรษฐกิจของประเทศจีน เป็นเหตุให้มีการสร้างดัชนี MSCI Emerging Markets ex China

รีวิวกองทุน KKP EMXCN ไม่มีจีนแล้ว!!! จะปังกว่ากองทุน EM หรือไม่?

Source: pionline.com

ทีนี้ลองเทียบดูผลตอบแทนและความผันผวนย้อนหลัง 10 ปีของดัชนี MSCI China กับ MSCI Emerging Markets ex China จะพบว่าดัชนี MSCI Emerging Markets ex China ทำผลตอบแทนต่อปีดีกว่า MSCI China แต่มีความผันผวนต่ำกว่า

ส่องความน่าสนใจประเทศกลุ่ม Emerging Markets

รีวิวกองทุน KKP EMXCN ไม่มีจีนแล้ว!!! จะปังกว่ากองทุน EM หรือไม่?

Source: S&P Global

ดัชนี PMI ของกลุ่ม Emerging Markets ยืนเหนือระดับ 50 จุด มาตลอดปี และเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2023 ชี้ว่ามองไปข้างหน้าเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัว แถมดัชนี PMI ฝั่ง Developed กลับมายืนเหนือ 50 จุด อาจเป็นปัจจัยที่วนกลับมาหนุนเศรษฐกิจ Emerging Markets อีกแรง

รีวิวกองทุน KKP EMXCN ไม่มีจีนแล้ว!!! จะปังกว่ากองทุน EM หรือไม่?

Source: Focuseconomics

Focuseconomics เผยคาดการณ์ GDP ปี 2024 ของประเทศในกลุ่ม Emerging Markets พบว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียถูกคาดว่าจะเติบโตมากที่สุด นำโดยอินเดียที่ 6.3% อินโดนิเซีย 4.9% จีน 4.6% ส่วนฝั่งละตินอเมริกายังไม่น่าประทับใจมาก ประเทศเวเนซูเอล่าถูกคาดว่าจะเติบโตมากที่สุดยังอยู่แค่ระดับ 4.8% ต่อด้วยชิลีที่ 1.8%

รีวิวกองทุน KKP EMXCN ไม่มีจีนแล้ว!!! จะปังกว่ากองทุน EM หรือไม่?

Source: KraneShares

ทีนี้ฝั่งตลาดหุ้นจะตอบรับอย่างไรต่อเศรษฐกิจจริงกันบ้าง? นักวิเคราะห์คาดว่าปี 2024 รายได้ของทั้งกลุ่ม Emerging Markets จะเพิ่มขึ้น 19.3% กลุ่ม EM Asia เพิ่มขึ้นถึง 23.30% ส่วน LATAM เพิ่มขึ้นเพียง 7.2%

ประเทศที่เด่นคงหนีไม่พ้นอินเดียที่คาดว่ารายได้ปี 2023 จะเพิ่มขึ้น 11.2% ต่อด้วยปี 2024 เพิ่มอีก 18.0% ด้านจีนแม้คาดว่าปี 2024 จะเพิ่มขึ้น 14.0% แต่ว่ากันตามตรงนักลงทุนยังขาดความเชื่อมั่นต่อจีน ภาพข้างหน้าอาจไม่ค่อยสดใส

ส่วนไต้หวันและเกาหลีใต้ที่แม้ปี 2024 จะมีรายได้เติบโตเด่นไม่แพ้ใคร แต่น่าสังเกตุว่าปี 2023 ก็หดตัวแรงไม่เป็นรองใครเหมือนกัน เป็นเพราะทั้งสองประเทศต่างมีบริษัทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ครองตลาด ซึ่งปี 2023 เป็นปีที่อุตสาหกรรมซบเซา

ประเด็นหนี้ที่เคยเป็นปัญหา ดูดีขึ้นมาก

รีวิวกองทุน KKP EMXCN ไม่มีจีนแล้ว!!! จะปังกว่ากองทุน EM หรือไม่?

Source: The Emerging Markets Investor

ถ้าใครอยู่ในตลาดลงทุนมาประมาณ 5-6 ปี คงต้องเคยเจอปัญหาหนี้ของกลุ่ม Emerging Markets สูง แต่รอบนี้หลังเจอ COVID-19 แม้จะก่อหนี้เพิ่มก็จริง แต่เศรษฐกิจกลับเติบโตเร็วกว่า ส่งผลให้ Total Debt / GDP ลดลง เลยเห็นว่าถึง Fed จะขึ้นดอกเบี้ยเร็วแค่ไหน ก็ไม่ค่อยมีข่าวปัญหาหนี้เหมือนรอบก่อนแล้ว

ส่องกองทุน KKP EMXCN มีอะไรน่าสนใจบ้าง?

บลจ. เกียรตินาคิน เปิดตัวกองทุน KKP EMXCN-UH และ KKP EMXCN-H ที่ไปลงทุนในกองทุนหลัก  iShares MSCI Emerging Markets ex China กระจายลงทุนใน 23 ประเทศทั่วโลกตามดัชนี MSCI Emerging Markets ex China

รีวิวกองทุน KKP EMXCN ไม่มีจีนแล้ว!!! จะปังกว่ากองทุน EM หรือไม่?

สัดส่วนประเทศและอุตสาหกรรมที่กองทุน iShares MSCI Emerging Markets ex China ลงทุน
Source: BlackRock ณ วันที่ 12 ก.พ. 2567

ในเมื่อไม่มีจีนแล้ว อินเดียก็ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในดัชนี ตามด้วยไต้หวัน และเกาหลีใต้ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีการเติบโตเด่นในปี 2024 ด้านอุตสาหกรรมก็เรียกว่าแปลกตาเหมือนกัน เพราะจากที่เคยเข้าใจว่าประเทศ Emerging Markets มักเป็นอุตสาหกรรมเก่า แต่อุตสาหกรรมสัดส่วนใหญ่สุดในดัชนีกลับเป็น Information Technology ค่อยตามด้วย Financials

รีวิวกองทุน KKP EMXCN ไม่มีจีนแล้ว!!! จะปังกว่ากองทุน EM หรือไม่?

สัดส่วนหุ้นที่กองทุน iShares MSCI Emerging Markets ex China ลงทุน
Source: BlackRock ณ วันที่ 12 ก.พ. 2567

และก็เป็นหุ้นเติบโตจาก 2 บริษัทชั้นนำแห่งโลกอิเล็กทรอนิกส์และชิปอย่าง TSMC และ Samsung ที่เข้ามาผสมผสานการเติบโตไปกับกลุ่มธนาคารและเทคโนโลยีจากอินเดีย สอดแทรกด้วยหุ้นชั้นนำจากประเทศอื่นๆ ใน Emerging Markets เรียกว่าเป็นดัชนีคัดหุ้นเติบโตมาเน้นๆ ทั้งจากฝั่ง Growth และ Cyclicals

ถ้าทางการจีนยังไม่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง และเรียกความเชื่อมั่นกลับมาให้เร็วที่สุด ซึ่งใช้เวลาอีกสักพักแน่นอน ดังนั้นปีนี้ดัชนี MSCI Emerging Markets ex China มีโอกาสปังกว่า MSCI Emerging Markets

ถ้านักลงทุนท่านใดสนใจลงทุนก็มีให้เลือกทั้งคลาสไม่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน KKP EMXCN-UH และป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน KKP EMXCN-H

ที่สำคัญการลงทุนไม่ว่าจะดีแค่ไหน ย่อมมีความเสี่ยงเสมอ ดังนั้นบริหารสัดส่วนเงินลงทุนให้เหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้ และมีแผนการลงทุนและหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอ

————————————————-

Premarket Channel

Facebook: www.facebook.com/premarketchannel?mibextid=ZbWKwL

Youtube: www.youtube.com/@premarketchannel


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

วัดทุกมิติ “จีน” ปะทะ “อินเดีย” นาทีนี้ใครคือผู้ชนะ?

FINNOMENA FUNDS
หุ้นจีนหรืออินเดีย

จีนและอินเดียเป็น 2 ตลาดหุ้นที่กำลังถูกจับมาอย่างมากในตอนนี้ ด้วยการเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชีย แต่ภาพการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นกลับสวนทางกัน 

โดยที่ตลาดหนึ่งวิ่งเป็นขาขึ้น แพงแล้วก็ยังแพงได้อีก จนน่าดึงดูดให้เข้าไปตามเทรนด์อย่างมาก ในขณะที่อีกตลาดกำลังพยายามหลุดพ้นจากแนวโน้มขาลง และมีมูลค่าที่ถูกจนไม่กล้ามองข้าม 

บทความนี้ FINNOMENA FUNDS เลยจะมาฉายภาพให้เห็นกันแบบชัด ๆ ปะทะกันทีละประเด็น หุ้นจีน vs หุ้นอินเดีย ตลาดไหนน่าสนใจกว่ากัน

น้ำหนักการลงทุนใน MSCI

หุ้นจีนหรืออินเดีย  Source: Reuters, Nuvama, MSCI as of 13/02/2024

ประเด็นแรกที่จุดให้จีนและอินเดียได้รับความสนใจขึ้นมาพร้อม ๆ กัน นั่นคือการที่ MSCI ประกาศเพิ่มน้ำหนักหุ้นอินเดียใน Global Standard Index จำนวน 5 ตัว และถอนหุ้นจีนออก 66 ตัว

ทำให้อินเดียมีน้ำหนักการลงทุนในดัชนี MSCI EM Index สู่ระดับ 18.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนหุ้นจีนแม้จะยังมีน้ำหนักมากที่สุด แต่ถูกปรับลดลงมาเหลือ 25.4%

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะมีกระแสเงินไหลเข้าตลาดหุ้นอินเดียราว 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการเพิ่มน้ำหนักรอบนี้ของ MSCI 

การเติบโตทางเศรษฐกิจ

หุ้นจีนหรืออินเดียSource: IMF as of Oct 2023

เมื่อวัดกันที่ Macro Factor พบว่า IMF คาด Real GDP Growth ปี 2024 ของอินเดียอยู่ที่ 6.3% และจีนอยู่ที่ 4.2% เท่ากับว่าอินเดียโตแกร่งกว่าจีนถึง 2.1% 

ชัดเจนแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวของอินเดียที่สูงกว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจาก Manufacturing PMI และ Service PMI ที่แข็งแกร่ง ประกอบกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคอินเดียฟื้นตัวต่อเนื่อง 

ฟากจีนกลายเป็นว่าไม่ได้เติบโตหวือหวาเหมือนในอดีตแล้ว แต่ก็ยังมีความหวังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ของรัฐบาลที่สามารถหยิบออกมาใช้ได้ทุกเมื่อ ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดขึ้นตอนไหนเท่านั้น

อย่างไรก็ดี Manufacturing PMI ของจีนกลับมาอยู่เหนือโซน 50 ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคแม้ช่วงที่ผ่านมาจะซึม ๆ แต่หลังปิดยาวตรุษจีน จะเห็นตัวว่าตัวเลขเหมือนจะฟื้นแล้ว ทั้งการเดินทางและการจับจ่ายใช้สอยที่คึกคัก

ภาพโครงสร้างระยะยาว

หุ้นจีนหรืออินเดียSource: Finnomena Funds, Macrobond, MoS&PI, NBS as of 16/2/2024

ยกต่อมาเป็นเรื่องของโครงสร้างระยะยาว ก็บอกว่าอินเดียยังมีความได้เปรียบ ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนวัยทำงานของอินเดียที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับจีนที่ลดลง ซึ่งสัดส่วนวัยแรงงานอินเดียกำลังแซงจีนภายใน 2030 หลังจากที่ก่อนหน้านี้จำนวนประชากรทั้งหมดอินเดียแซงจีนไปแล้ว

ในขณะเดียวกันจีนยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องหนี้นอกภาคการเงินที่เยอะกว่า โดยปริมาณหนี้ต่อ GDP เท่ากับ 310% อินเดียอยู่ที่ 180% รวมทั้งเรื่อง Geopolitical Risk ซึ่งกดดันจีนมาโดยตลอด

หุ้นจีนหรืออินเดียSource: Nuvama, Finnomena Funds as of 16/2/2024

นอกจากนี้ ทั้ง 2 ประเทศมีสัดส่วนในอุตสาหกรรมแตกต่างกันชัดเจน โดยอินเดียมีสัดส่วนธนาคารและเทคโนโลยีสูงกว่า จีนมีสัดส่วนใน Consumer Discretionary และ Communication Service กว่าครึ่ง

Valuation ตลาดหุ้น

หุ้นจีนหรืออินเดีย

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 16/2/2024

มาถึงปัจจัยสำคัญอย่าง Valuation ซึ่งเป็นตัวแปรที่หุ้นจีนดูจะชนะแบบขาดลอย เพราะทั้งหุ้นจีน A-Share หรือฮ่องกง H-Share ต่างถูกแล้วถูกอีก อยู่ในจุด Deep Discount Valuation หากลงทุน 12 เดือน มีโอกาสขาดทุนน้อยกว่า

ปัจจุบัน PE ของ MSCI China อยู่ที่ 8.6x HSI อยู่ที่ 7.5x ส่วน MSCI India สูงถึง 22.3x ซึ่ง Valuation ที่ไม่เคยถูกของหุ้นอินเดียนี่แหละ เป็นสิ่งที่หลายคนยังคิดไม่ตกว่าจะเข้าลงทุนกับตลาดแห่งนี้ดีไหม

กองทุนแนะนำ

หุ้นจีนหรืออินเดียSource: Finnomena Funds, Bloomberg as of 16/2/2024

กองทุนจีนแนะนำ ABCA-A K-CHINA-A(A) MEGA10CHINA-A

หุ้นจีนหรืออินเดียSource: Finnomena Funds, Bloomberg as of 16/2/2024

กองทุนอินเดียแนะนำ B-BHARATA TISCOINA-A

หุ้นจีนหรืออินเดีย

รับชม LIVE ย้อนหลังแบบเต็ม ๆ

ศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ FINNOMENA FUNDS ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ : Promotion กองทุนเปิด แอล เอช ยูเอส อิควิตี้ (LHUS) IPO : วันที่ 19 – 27 กุมภาพันธ์ 2567

FINNOMENA Editor

บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ขอแจ้งเปลี่ยนแปลง Promotion สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุน LHUS ในช่วงเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) 19 – 27 กุมภาพันธ์ 2567 ใหม่ดังนี้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ถ้าเราทํางานจนเกษียณ เราจะได้อะไรบ้าง?

Finspace
ถ้าเราทํางานจนเกษียณ เราจะได้อะไรบ้าง?

มนุษย์เงินเดือน ทำงานบริษัทเอกชน เคยลองคิดกันไหมว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องเกษียณอายุ เงินเก็บระหว่างทำงานอยู่ตอนนี้จะพอหรือเปล่า

เอาเป็นว่า… ก่อนอื่นลองมาสำรวจกันดูว่าสวัสดิการที่มนุษย์เงินเดือนจะได้รับหลังเกษียณมีอะไรบ้าง เพื่อที่จะรู้คร่าว ๆ หลังจากหยุดทำงานไปแล้ว การอาศัยแค่เงินส่วนนี้จะพอใช้มั้ย ถ้าคิดว่ายังไงก็คงไม่พอ จะได้รีบวางแผนเก็บเงินทัน

3 เงินชดเชยหลังเกษียณ

1. เงินบำนาญประกันสังคม

ถ้าเราทํางานจนเกษียณ เราจะได้อะไรบ้าง?

สวัสดิการขั้นพื้นฐานของมนุษย์เงินเดือนทุกคน ซึ่งการที่เราจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน นอกจากจะได้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลแล้ว ยังมีส่วนหนึ่งที่เก็บไว้เป็นเงินเงินบำเหน็จบำนาญยามเกษียณอีกด้วย โดยมีเงื่อนไข ดังนี้

จะได้รับเงินบำนาญเมื่อ

  • จ่ายเงินเข้ากองทุนไม่น้อยกว่า 180 เดือนหรือ 15 ปี
  • กรณีจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน จะได้เงินบำนาญเพิ่ม 1.5% ต่อปี
  • อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
  • สูตรคำนวณเงินบำนาญต่อเดือน = ค่าจ้างเฉลี่ย* x [ 20 + (1.5 x (จำนวนปีที่สมทบ – 15))] / 100
    *ค่าจ้างเฉลี่ยฐานคำนวณไม่เกิน 15,000 บาท

แต่กรณีที่จ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน จะได้รับเป็นเงินบำเหน็จแทน

2. เงินชดเชยเลิกจ้าง

ถ้าเราทํางานจนเกษียณ เราจะได้อะไรบ้าง?

ตาม พรบ. คุ้มครองแรงงาน การเกษียณอายุไม่ได้เป็นการเลิกจ้างโดยสมัครใจ แต่เพราะเราอายุเกินข้อกำหนดในการทำงาน ดังนั้นจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยรายได้จากบริษัทตามกฎหมาย

3. เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

ถ้าเราทํางานจนเกษียณ เราจะได้อะไรบ้าง?

เมื่ออายุ 60 ปี สามารถไปลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพได้ที่ สำนักงานเขต กทม., อบต. หรือเทศบาล โดยที่ทุกคนจะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นรายเดือนไปตลอดชีวิต และเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันไดตามช่วงอายุ

FinSpace

ที่มาบทความ: https://www.finspace.co/%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%93/