แจ้งเตือน

กดติดตามรายการใหม่ Morning Brief ทางช่อง FB Page : The Opportunity

FINNOMENA Reporter

พบรายการใหม่ Morning Brief

“สรุปข่าวสำคัญ เพื่อไม่พลาดทุกโอกาสด้านการลงทุน”
ทางช่อง FB Page : The Opportunity
 
ไลฟ์สดทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.00 – 9.00 น.
 
ปล. รายการ The Opportunity วันจันทร์ ก็มา Live ช่องนี้ด้วยนะเวลาเดิม 14.00 น.

Common Green Podcast EP1 : เมื่อ “Adidas” หันมาจริงจรังกับปัญหาขยะพลาสติกทางทะเล

FINNOMENA Podcast

รายการที่จะมาลัดเลาะเรื่องราวของธุรกิจที่จะพลิกอนาคต ด้วยโมเดลธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เทรนด์ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไร ติดตามใน Common green ได้เลย


Common Green Podcast EP1 : เมื่อ “Adidas” หันมาจริงจรังกับปัญหาขยะพลาสติกทางทะเล

7 ล้านตัน คือปริมาณขยะพลาสติกและของเสียที่ถูกทิ้งลงทะเลในแต่ละปี
58 ล้านตัน คือปริมาณขญะพลาสติกและของเสียที่คาดการณ์กันว่าจะถูกทิ้งลงทะเลในอีก 10 ปีข้างหน้า
และอีก 30 ปีข้างหน้า จะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลาในมหาสมุทร

หากการผลิตพลาสติกและแนวโน้มการกำจัดของเสียยังคงดำเนินเช่นปัจจุบัน จะมีพลาสติกปริมาณ 1.2 หมื่นล้านตันที่ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม หรือมีน้ำหนักเทียบเท่ากับวาฬสีน้ำเงิน 100 ล้านตัว หรือคิดเป็น 5,000 เท่าของประชากรวาฬสีน้ำเงินที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้

ผลกระทบจากขยะพลาสติกเหล่านี้ ส่งผลเสียต่อสัตว์ทะเลเป็นอย่างมาก เมื่อสัตว์ที่อาศัยอยู่ในทะเลกินชิ้นส่วนของพลาสติกเข้าไป พลาสติกชิ้นจะเข้าไปกีดขวางลำไส้ และรบกวนระบบย่อยอาหารของสัตว์ UNESCO ประมาณการณ์ว่าในแต่ละปีมีนกทะเลราว 1 ล้านตัวและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลราว 100,000 ชีวิต ตายจากการกินพลาสติกเข้าไปและไปรบกวนระบบย่อยอาหารและติดค้างในกระเพาะอาหารและลำไส้

End Plastic Waste 2024: เมื่อ Adidas ตั้งเป้าลดเลิกขยะพลาสติกทั้งหมด

เนื่องด้วยผลกระทบจากขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งลงทะเลและมหาสมุทร Adidias บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกด้านผลิตภัณฑ์กีฬา ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้เป็นอย่างดี โดยในแต่ละปีอาดิดาส ผลิตรองเท้ากีฬามากกว่า 400 ล้านคู่ และถ้ารวมเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์กีฬาอื่น ๆ จะมีมากกว่า 900 ล้านชิ้นต่อปี ซึ่งจำนวนการผลิตที่สูงขนาดนี้ ย่อมก่อให้เกิดขยะพลาสติกจำนวนมาก

คุณ Jame Carnes รองประธานฝ่ายกลยุทธ์แบรนด์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อไว้ว่า “เรารู้ว่าพลาสติกเป็นวัสดุส่วนใหญ่ที่เราใช้ในการผลิตเสื้อผ้า และรองเท้ากีฬา” ดังนั้นแล้ว “เราจึงตัดสินใจที่จะออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อขยะพลาสติกที่เราผลิตขึ้นมาเหล่านี้” ด้วยเหตุนี้เอง อาดิดาสจึงหันมาเอาจริงเอาจรังกับการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกทางทะเล เริ่มตั้งแต่การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อรองรับการรีไซเคิลในอนาคต ไปจนถึงการผลิตเสื้อผ้า และรองเท้ากีฬาจากขวดขยะพลาสติกที่เก็บจากชายหาดและในมหาสมุทร

ในปี 2015 อาดิดาส ได้จับมือกับองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ไม่แสวงหาผลกำไร “Parley for the Oceans” เพื่อริเริ่มโปรเจกต์การผลิตเสื้อผ้า และรองเท้ากีฬาจากขวดพลาสติกที่ถูกทิ้งตามริมชายหาดและทะเล ซึ่งขวดพลาสติกเหล่านี้ เป็นขวดพลาสติกที่มีโพลีเอสเตอร์ หรือที่เรียกกันว่า PET ซึ่งโพลีเอสเตอร์เป็นเส้นใยสังเคราะห์ที่สามารถนำมาทำเป็นเสื้อผ้า และรองเท้ากีฬาได้ โดยวิธีการผลิตรองเท้าจากขยะพลาสติก จะเริ่มจากการที่ Parley เก็บขยะพลาสติกจากพื้นที่ชายหาดทะเล เช่นใน เกาะมัลดีฟส์ หรือฮาวาย จากนั้นจะถูกส่งไปเข้าขบวนการบีบอัด และย่อยให้เป็นเศษเล็ก ๆ เพื่อนำมาผลิตเป็นเส้นใยสังเคราะห์ และนำมาผลิตเป็นเสื้อผ้าและรองเท้ากีฬา โดยในปี 2015 Adidas และ Parley for the Ocean ได้ผลิตรองเท้าจากขยะพลาสติกเหล่านี้จำนวน 7,000 คู่ เพิ่มเป็น 1 ล้านคู่ในปี 2017 และ 11 ล้านคู่ในปี 2019 และปี 2020 ที่ผ่าน ก็ผลิตได้มากกว่า 15 ล้านคู่

นอกจากรองเท้ากีฬาแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ทางกีฬาอีกหลากหลายชิ้น ที่ผลิตขึ้นจากขยะพลาสติกทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นเสื้อฟุตบอลทีมดังระดับโลกอย่าง FC Bayern Munic เสื้อฟุตบอลใน Major League ของสหรัฐอเมริกา เสื้อทีมเบสบอล และเสื้อทีมรักบี้ เป็นต้น

นอกจากอาดิดาสจะนำขยะพลาสติกมาใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ของแบรนด์แล้ว ในส่วนของช็อปอาดิดาสเองยังสามารถหยุดการสร้างขยะพลาสติกได้สูงถึง 40 ตันในปี 2018 และตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา ช็อปอาดิดาสก็ได้เลิกใช้ถุงพลาสติกแล้วโดยสิ้นเชิง

Adidas : เป้าหมายใหญ่คือการย่อยสลายได้เองของผลิตภัณฑ์กีฬา

เพื่อที่จะเอาจริงเอาจรังกับการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกล้นทะเล อาดิดาสตั้งเป้าหมายการจัดการขยะพลาสติกไว้สามสเต็ปด้วยกัน

สเต็ปแรกคือการ เพิ่มจำนวนการผลิตเสื้อผ้าและรองเท้ากีฬา ด้วยขยะพลาสติกรีไซเคิลในปี 2024
โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าในปี 2024 โพลีเอสเตอร์ที่บริษัทใช้ทั้งหมด จะต้องนำกลับมารีไซเคิลได้อีกครั้ง และในปัจจุบันอาดิดาสได้ริเริ่มการติดป้ายสัญลักษณ์ ซึ่งจะเป็นการบอกว่าโพลีเอสเตอร์ที่นำมาผลิตเสื้อผ้าและรองเท้ากีฬา มาจากไหน โดยผลิตภัณฑ์ที่มีป้ายติดว่า Prime Green จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้โพลีเอสเตอร์จากขยะพลาสติกรีไซเคิล ขณะที่ถ้าเป็น Prime Blue จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้โพลีเอสเตอร์จากขยะพลาสติกในมหาสมุทร

ส่วนสเต็ปที่สองคือ การผลิตผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำมารีไซเคิลใหม่ได้ในปี 2030 โดยมีการริเริ่มโปรเจกต์ที่มีชื่อว่า FUTURECRAFT.LOOP” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Made To Be Remade” ซึ่งใช้วัสดุที่ทำมาจาก “เทอร์โมพลาสติก โพลียูรีเทน (TPU) โดยทุกชิ้นส่วนของรองเท้าสามารถนำกลับไป “รีไซเคิลได้ 100%” จึงเป็นรองเท้ากีฬาที่ไม่ก่อให้เกิดขยะ (Zero Waste) และถือเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมสินค้ากีฬาครั้งใหญ่ที่สามารถคิดค้นรองเท้ากีฬาที่ทุกองค์ประกอบนำกลับไปรีไซเคิลได้ทั้งหมด

Eric Liedtke ผู้บริหาร Adidas เคยให้สัมภาษณ์ในประเด็นดังกล่าวไว้ว่า “หลังจากที่เราทุกคนทิ้งรองเท้าไปแล้วรองเท้าคู่นั้นก็จะไปอยู่ในพื้นที่ฝังกลบขยะหรืออยู่ในเตาะเผาเพื่อทำลายแต่การกำจัดขยะด้วยวิธีการดังกล่าวสร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมรวมไปถึงปัญหาขยะพลาสติกในมหาสมุทร” เพราะฉะนั้นเป้าหมายต่อของอาดิสดาส คือต้องการกำจัดปัญหาขยะจากการบริโภคหรือใช้สินค้าด้วยการคิดค้นนวัตกรรมการผลิตและสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคสวมใส่รองเท้าที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลโดยที่ประสิทธิภาพของรองเท้าต้องดีขึ้น

และสเต็ปสุดท้าย คือการผลิตผลิตภัณฑ์กีฬาที่สามารถย่อยสลายได้เอง โดยสเตปนี้ Adidas ไม่ได้มีการตั้งเป้าปีที่บรรลุไว้ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ Adidas อยากไปให้ถึง เพราะถ้าเสื้อผ้า หรือผลิตภัณฑ์กีฬาต่าง ๆ สามารถย่อยสลายได้เอง ก็จะไม่มีของเสีย หรือขยะพลาสติกลงสู่ท้องมหาสมุทรนั่นเอง

Run For The Ocean : วิ่งการกุศล ลดขยะพลาสติกทางทะเล

นอกการผลิตเสื้อผ้าและรองเท้ากีฬาที่มาจากขยะพลาสติกในทะเลแล้ว ในปี 2017 อาดิดาสได้ร่วมมือกับ Parley เพื่อจัดกิจกรรม “Run For The Ocean” ขึ้น ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เชิญชวนให้นักวิ่งทั่วโลก ร่วมกันวิ่งเพื่อบริจาคเงินให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม โดยทุก ๆ หนึ่งกิโลเมตรจะต้องบริจาคเงินเป็นจำนวน 1 ดอลลาร์ กิจกรรมเกิดขึ้นในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น LA, New York, Shanghai, London, Berlin และเมืองอื่น ๆ อีกมากมาย โดยมีผู้เข้าร่วมวิ่งคิดเป็นจำนวนกิโลเมตรที่วิ่งกว่า 12 ล้านกิโลเมตร กิจกรรม Run For The Ocean ยังได้ขยายไปถึงการจัดพิพิธภัณฑ์ที่แสดงถึงผลกระทบของขยะพลาสติกในมหาสมุทรต่อสิ่งแวดล้อม และในบางเมือง กิจกรรมนี้จะรวมถึงการวิ่งเก็บขยะตามชายหาด เพื่อรักษาชายหาดให้สะอาด ปลอดขยะพลาสติกที่จะไหลงลงสู่ท้องทะเล

เงินส่วนหนึ่งที่ได้รับบริจาคจากกิจกรรม Run For The Ocean จะถูกใช้สำหรับการจัดการโรงเรียนที่ชื่อว่า Parley Ocean School ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยมีจุดมุ่งหมายคือการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ รู้จักรักและหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นมากขึ้น

This Shoe Alone Will Not Save The Planet

เมื่อไม่นานมานี้ อาดิสดาสได้ออกแคมเปญที่สร้างความฮือฮารดับะหนึ่งกับแคมเปญที่ชื่อว่า “This Shoe Alone Will Not Save The Planet” โดยแคมเปญนี้ เป็นการนำเอารองเท้ารุ่นยอดฮิตอย่าง SuperStar, Stan Smith และ Continental 80 มาปักข้อความลงไป รองเท้าจากแคมเปญนี้จะทำมาจากหนังวีแกน โดยที่ 90 เปอร์เซ็นต์ของวัสดุมาจากยางธรรมชาติ และอีก 10 เปอร์เซนต์มาจากยางที่หมดอายุใช้งาน หรือถูกทิ้งเป็นของเสียแล้ว การปล่อยแคมเปญ “This Shoe Alone Will Not Save The Planet” อาจเป็นการสื่อสาร และสร้างความรับรู้ในวงกว้างว่า “การผลิตรองเท้าจากขยะของเสียอย่างเดียว” ไม่สามารถช่วยโลกได้ ถ้าปัญหาสิ่งแวดล้อมยังไม่ถูกหยิบยก และนำไปปฏิบัติกันอย่างกว้าง

เป็นเรื่องที่ต้องจับตากันต่อไปว่าภาคธุรกิจอื่น ๆ และโดยเฉพาะในธุรกิจกีฬาเอง จะออกมาขานรับเสียงเรียกร้องจากอาดิดาสมากแค่ไหนต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม

Kan Surakan

แหล่งที่มาข้อมูล :
https://www.fastcompany.com/90456454/inside-adidas-ambitious-plan-to-end-plastic-waste-in-a-decade
https://www.businessinsider.com/adidas-sneakers-plastic-bottles-ocean-waste-recycle-pollution-2019-8
https://www.forbes.com/sites/afdhelaziz/2018/10/29/the-power-of-purpose-how-adidas-will-make-1-billion-helping-solve-the-problem-of-ocean-plastic/?sh=691b1335d215
https://www.parley.tv/updates/adidasxparley
https://www.good.is/articles/good10-earth-issue-the-product-parley-adidas-for-the-ocean-plastic
https://www.gameplan-a.com/2020/06/the-adidas-sustainability-story-leading-the-change/
https://www.greenpeace.org/thailand/explore/protect/oceans/plastic-in-blue-oceans/
https://positioningmag.com/1246667


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

ธีมการลงทุนปี 2021 จาก MacroView

MacroView
ธีมการลงทุนปี 2021 จาก MacroView

ถือว่าเป็นธรรมเนียมของทุกต้นปี ที่ผมจะนำธีมการลงทุนที่คิดว่าท่านผู้อ่านน่าจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มาแบ่งปันกัน

ในปีนี้ ถือว่าพิเศษสุดเนื่องจากเหตุการณ์โควิด จึงทำให้ธีมการลงทุน ออกจะมีความเป็นลักษณะเฉพาะตัวในแง่ของความคิดเห็นมากกว่าทุกปี ดังนี้

DM over EM

น่าจะถือว่าเป็น Call ที่ออกจะสวนทางกับนักกลยุทธ์ส่วนใหญ่ ผมมองว่าแม้ว่าจะมีปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโตเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ (EM) อยู่ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกที่เติบโตดีขึ้นจากวัคซีนโควิด ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลง และ ราคาน้ำมันดิบที่ยังถือว่าไม่สูงมากเกินไปนัก ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดเกิดใหม่ ทว่าผมยังมองว่าตลาดเกิดใหม่จะดีขึ้นมากในปี 2022 มากกว่า ที่จะเป็นในปี 2021 ด้วยเหตุผลที่ว่าประเทศในตลาดเกิดใหม่โดยส่วนใหญ่ ยังน่าจะไม่สามารถฉีดวัคซีนโควิดให้กับประชากรในสัดส่วนที่จะทำให้เกิดภูมิต้านทานหมู่ (Herd Immunity) ได้ทันในปีนี้

สิ่งนี้จะส่งผลให้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในส่วนของภาคบริการ ซึ่งถือเป็นส่วนหลักของเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการท่องเที่ยว ยังไม่สามารถกลับมาได้ในระดับที่น่าพึงพอใจ เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากประเทศพัฒนาแล้ว (DM) ไม่อยากที่จะมาเที่ยวในประเทศตลาดเกิดใหม่โดยยังกลัวว่าจะติดโควิดอีก ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องยังคงไม่กลับมาคึกคักอย่างที่คาด แม้ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกน่าจะกลับมาเป็นบวกแล้วก็ตาม

Small Cap over Big Cap

ในปี 2021 มีสิ่งหนึ่งที่ได้เปลี่ยนไปในมิติของนโยบายการเงินและการคลังของสหรัฐ นั่นคือการโฟกัสไปที่บริษัทขนาดกลางและเล็ก ซึ่งถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดเน้นเป้าหมายการจ้างงานมากกว่าเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ โดยอย่างที่ทราบกันว่าบริษัทขนาดกลางและเล็กเป็นผู้จ้างงานหลักให้กับตลาดแรงงานสหรัฐ

อย่างไรก็ดี สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากโควิดนั้น ผู้ที่ได้ผลกระทบมากที่สุดกลับกลายเป็นบริษัทขนาดกลางและเล็ก ดังนั้นกระทรวงการคลังสหรัฐและเฟด ในปีนี้ จึงมุ่งเน้นการกระตุ้นทางเศรษฐกิจโดยให้ความช่วยเหลือไปยังบริษัทขนาดกลางและเล็กแบบเต็ม ๆ โดยปัจจัยนี้ ผมเชื่อว่าจะมีผลกระทบในเชิงบวกที่มีน้ำหนักค่อนข้างมากต่อหุ้นกลุ่ม Small Cap ของสหรัฐ

Renewable Energy persists

จากการที่นโยบายด้านพลังงานของโจ ไบเดน จะเน้นพลังงานสะอาดด้วยงบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงระยะเวลา 10 ปีต่อจากนี้ ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะผ่านสภาคองเกรสที่เป็น Blue Wave ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มพลังงานทางเลือกยังมีโอกาสจะขึ้นต่อไปได้อีก

โดยไบเดนเสนอให้มีการให้อัพเกรดอาคารที่เป็นตึกสูง 4 ล้านแห่งและบ้านที่อยู่อาศัย 2 ล้านหลังให้เป็นระบบพลังงานสะอาดในอีก 4 ปีข้างหน้า ผ่านการใช้วิธี Rebate ที่รัฐจะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะเท่ากับเป็นการสร้างงานใหม่อีก 1 ล้านตำแหน่ง ทั้งยังมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์ 500 ล้านหน่วยและกังหันลมแบบ Wind Turbine อีก 6 หมื่นหน่วย รวมถึงมีการสร้างสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ 5 แสนแห่งทั่วสหรัฐ ทั้งนี้ ไบเดนหวังว่าสหรัฐจะสามารถใช้พลังงานสะอาดแบบเต็มร้อยภายในปี 2035

Tech still rules

เทคโนโลยีสไตล์หุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐ ในตอนนี้ หลายคนมองว่ามีอิทธิพลที่รุนแรงเพียงพอเหมือนกับในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งหมายถึงการมาถึงของโทรศัพท์ ยานยนต์ และ ไฟฟ้า ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ได้ทำให้ระดับผลิตภาพของโลกในตอนนั้นสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด ในขณะที่ต้นทุนของการผลิตลดลงอย่างรวดเร็ว จนส่งผลให้อุปสงค์ของสินค้าเพิ่มขึ้นแบบล้นทะลักคลอบคลุมทุกรายอุตสาหกรรม โดยเกณฑ์ 3 ข้อในการที่จะตัดสินว่าเทคโนโลยีใดในขณะนี้ ว่าจะมีโอกาสจะก้าวมาเป็นจุดเปลี่ยนของเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตไว้ ดังนี้

1. ต้องสามารถต้นทุนลดลงแบบเยอะ ๆ เพื่อที่จะทำให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นส่งต่อกันในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นแบบระลอกคลื่น โดยเมื่อเทคโนโลยีได้ก้าวกระโดดผ่านจุดๆหนึ่ง ตลาดของสินค้าและบริการที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวก็จะเติบโตทั้งแนวกว้างและหลากหลายชนิดเป็นอย่างมาก โดยกฎของ Wright ที่ระบุว่ายิ่งสินค้าผลิตเยอะ ต้นทุนก็จะถูกลงอย่างรวดเร็วในการทำความเข้าใจขอบเขตของเทคโนโลยีที่เป็นจุดกำเนิดของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

2. เทคโนโลยีต้องสามารถตัดข้ามรายอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในระดับที่มีนัยต่อเศรษฐกิจ จะทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถตอบโจทย์ของลูกค้าหลายส่วนเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยงที่มีต่อความเสี่ยงด้านวัฏจักรธุรกิจ

3. ต้องสามารถทำหน้าที่เป็นเหมือนแพลตฟอร์มเพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ อีกมากมาย โดยแพลตฟอร์มนี้ จะส่งผลให้เกิดกรณีศึกษาที่จะนำไปใช้งานได้อีกมากอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง

ซึ่งผมมองว่าหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐถือว่าผ่านหลักเกณฑ์ดังกล่าว และด้วยพลังดังกล่าว ผมมองว่าน่าจะทำให้หุ้น Tech ในสหรัฐ รวมถึงจีนและยุโรปในบางส่วน จะยังคงสามารถให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีในปี 2021

Europe is wildcard 

หากจะมีภูมิภาคที่จะมีเซอร์ไพรส์ในเชิงบวก ผมมองว่าน่าจะเป็นยุโรป เนื่องจากภาพในทางภูมิรัฐศาสตร์ถือว่าดีขึ้นกว่าปีที่แล้วมาก จากการที่ไบเดนขึ้นมาเป็นผู้นำสหรัฐ ซึ่งจะทำให้การค้าระหว่างประเทศและความร่วมมือในมิติต่างๆเกิดขึ้นได้อย่างหลากหลายใน 4 ปีข้างหน้า รวมถึงโควิดที่รุนแรงในช่วงนี้ น่าจะดีขึ้นในช่วงตั้งแต่ไตรมาสที่สาม ปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลบวกต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปที่น่าจะดีขึ้นมาในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงตลาดหุ้นยุโรปก็น่าจะได้อานิสงส์ที่ดีตามไปด้วย

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/651835

Lattice Semiconductor: หุ้น Chip Maker Turnaround กว่า 500% อีกตัวที่น่าจับตา

BottomLiner
Lattice Semiconductor: หุ้น Chip Maker Turnaround กว่า 500% อีกตัวที่น่าจับตา

หากถามว่ามีบริษัทผู้ผลิตชิปไหน ที่มีเทคโนโลยีเบอร์ต้น ๆ ของโลก และอยู่ใน Megatrend 5G, Internet of Things (IoTs), AI Edge Computing เช่น รถยนต์ไร้คนขับ แต่ยัง Market Cap เล็กกระทัดรัด เทียบกับคู่แข่งอื่น ๆ หนึ่งในตัวเลือกคงจะหนีไม่พ้น Lattice Semiconductor (LSCC)

เห็นครั้งแรกวิ่งแรงนึกว่าหุ้นปั่น Market Share ก็สู้เค้าไม่ได้ แต่พอศึกษาดี ๆ แล้วไม่ใช่เลย เพราะ LSCC เป็นผู้นำตลาด FPGA ในฝั่ง Low End และถือว่ามียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก (ในเชิง Volume) ขายไปแล้วกว่า 1,000 ล้านชิ้น ใน 4 ปีที่ผ่านมา

FPGA คือ Field Programmable Gate Array เรียกภาษามนุษย์เราว่าชิปที่โปรแกรมทีหลังได้ เปลี่ยนไปมาได้ ไม่ต้องง้อโรงงาน

แต่พูดว่า FPGA เดี๋ยวนี้ไม่มีใครขาย FPGA กันทื่อ ๆ แล้ว เค้าทำเป็นสินค้าพร้อมใช้งานกันเรียบร้อย เพื่อใช้ใน IoTs และ AI ในส่วนของ Edge Computing โดยเฉพาะตรง 5G นั้นจะทำเป็นสินค้าออกมาเลยตอบโจทย์ตามการใช้งาน เช่นเพื่อใช้ใน Beamforming, Network Slicing อะไรพวกนี้

คำว่า Low End นั้น ดูเหมือนกระจอก แต่จริง ๆ แล้วนี่แหละคือสิ่งที่ตอบโจทย์ ในโลกธุรกิจนั้น ไม่ได้ต้องใช้สุดยอดความล้ำทางเทคโนโลยี 5nm 7nm ก็ตอบโจทย์ทางธุรกิจได้ เช่น เครื่องกรองอากาศ PM2.5 ของเรา คงไม่ต้องแสนอัจฉริยะ แสนดีเท่า Smartphone ดังนั้น คงไม่ต้องใช้ชิปดีเท่าครับ คุณคงไม่คาดหวังว่าบริษัทจะเอาชิป NVIDIA แพง ๆ หลายแสน แบบใน Data Center พร้อมระบบทำความเย็น ไปใส่ในรถยนต์ให้คุณนะ

ใช้คำว่า มันไม่ได้ ๆๆๆ มันไม่ใช่ความฉลาดทางวิศวกรรมเอาเสียเลย… แทนที่จะเล่าว่า บริษัทนี้ดีอย่างไร เทคโนโลยีเค้าดีจริงหรือ เนื่องด้วยสินค้ามีหลายหมวด มาตรวัดก็ต่างกัน มือใหม่อาจงงได้ ธีมที่ใหม่กับคนไทยขนาดนี้ ต้องเล่าว่าเอาไปใช้อะไร ทำไมมันน่าสนใจ ชวนเชื่อง่าย ๆ กับนักลงทุน เราชวนเชื่อกันที่ผลตอบแทน LSCC Turnaround ได้สำเร็จ วิ่งจาก $6.8 ตอนต้นปี 2019 มาที่ $43.7 (23/12/2020) ได้ คิดเป็นสัก 500% กว่า ๆ

แหม้ ล้อเล่นนะครับ นักลงทุนอย่างเรา ๆ ดูแค่ผลตอบแทนอย่างเดียวคงจะไม่ได้ !! มาดูเหตุผลอื่นดีกว่า

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าจะเกิด Demand มหาศาล ด้านฝั่ง Connectivity Chip, Network, Sensor อะไรพวกนี้เนอะ เล่าไปหลายทีละ

โลกเราต้องการชิปราคาน่ารัก ประหยัดพลังงาน คุมความร้อนได้ และใช้การใช้งานได้ดี แต่ไม่จำเป็นต้องสเป็กดีเท่าคู่แข่งอย่าง Xilinx และ Altera พวกนี้แบ่ง ๆ ตลาดกัน บางจุดชิปของ LSCC ก็จะไม่เหมาะ เราต้องเข้าใจว่า Component สำคัญ ๆ ไหน ใช้ชิปอะไร

LSCC มี Product Line ซึ่งสามารถนำไปใช้งานได้ครอบจักรวาลเลยก็ว่าได้ ในยุคอนาคต ตั้งแต่ไปใช้ในฝั่ง คือเพื่อให้รับส่งสัญญาณได้ ตั้งแต่ในเสารับส่งสัญญาณ ไปจนถึง Data Center

และยังสามารถนำไปใช้ประมวลผลก็ได้เช่นเดียวกัน ทั้งในโรงงาน และในรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ รวมถึง Smart Things ต่าง ๆ ในยุค Internet of Things

หากจะลิสต์ตามอุตสาหกรรม หลัก ๆ ก็คงจะเป็น

– Communication เช่น 5G Wireless Switch/Router

– Computing ได้ทั้งฝั่ง Server และ Client (รวมถึง Edges)

– Industrial เช่น Factory Automations และ Industrial IoTs

– Automotive เช่น ADAS ระบบช่วยคนขับ และ Infotainment

– Consumer เช่น Smart Home, Smart Wearables

เรียกว่าก็แทบจะครอบจักรวาลจริง ๆ

โดยชูจุดแข็งในเรื่องการประหยัดพลังงาน ปลอดภัย ใช้ง่าย และ ราคาน่ารัก อยู่ในระดับที่บริษัทต่าง ๆ นำไปใช้ได้อย่างสบาย ๆ

เพราะธุรกิจต้องการกำไร พวก IoTs ใช้ชิป ราคาถูก ๆ ก็สั่งงาน สั่งการได้แล้ว

มาดูรายได้บริษัทกันบ้าง

ปี 2017 รายได้ 386, กำไร -70.6 ล้านดอลลาร์

ปี 2018 รายได้ 398, กำไร -26.3 ล้านดอลลาร์

ปี 2019 รายได้ 404, กำไร +43.5 ล้านดอลลาร์

เรียกว่าไม่โตเลย แต่คุม Cost ได้ดี แล้วกำลังสอดรับกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างดีครับ

สิ่งที่โดดเด่นนอกจาก Hardware คือการพัฒนา Lattice SenseAI มา เร่งประสิทธิภาพให้ดีขึ้น (ใครเคยเรียนไปแล้ว จะเข้าใจดีว่า ชิป แค่ Hardware มันไม่พอ ต้องมี Software มา Optimize ให้ดีขึ้นอีกด้วย และจะได้เปรียบคู่แข่ง) สะท้อน Vision ผู้นำตลาดชิปได้เป็นอย่างดี

BottomLiner – บทสรุปการลงทุน

ที่มาบทความ: https://bottomliner.co/stock/lattice-semiconductor-chip-maker-turnaround-500/

เมื่อนายโจ ไบเดน เปิดเผยมาตรการกระตุ้นวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์: ตลาดสนใจอะไร กลุ่มไหนได้ประโยชน์ และต้องติดตามอะไรต่อ?

FINNOMENA Investment Team
เมื่อนายโจ ไบเดน เปิดเผยมาตรการกระตุ้นวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์: ตลาดสนใจอะไร กลุ่มไหนได้ประโยชน์ และต้องติดตามอะไรต่อ?

เมื่อคืนนี้ นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ชื่อว่า “American Rescue Plan” มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคครัวเรือนและธุรกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของ COVID-19

โดยรายละเอียดของมาตรการมีดังนี้

  • เพิ่มวงเงินเช็คเงินสดที่จ่ายให้ประชาชนอีกคนละ 1,400 ดอลลาร์ ทำให้เงินช่วยเหลือที่ประชาชนได้รับเพิ่มเป็นคนละ 2,000 ดอลลาร์ จากเดิมที่ 600 ดอลลาร์
  • ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 7.25 ดอลลาร์/ชั่วโมง ไปที่ 15 ดอลลาร์/ชั่วโมง
  • เพิ่มวงเงินช่วยเหลือผู้ว่างงานเป็น 400 ดอลลาร์/สัปดาห์ และให้ขยายเวลาช่วยเหลือจนถึงสิ้นเดือนกันยายน
  • ให้เงินช่วยเหลือรัฐและรัฐบาลท้องถิ่น จำนวน 3.5 แสนล้านดอลลาร์
  • ให้เงินช่วยเหลือโรงเรียนและสถาบันการศึกษา จำนวน 1.7 แสนล้านดอลลาร์
  • ให้เงินสนับสนุนการตรวจหาเชื้อไวรัส COVID-19 จำนวน 5 หมื่นล้านดอลลาร์
  • ให้เงินช่วยเหลือในโครงการวัคซีนแห่งชาติภายใต้ความร่วมมือกับรัฐและองค์กร วงเงิน 2 หมื่นล้านดอลลาร์

นโยบายกระตุ้นนี้จะถูกนำเข้าสภาเพื่อรับพิจารณา โดยตลาดคาดว่าจะได้รับการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรซึ่งพรรคเดโมแครตเป็นฝ่ายครองเสียงข้างมาก แต่ต้องติดตามการพิจารณาจากวุฒิสภาเนื่องจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตต่างมีคะแนนใกล้เคียงกันที่ 50-48 ที่นั่ง ส่วนอีก 2 ที่นั่ง เป็นผู้สมัครอิสระ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือนายเบอร์นี่ แซนเดอร์ อดีตผู้แข่งขันเพื่อเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับนายโจ ไบเดน การผ่านมาตรการดังกล่าวต้องมีคะแนนเสียงสนับสนุนอย่างต่ำ 60 เสียง

ล่าสุดนายเจอโรม พาวเวล ออกมาเปิดเผยในการให้สัมภาษณ์ว่าจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะนี้เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ขานรับมาตรการรกระตุ้นเศรษฐกิจที่เพิ่งเปิดเผย

ภาพรวมตลาดหุ้นตอบรับในเชิงลบเล็กน้อย โดยดัชนี Dow Jones ปิดลบ 0.22% ดัชนี S&P 500 ที่ปิดลบ 0.38% เช่นเดียวกับดัชนี Nasdaq ที่ปิดลบ 0.12%

เนื่องจากตลาดกำลังให้ความสนใจมาตรการกระตุ้นขนาด 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ที่เน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและแพคเกจรักษาพยาบาล ซึ่งคาดว่าจะเปิดเผยออกมาในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 โดยตลาดหวังว่าวงเงินของมาตรการจะสูงกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อหักล้างผลกระทบจากนโยบายขึ้นภาษีที่อาจมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้น

FINNOMENA Investment Team มีมุมมองว่ามาตรการกระตุ้นที่เพิ่งเปิดเผยออกมามีผลเชิงบวกต่อธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด โดยเฉพาะกลุ่ม Cyclical เช่น การเงิน สาธารณูปโภค และบริโภค ที่ต่างปรับตัวขึ้นในตลาดเมื่อคืนนี้ ขานรับข่าวมาตรการดังกล่าว แต่การจะมีผลเชิงบวกต่อทั้งระบบเศรษฐกิจในระยะยาวนั้นต้องติดตามมาตรการวงเงิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ที่จะเปิดเผยเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง รวมไปถึงท่าทีเพิ่มเติมจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่จะมีการประชุมในวันที่ 26-27 มกราคมนี้

FINNOMENA Investment Team

ฟรี! ดาวน์โหลด Presentation FINNOMENA LIVE – “ทรัมป์” โดนขู่ถอดรอบสองครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ตลาดหุ้นโลกจะไปทางไหน?

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:
https://www.facebook.com/finnomena/posts/1440490116296621

ดูผ่าน Youtube:
https://youtu.be/PXRso-LS_vw

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี! Presentation – FINNOMENA LIVE ตอนล่าสุด (ลิ้งค์หมดอายุใน 7 วัน)

กด “ที่นี่” เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

“ทรัมป์” โดนขู่ถอดรอบสองครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ตลาดหุ้นโลกจะไปทางไหน?

โดย FundTalk และ Mr. Messenger

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • ทรัมป์กับ Impeachment ครั้งที่ 2
  • จีนออกระเบียบใหม่ โต้สหรัฐฯ
  • โดสเดียว! วัคซีนจากจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน
  • มาเลเซีย เล็งเลื่อนเลือกตั้ง!

ติดตาม FINNOMENA LIVE ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-uop

เงินฝากท่วมแบงก์อีกระลอก จากพิษ “โควิด-19” รอบใหม่!

FINNOMENA Reporter

“โควิด” รอบใหม่ส่อดันเงินฝากท่วมแบงก์อีกระลอก “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ประเมินยอดเงินฝากคงค้างปีนี้เพิ่มทะลุ 15 ล้านล้านบาท

  • ด้าน “ซีไอเอ็มบี ไทย” เผยเริ่มเห็นสัญญาณเงินฝากไหลจากแบงก์ใหญ่เข้าแบงก์เล็ก คาดเป็นการบริหารสภาพคล่องที่ล้นเกินจากภาวะปล่อยสินเชื่อไม่ออก บวกกับผู้ฝากเร่งกระจายความเสี่ยง
  • จากแนวโน้มดังกล่าว แบงก์ขนาดใหญ่มีโอกาสจะปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากลง เพื่อบริหารสภาพคล่องและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) โดยมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากประเภท e-Saving ที่ให้ดอกเบี้ยค่อนข้างสูงถึง 1.5%
  • ขณะที่เงินฝากประจำอาจจะไม่มีการปรับ เพราะปัจจุบันดอกเบี้ยอยู่ระดับค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว

ที่มา : https://www.prachachat.net/finance/news-592964

ทรัมป์กลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ถูก Impeachment ถึงสองครั้ง

FINNOMENA Reporter

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ (House) มีมติด้วยคะแนน 232 ต่อ 197 เพื่อถอดถอนประธานาธิบดี Trump ออกจากการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

  • นับเป็นประธานาธิบดีคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่ House มีมติถอดถอนจากการดำรงตำแหน่งถึงสองรอบ
  • โดยนาง Nancy Pelosi (House Speaker) กล่าวว่า ประธานาธิบดี Trump เป็นผู้ก่อให้เกิดเหตุจลาจล ความไม่สงบ สร้างความอันตรายต่อประเทศชาติอย่างชัดเจน
  • ขณะที่ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ ได้ให้สัมภาษณ์หลังถูกระงับบัญชีโซเชียลมีเดีย ด้วยการออกมาเตือนว่าหากมีการเสนอถอดถอนตนเป็นครั้งที่สอง จะปลุกความโกรธแค้นจากมวลชนในประเทศ
  • อนึ่ง ทาง Google ได้ตัดสินใจระงับโฆษณาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองทุกชนิดบน platform google และ YouTube อย่างน้อยจนถึงวันที่ 21 ม.ค.

ที่มา : https://www.cnbc.com/2021/01/13/house-to-impeach-trump-for-inciting-capitol-riot.html

Asset Craft Podcast Ep.18: “หุ้นเล็ก-กลาง”

FINNOMENA Podcast
Asset Craft Podcast Ep.18: "หุ้นเล็ก-กลาง"

Asset Craft Podcast Ep.18 : “หุ้นเล็ก-กลาง”

เค้าว่ากันว่าหุ้นเล็กโตไว หุ้นกลางเป็นหุ้นลูกผสม มาดูกันว่าหากเราต้องการดูหุ้น mid-small cap มีปัจจัยหรือกลยุทธ์ที่น่าสนใจบ้าง?

Asset Craft Podcast รายการที่จะพาคุณไปรู้จักกับสินทรัพย์ทั่วโลก!!

หัวข้อ

1:25 หุ้นเล็ก-กลาง คืออะไร?

4:50 หุ้นเล็ก กลาง ใหญ่ แตกต่างกันอย่างไร?

6:45 ตัวอย่างกลยุทธ์การเลือกหุ้นเล็กในเชิงพื้นฐาน bottom-up

10:15 กลยุทธ์การเลือกหุ้นเล็ก-กลางในเชิงพื้นฐาน top-down


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

TMKT EP42 : นักวิเคราะห์มองตลาดหุ้นจะผลตอบแทนดีกว่าสินทรัพย์อื่นปีนี้ เวลาแบบนี้ควรทำอย่างไรกับพอร์ตดี

Mr.Messenger

TMKT EP42 : นักวิเคราะห์มองตลาดหุ้นจะผลตอบแทนดีกว่าสินทรัพย์อื่นปีนี้ เวลาแบบนี้ควรทำอย่างไรกับพอร์ตดี

“THE MARKET PODCAST” รายการที่ไม่ใช่แค่เล่าข่าว แต่เป็นการเจาะข่าว เจาะประเด็น เพื่อให้นักลงทุนรู้ก่อนเทรด!

ดำเนินรายการโดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือ Mr.Messenger เจ้าของเพจ Sinthorn


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

“FINNOMENA” ให้อะไรกับนักลงทุน

FINNOMENA Admin
FINNOMENA ให้อะไรกับนักลงทุน

ก่อนอื่น FINNOMENA คือใคร

FINNOMENA เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนในกองทุนรวมแบบ “ครบวงจร”

FINNOMENA ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่ซื้อขายกองทุนเท่านั้น แต่เราให้บริการตั้งแต่การเผยแพร่ความรู้การลงทุนที่ถูกต้อง ระบบการเปิดบัญชีออนไลน์ที่ง่าย สะดวก ไม่ยุ่งยาก ไปจนถึงแนะนำจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนรูปแบบต่างๆ และมีการแจ้งปรับพอร์ตโดยอัตโนมัติเมื่อสถานการณ์การลงทุนเปลี่ยนไป

FINNOMENA ให้อะไรกับนักลงทุนบ้าง

1.  ความเป็นกลาง เพื่อคัดสรรกองทุนที่ดีที่สุด

FINNOMENA เป็นบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ เราจึงสามารถเปิดให้ซื้อขายกองทุนรวมจาก 19 บลจ. ได้พร้อมกัน จากการเปิดบัญชีลงทุนครั้งเดียว โดย FINNOMENA ได้รับการรับรองจาก กลต. อย่างถูกกฎหมายทุกประการ

FINNOMENA ให้อะไรกับนักลงทุน

บริการตรงนี้เรียกว่า บริการแบบ Fund Supermart หมายถึงนักลงทุนมาเปิดบัญชีกับตัวแทนครั้งเดียว ก็สามารถช้อปปิ้งกองทุนจาก บลจ. ที่เป็นพาร์ตเนอร์กันได้เลย

ถามว่าแล้วบริษัทอย่าง FINNOMENA จะได้อะไร? เมื่อนักลงทุนซื้อกองทุนผ่าน FINNOMENA คำสั่งซื้อจะถูกส่งให้ บลจ. ต้นทางโดยอัตโนมัติ ซึ่งนักลงทุนจะต้องเสียค่าธรรมเนียมตามเกณฑ์ที่แต่ละกองทุนกำหนดไว้อยู่แล้ว ค่าธรรมเนียมตรงนี้หลังจากถูกหักโดย บลจ. ทาง บลจ. จะโอนส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมกลับมาให้ตัวแทน (ในที่นี้คือ FINNOMENA) ดังนั้นนักลงทุนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่อย่างใดในการซื้อกองทุนผ่านตัวแทน เสียเฉพาะค่าธรรมเนียมซึ่งเก็บเท่ากับการซื้อผ่าน บลจ. โดยตรงนั่นเอง

ข้อดีของการซื้อขายกองทุนรวมได้ทุก บลจ. ตรงนี้ คือ ทำให้ไม่เกิดความลำเอียงในการเลือกกองทุนเฉพาะจาก บลจ. ใด บลจ. หนึ่ง ทำให้ FINNOMENA สามารถคัดสรรกองทุนที่ดีที่สุด มาแนะนำให้กับนักลงทุนได้อย่างเป็นกลาง อันไหนดีก็บอกว่าดี อันไหนที่ไม่ดีก็บอกว่าไม่ดี สามารถแสดงความเห็นได้อย่างเป็นกลาง และทำให้เงินของนักลงทุนได้รับประโยชน์สูงสุดจริงๆ

2.  คำแนะนำการลงทุน ทันกับสถานการณ์ตลาด

ถึงจะเป็นกองทุนที่ดีที่สุด ก็ใช่ว่าจะทำผลงานได้ดีทุกช่วงเวลา เพราะตลาดมีการขึ้นและลงตามวัฏจักร ขึ้นลงไปตามกระแสของเงินที่โดยธรรมชาติแล้วจะไหลไปยังที่ที่ให้ผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยงดีกว่าเสมอ

ดังนั้นการจัดพอร์ตแบบ Asset Allocation จะเข้ามาช่วยในจุดนี้ การจัดพอร์ตที่ผสมผสานกองทุนรวมที่ลงทุนในแต่ละสินทรัพย์จะทำให้เกิดการกระจายความเสี่ยง และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอได้ ถึงแม้ว่าตลาดจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ก็ตาม

FINNOMENA ให้อะไรกับนักลงทุน

ประเภทสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทบดีที่สุดถึงแย่ที่สุดในแต่ละปี
สังเกตว่า AA (Asset Allocation) รักษาตำแหน่งในการสร้างผลตอบแทนอยู่กลางตารางได้ทุกปี
ที่มา: https://novelinvestor.com/asset-class-returns/

นอกจากการจัดพอร์ตให้มีหลากหลายสินทรัพย์รวมกัน การจัดสรรสัดส่วนของแต่ละสินทรัพย์ก็เป็นเรื่องสำคัญ เช่นในช่วงที่ตลาดผันผวน เราควรจัดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงต่ำให้เยอะขึ้นเพื่อลดผลกระทบกับพอร์ต และในช่วงที่ตลาดเติบโตแบบมีทิศทาง เราควรจัดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงสูงให้เยอะขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน เพราะการเอาเงินไปแช่ในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำตลอดเวลาอาจจะทำให้เราเสียโอกาสได้

โดยสรุปแล้ว การจัดพอร์ตที่ลงทุนกระจายสินทรัพย์ และมีการวิเคราะห์ตลาดเพื่อปรับสัดส่วนสินทรัพย์ต่างๆ ตามสถานการณ์ จะเพิ่มโอกาสให้พอร์ตการลงทุนของเราสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาวได้ ซึ่งสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนกับ FINNOMENA ทีมงานจะมีการวิเคราะห์ตลาดเพื่อปรับพอร์ตอยู่เสมอ และจะมีการแจ้งเตือน (Notification) ให้กับนักลงทุนได้ทราบทันทีเมื่อมีการปรับพอร์ต

3.  ความปลอดภัย เทียบเท่าการลงทุนกับธนาคาร

การที่ FINNOMENA เป็นตัวแทนซื้อขาย ไม่ได้หมายความว่า FINNOMENA เป็นคนที่ดูแลเงินของนักลงทุนไว้เอง เพราะสุดท้ายคำสั่งซื้อขายและเงินของนักลงทุนทั้งหมดทุกบาททุกสตางค์ จะถูกส่งให้ บลจ. ที่ดูแลกองทุนนั้นๆ ไปบริหาร เช่นเดียวกับการซื้อกองทุนกับ บลจ. โดยตรง

FINNOMENA ให้อะไรกับนักลงทุน

นั่นหมายความว่า “การซื้อกองทุนกับตัวแทน” กับ “การซื้อกองทุนกับ บลจ.” นั้นมีความปลอดภัยเทียบเท่ากัน เพราะคนที่ดูแลเงินของนักลงทุนก็คือ “ธนาคาร” เหมือนกัน

ดังนั้นนอกจากความเป็นกลาง และคำแนะนำในการลงทุนที่ทันกับสถานการณ์ สิ่งที่นักลงทุนจะได้รับจาก FINNOMENA ก็คือ ความปลอดภัยของเงินลงทุนในระดับเดียวกันกับธนาคาร ซึ่งมั่นใจได้ว่าเงินของนักลงทุนจะไม่หายไปไหนแน่นอน

ทิ้งท้าย…เราลงทุนเพื่ออะไร

เป็นเรื่องปกติที่จะบอกว่าเราเข้ามาลงทุนเพราะต้องการ “เงิน” เพราะวัตถุประสงค์ของการลงทุนก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิธีง่ายๆ อย่างการรวมเงินมาปล่อยกู้ หรือเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นมาอย่างการลงทุนในกิจการ ผลลัพธ์ก็เพื่อให้เงินที่มีอยู่เติบโตขึ้น

แต่ถ้าจะมองการลงทุนให้ลึกซึ้งกว่านั้น เราต้องการเงินก็เพื่อที่เราจะนำเงินนั้นไปแลกชีวิตในแบบที่เราต้องการ เพราะถึงเงินจะซื้อไม่ได้ทุกอย่าง แต่สิ่งส่วนใหญ่ในชีวิตก็ต้องใช้เงินแลกมาอยู่ดี

ในเมื่ออายุขัยเรามีจำกัด มันคงจะดีกว่าถ้าเราได้มีชีวิตแบบที่ต้องการในจังหวะที่ยังมีแรงและเวลาอยู่ และสิ่งที่จะช่วยย่นระยะเวลานั้นเข้ามา ก็คือ “การลงทุน” เพื่อให้เงินของเราทำงาน เพื่อให้มันเติบโตขึ้นและงอกเงยเป็นเงินอีกก้อน

เราลงทุนเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตในแบบที่หวัง “ได้เร็วขึ้น”

อย่างไรก็ตาม การลงทุนเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรู้ เพื่อที่เราจะได้เลือกลงทุนในที่ที่ทำให้เงินเราเติบโตได้จริง ไม่ใช่การเอาเงินไปจมอยู่กับที่ เพราะฉะนั้นการศึกษาให้ดีก่อนเริ่มลงทุนเป็นที่เรื่องสำคัญที่สุด ซึ่งนักลงทุนทุกท่านสามารถหาอ่านได้จากบทความต่างๆ บนเว็บไซต์ FINNOMENA ได้ตลอดเวลา

หรือหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามเข้ามาได้ที่ FB Page: FINNOMENA หรือ LINE: @FINNOMENAPORT หรือคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อกรอกข้อมูลรับคำแนะนำ ทีมงานยินดีตอบทุกข้อสงสัยครับ

เขียนโดย FINNOMENA Admin

สรุป Timeline เหตุการณ์สำคัญรอบปี 2563: มีผลอย่างไรกับราคาทอง?

Intergold
สรุป Timeline เหตุการณ์สำคัญรอบปี 2563: มีผลอย่างไรกับราคาทอง?

คุณธีรรัฐ จุฑาวรากุล กรรมการผู้จัดการบริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด กล่าวว่า ในปี 2563 ได้เกิดเหตุการณ์ขึ้นมากมาย แต่ขอสรุป 3 ประเด็นที่นักลงทุนควรเก็บไว้เป็นบทเรียนสำหรับผู้ต้องการลงทุนทอง โดยขอระบุไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ ๆ ในรอบปี 2563 ที่เกี่ยวข้องราคาทอง ดังนี้

3 มกราคม 2563: โดรน สหรัฐฯ สังหารผู้นำทหารอิหร่าน ราคาทองพุ่งขึ้นจาก 1,528 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เป็น 1,552 เหรียญฯต่อออนซ์

8 มกราคม 2563: WHO เริ่มรายงานโควิด-19 ระบาด ราคาทองทำจุดสูงสุดของวัน ที่ 1,611 เหรียญฯ ต่อออนซ์ ก่อนปิดตัวลดลงที่ 1,556 เหรียญฯ ต่อออนซ์

11 มกราคม2563: อิหร่านยิงเครื่องบินพาณิชย์ยูเครนตก ราคาทองขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 1,562 เหรียญฯ ต่อออนซ์

1 กุมภาพันธ์ 2563: อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) เกิดการเทขายทองทำกำไร หรือเรียกว่า Sell on Fact จากราคาเปิดตลาดที่ 1,593 เหรียญฯ ต่อออนซ์ มาปิดที่ 1,576 เหรียญฯ ต่อออนซ์

3 มีนาคม 2563: โควิด-19 กระจายไปทั่วโลก ราคาทองขยับขึ้นแรงจากราคาเปิด 1,588 เหรียญฯ ต่อออนซ์ ปิดที่ 1,640 เหรียญฯ ต่อออนซ์

12 มีนาคม 2563: ความกังวลจากการระบาดของโควิด-19 กระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ทำหุ้นดิ่งหนักทั่วโลก อย่างตลาดหุ้นดาวโจนส์ดิ่งแรงสุดในประวัติศาสตร์ รวมถึงตลาดหุ้นไทยดัชนีร่วงลงแรงจนต้องใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์ หยุดการซื้อขายเป็นการชั่วคราวหลายรอบ เพื่อให้นักลงทุนหายตื่นตกใจ (แพนิก) ขณะที่ราคาทองก็ร่วงแรงเช่นกัน เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า

20 มีนาคม 2563: รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ทั้งประเทศเนื่องจากการระบาดโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนกังวลปัญหาหนี้เสียจึงเทขายตราสารหนี้อย่างหนัก ส่งผลให้กองทุนตราสารหนี้ในประเทศทยอยปิดตัวลง ขณะที่ราคาทองยังลงหนักต่อเนื่อง

23 มีนาคม 2563: ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศทำ QE ไม่จำกัดวงเงิน มีการพิมพ์เงินแบบไม่จำกัดเพื่ออุ้มตราสารหนี้และกระตุ้นเศรษฐกิจ ราคาทองจึงพุ่งขึ้นจาก 1,498 เหรียญฯ ต่อออนซ์ เป็น 1,554 เหรียญฯ ต่อออนซ์ หลังจากวันนี้เป็นต้นไป ราคาทองวิ่งขึ้นต่อเนื่อง

27 กรกฎาคม 2563: ลิเวอร์พูลได้แชมป์พรีเมียร์ลีก ในรอบ 30 ปี วันเดียวกันที่ราคาทองทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ ที่ 1,940 เหรียญฯ ต่อออนซ์

6 สิงหาคม 2563: ราคาทองทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 2,063 เหรียญฯ ต่อออนซ์ วันเดียวกับเกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่กลางเมืองหลวงของเลบานอน ซึ่งยังเป็นที่กังขาว่าเหตุระเบิดจากสารเคมีเป็นอุบัติเหตุหรือจงใจเพื่อผลทางการเมือง

5 พฤศจิกายน 2563: นายโจ ไบเดน ได้คะแนนเสียงข้างมากเป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ราคาทองพุ่งขึ้นจาก 1,900 เหรียญฯ ต่อออนซ์ เป็น 1,949 เหรียญฯต่อออนซ์

9 พฤศจิกายน 2563: ประกาศผลการทดสอบวัคซีนมีประสิทธิภาพสูง และจะได้ใช้จริงในเดือนธันวาคม 2563 กดดันราคาทองร่วงลงเหลือ 1,862 เหรียญฯต่อออนซ์ เหตุนักลงทุนโยกเงินไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงแทน

คุณธีรรัฐ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า จากข่าวรอบปี 2563 ทั้งหมด แบ่งเป็น 3 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับราคาทอง ได้แก่

1. ข่าวความไม่สงบ เช่นเหตุระเบิดที่เลบานอน โดยพื้นฐานจะเป็นผลบวกต่อราคาทอง แต่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร จึงขอให้สังเกตว่าหากเห็นแนวโน้มความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นควรซื้อทองเก็บไว้ได้

2. เมื่อดัชนีหุ้นลงหนักมาก ๆ จนถึงระดับที่กระทบตราสารหนี้ ควรต้องระวัง เพราะราคาทองจะลงหนักเช่นกัน “หุ้นลงแล้วทองต้องขึ้นเสมอไป สูตรนี้ใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”

3. ข้อสุดท้าย คือเรื่องนโยบายการเงิน เมื่อไรก็ตามที่เฟดออกประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว ทองจะปรับราคาขึ้นแรงเสมอ เพราะนโยบายการเงินจะไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

Intergold

Quantable Podcast EP6 : “แม้มีกลยุทธ์ขั้นเทพ แต่ความรู้สึกช้า ก็พังได้เหมือนกันนะ”

Zipmex


Quantable Podcast EP6 :  “แม้มีกลยุทธ์ขั้นเทพ แต่ความรู้สึกช้า ก็พังได้เหมือนกันนะ”

ในช่วงเริ่มต้นของนักลงทุนทุกคนจะต้องเคยผ่านช่วงเวลาของความยากลำบาก ในการหาวิธีการหรือกลยุทธ์เจ๋งๆ ที่จะทำให้พอร์ตการลงทุนของเราเติบโตได้และความเสี่ยงต่ำ หลายคนติดอยู่ในขั้นตอนนี้หลายปีทีเดียว การพยายามหากลยุทธ์ที่ดี (ถึงแม้บางทีอาจจะไม่เหมาะสมกับตัวเรา) ทำให้เราต้องเสียเงินทดลอง เสียเงินไปเรียน เสียเงินซื้อระบบขั้นเทพจากกูรู แต่พอได้ Holy Grail หรือจอกศักดิ์สิทธิ์มาไว้ในมือแล้วกลับมองข้ามสิ่งที่สำคัญอีกเรื่องนึงไป นั่นคือวินัยในการลงทุน วินัยในการ Take Action ในบทความนี้ของเราจะมาแชร์เกี่ยวกับผลลัพธ์ของการที่เราตัดสินใจช้า ไม่ว่าจะซื้อหรือจะขาย พูดง่ายๆว่าพอมีสัญญาณ Buy/Sell เข้ามาแทนที่จะทำตามระบบแต่ดันยึกยักคิดหน้าคิดหลัง จนราคาไปไกลมากแล้ว เรามาดูกันครับว่าผลลัพธ์จะน่ากลัวแค่ไหนจากการทดสอบในเชิง Quantitative

เงื่อนไขการทดสอบ

ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของจำนวนเงินตั้งต้น สินทรัพย์ ช่วงเวลา น้ำหนักการลงทุนจะเหมือนครั้งก่อนๆแทบทั้งสิ้น โดยกลยุทธ์ที่ใช้ก็จะเป็นตัวเดิมที่ชื่อว่า Donchian Channel ซึ่งเป็นวิธีการที่อิงตาม Momentum เป็นหลัก โดยที่เรามีสมมติฐานอยู่สองข้อดังนี้

1. Entry Delays นั่นคือเมื่อมีสัญญาณให้เข้าซื้อ แต่เรามัวคิดพิจารณาอยู่นานเลย กว่าจะตัดสินใจซื้อได้ก็ล่วงเลยเวลาไปหลายวันแล้ว ซึ่งเราแบ่งเป็นอีกหลายกรณีดังนี้

  • 1.1.ตัดสินใจซื้อทันที
  • 1.2.ตัดสินใจซื้อ ช้าไป 5 วัน
  • 1.3.ตัดสินใจซื้อ ช้าไป 10 วัน
  • 1.4.ตัดสินใจซื้อ ช้าไป 15 วัน
  • 1.5.ตัดสินใจซื้อ ช้าไป 20 วัน

2. Exit Delays นั่นคือเมื่อมีสัญญาณให้ขาย เราก็มัวแต่คิดพิจารณาอยู่นาน กว่าจะตัดสินใจขายได้ก็ล่วงเลยเวลาไปหลายวัน ซึ่งเราแบ่งเป็นอีกหลายกรณีดังนี้

  • 2.1.ตัดสินใจขายทันที
  • 2.2.ตัดสินใจขาย ช้าไป 5 วัน
  • 2.3.ตัดสินใจขาย ช้าไป 10 วัน
  • 2.4.ตัดสินใจขาย ช้าไป 15 วัน
  • 2.5.ตัดสินใจขาย ช้าไป 20 วัน

Entry Delays VS Exit Delays

Entry Delays

จากรูปภาพประกอบจะสังเกตุได้ว่า ถ้ามีสัญญาณเข้ามาแล้วเรา Action ทันที (1 Day) จากเงินต้นที่ 1 ล้านบาทนั้นสามารถเติบโตไปได้ถึง 49 ล้าน คิดเป็นผลตอบแทนต่อปีถึง 95 % มี Max DD อยู่ที่ 41 % คิดเป็น Mar Ratio ที่ 2.28 และในครั้งนี้เราขอนำเสนอมุมมองในการวิเคราะห์อีกรูปแบบคือ Avg.Profit และ Avg.Loss แต่มาในรูปของจำนวนเงิน สำหรับนักลงทุนที่มีวินัยคือเข้าออกตามสัญญาณทันทีไม่มียึกยักจะได้กำไรโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 302,989 บาท และขาดทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 49,729 บาท นั่นทำให้เวลาที่เรานำกำไรเฉลี่ย หารขาดทุนเฉลี่ยเราจะได้ค่ามาหนึ่งค่าเป็นจำนวนเท่า จะเรียกว่าความคุ้มค่าในการเทรดก็ได้ครับ ซึ่งในที่นี้อยู่ที่ 6.09 เท่า

แต่เมื่อเราตัดสินใจช้าลงเรื่อยๆ มันจะทำให้ผลตอบแทนโดยรวมลดลง Max DD ก็เพิ่มสูงขึ้น และที่แน่ๆก็คือความคุ้มค่าในการลงทุนของคุณจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อคุณไม่มีวินัย เวลามีจังหวะซื้อก็ขอรอก่อนจนราคาวิ่งไปไกลแล้วค่อยกระโดดเข้าไปร่วมวงกับเค้า

แล้วข้อสังเกตุอีกหนึ่งอย่างที่หลายคนไม่ทราบคือ เมื่อเราใช้กลยุทธ์แนวโมเมนตัม Frist Entry จะมีความสำคัญมาก เพราะสัญญาณที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้นคือการแสดงให้เห็นชัดว่ามีแรงซื้อเข้ามาสูงมาก จนเกิดเป็นสัญญาณซื้อ บางทีอาจเป็นช่วงเปลี่ยนเทรน จากช่วง Accumulation Phase เป็น Public Participation Phase ทำให้ต้นทุนที่ดีที่สุดมักจะเป็น Frist Entry แต่จากภาพประกอบนี้การเข้าซื้อช้าไป 5 วันให้ผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดในมุมของ Total Equity คือเงินในพอร์ตโตน้อยสุด สาเหตุเพราะว่า เมื่อมีสัญญาณซื้อครั้งแรกในวันที่หนึ่ง หลังจากนั้นจะมีโมเมนตัมแบบกระชากราคาขึ้นไปแรงๆ แบบเกิดแท่งเทียนแท่งใหญ่ๆพุ่งขึ้นต่อเนื่องหลายวัน เมื่อเราเข้าซื้อช้าไป 5 วัน ต้นทุนจึงสูงมากเป็นพิเศษ แต่พฤติกรรมราคาในตลาดช่วง 10 ปีมานี้มักจะมีลักษณะแบบขึ้นกระชากแล้วลงมาพักฐานที่จุดเดิมประมาณว่า Dip กลับลงมา กรณีที่เราซื้อช้าไป 10 วัน 15 วัน 20 วัน ต้นทุนจึงอาจจะถูกกว่า 5 วันครับ ยุคหลังพวกเราจึงได้ยินกลยุทธ์ Buy on Dip บ่อยขึ้น ก็เพราะว่าพฤติกรรมราคามันเป็นแบบนี้แหละครับ

Exit Delays

ในกรณีที่แย่กว่านั้นคือเวลาเกิดสัญญาณขายแล้วเราตัดสินใจช้า มัวต่อรองราคา ยึกยักๆ ไม่ Action สักที ผลลัพธ์ที่ได้แม้ภาพรวมจะยังเป็นกำไรอยู่จากกลยุทธ์ที่ดี จากสินทรัพย์ที่มีเทรน (Cryptocurrency) การจัด Rank ของสินทรัพย์และการกระจายเงินที่เหมาะสม แต่หากดูตัวเลขต่างๆแล้วแย่กว่า Entry Delays อีกครับ ขอยกตัวอย่าง Exit Delays ที่ 20 วัน จากเงิน 1 ล้านโตไปเพียง 6 ล้าน ทำให้ผลตอบแทนต่อปีห่างจากระบบถึง 43 ล้านซึ่งถือเป็น Error ที่เยอะมากๆ Max DD ก็สูงกว่า ความคุ้มค่าก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด นั่นเป็นเพราะว่าสินทรัพย์ต่างๆ เวลาปรับตัวขึ้นมักจะค่อยๆขึ้น นักลงทุนจะค่อยๆเชื่อมั่น ค่อยๆซื้อขาย แต่ยามที่เกิดความกลัวความแตกตื่น นักลงทุนมักจะคิดและรู้สึกพร้อมกัน ทำให้เกิดการเทขายอย่างรวดเร็ว คือตอนขึ้นเหมือนบันไดเลื่อน ตอนลงเหมือนลิฟท์ขาด ฉะนั้น Exit Delays จึงทำให้ต้นทุนการขายของเราแย่เอามากๆๆเลยครับ

และเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพมากขึ้นเราจึงนำภาพการเคลื่อนไหวของพอร์ตมาให้ดู 2 พอร์ตครับ

ภาพแรกคือพอร์ตที่มีวินัย เข้าออกตามระบบ (1 Day) ไม่ยึกยัก ไม่นิ่งเฉยเวลาต้องเด็ดขาด ซึ่งจะประกอบได้ด้วยกราฟเงินทุน กราฟ Max DD และกราฟของการกระจายตัวของผลตอบแทน เนื่องจากเรามีกลยุทธ์เข้าออกที่ชัดเจน ทำให้เมื่อแนวโน้มเปลี่ยน หรือโมเมนตัมเริ่มกลับจากจากขึ้นเป็นลงเราก็สามารถ Action ได้ทันท่วงที แท่งสีแดงๆคือผลขาดทุนจึงหางไม่ยาวมาก และส่วนใหญ่กระจุยอยู่ที่การขาดทุนไม่กี่ % ส่วนแท่งทางด้านขวาสีเขียวคือผลกำไรที่ระบบคายออกมาให้เราได้ จากวิธีแนวการแบบ Trend Following ทุกคนจะทราบดีว่าหางทางด้านขวาจะยาว ตามคอนเส็ป Cut Loss Short and Let Profit Run

ส่วนภาพนี้คือพอร์ตแบบ Exit Delays ที่ 20 วันที่พอร์ตจะโตน้อยเพราะต้นทุนในการขาดไม่ดี คือต่อให้กำไรก็กำไรขาดแต่เวลาขาดทุนก็จะเยอะกว่าปกติหลายเท่า กราฟการกระจายตัวของผลตอบแทนจึงมีหางสีแดงด้านซ้ายที่ยาวออกไปเยอะพอสมควร ซึ่งการขาดทุนหนักๆเพียงแค่ครั้งหรือสองครั้งก็ทำให้พอร์ตเราเป๋ไปอีกหลายปีเลยล่ะครับ

ทั้งหมดที่เราทำวิจัยและยกตัวอย่างมาให้ทุกคนได้ดูก็เพราะต้องการสื่อกับทุกคนว่า เมื่อเรามีแบบแผน มีหลักการ มีกลยุทธ์ เรามีโอกาสและความเสี่ยงวิ่งเข้ามา สิ่งที่เราทำได้ก็คือมีวินัยในการทำตามแผนการลงทุนของตัวเรานั่นเอง เพราะการช้าไปเพียงไม่กี่วัน เราก็อาจจะไปถึงเป้าหมายทางการเงินของเราช้าลงเท่านั้นครับทุกคน

ที่มา : https://zipmex.co.th/learn/entry-delays-vs-exit-delays/

ZIPMEX


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

จีนออกระเบียบใหม่ เปิดให้ศาลจีนลงดาบบริษัทที่ทำตามข้อจำกัดของต่างชาติ!

FINNOMENA Reporter

จีนตอบโต้มาตรการลงโทษของสหรัฐอย่างต่อเนื่อง ออกระเบียบใหม่ปกป้องบริษัทจีนจากกฎหมายต่างชาติที่ไม่เป็นธรรม 

  • พร้อมอนุญาตให้ศาลจีนลงโทษบริษัททั่วโลกที่ปฏิบัติตามข้อจำกัดของต่างชาติได้
  • มาตรการเหล่านี้จะมีผลโดยทันที และถึงแม้ว่าไม่ได้มีการพูดถึงสหรัฐโดยตรง แต่จีนได้ร้องเรียนมานานเกี่ยวกับการใช้กฎหมายนอกอาณาเขตของสหรัฐฯ
  • ระเบียบใหม่ยังอนุญาตให้บริษัทหรือพลเมืองของจีนฟ้องเรียกค่าเสียหายในศาลจีนได้ หากเสียประโยชน์เพราะการใช้กฎหมายของต่างชาติ และอาจทำให้บริษัททั่วโลกถูกฟ้องร้องตามกฎหมายในจีนฐานทำตามมาตรการลงโทษของสหรัฐได้

ที่มา : https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-01-09/china-issues-rules-to-protect-firms-citizens-from-foreign-laws

มุมมองการลงทุนประจำเดือนมกราคม 2564 ลงทุนอะไรดี? โดย FINNOMENA Investment Team

FINNOMENA Investment Team
มุมมองการลงทุนประจำเดือนมกราคม 2564 ลงทุนอะไรดี? โดย FINNOMENA Investment Team

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำเดือน”

กด “ที่นี่” เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

อ่านบทความ FINNOMENA PORT Strategy เดือนมกราคม 2021: The Beginning of Honeymoon Period


อ่านบทความ “จัดพอร์ตการลงทุนสู้ทุกวิกฤต ด้วย FINNOMENA Private Wealthคลิก

 

ทรัมป์ เตือน! หากเสนอถอดถอนตนเป็นครั้งที่ 2 จะปลุกระดมมวลชนในประเทศ

FINNOMENA Reporter

ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์หลังถูกระงับบัญชีโซเชียลมีเดีย ด้วยการออกมาเตือนว่าหากมีการเสนอถอดถอนตนเป็นครั้งที่สอง จะปลุกความโกรธแค้นจากมวลชนในประเทศ

  • ทั้งยังปัดความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์การบุกเข้าสภาของกลุ่มผู้ประท้วงเมื่อสัปดาห์ก่อน และมองว่าการปราศรัยของตนต่อกลุ่มผู้ประท้วงนั้นเหมาะสมแล้ว 
  • การกระทำของทรัมป์เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากวุฒิสมาชิก Chuck Schumer ซึ่งมองว่าการปัดความรับผิดชอบของทรัมป์ และกล่าวโทษคนอื่นไม่ต่างจากเทคนิคที่ใช้โดยผู้นำเผด็จการ 
  • ทั้งนี้ทาง FBI ได้ออกเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะมีผู้ชุมนุมรวมตัวกันในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในช่วงก่อนหน้าวันเข้ารับตำแหน่งของนาย Biden ในสัปดาห์หน้า

ที่มา : https://edition.cnn.com/politics/live-news/trump-impeachment-news-01-12-21/index.html

อัปเดตปัจจัยที่น่าจับตามอง พร้อมกองทุนแนะนำประจำเดือนมกราคม 2564 – MONTHLY DIGEST PODCAST EP.5

FINNOMENA Podcast

อัปเดตปัจจัยที่น่าจับตามอง พร้อมกองทุนแนะนำประจำเดือนมกราคม 2564 – MONTHLY DIGEST PODCAST EP.5

อัปเดตปัจจัยที่น่าจับตามอง พร้อมกองทุนแนะนำประจำเดือนกันยายน สินทรัพย์ไหนยังไปต่อ!? สินทรัพย์ไหนยังน่าลงทุน!?

พบคำตอบได้ทื่ MONTHLY DIGEST Ep นี้เลย!

สำหรับสมาชิก FINNOMENA ดาวน์โหลด PDF ฟรี!
ได้ที่ : https://finno.me/web-port-strategy-download


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

J&J เตรียมเผยผลทดลองวัคซีนสร้างภูมิด้วยการฉีดเพียงเข็มเดียว

FINNOMENA Reporter

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) ระบุว่าสามารถให้การป้องกันไวรัสโควิด-19 ด้วยการฉีดเพียงโดสเดียว

  • ก่อนหน้านี้ วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค, แอสตร้าเซนเนก้า/มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด และโมเดอร์นา ล้วนต้องมีการฉีด 2 โดสเพื่อสร้างภูมิต้านทานต่อโควิด-19
  • ซึ่งการฉีด 2 โดสได้สร้างข้อจำกัดต่อรัฐบาลประเทศต่างๆในการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน 
  • ส่งผลให้บางประเทศพยายามยืดเวลาระหว่างการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ออกไปให้นานที่สุด เพื่อให้มีการฉีดวัคซีนเข็มแรกให้แก่ประชากรจำนวนมากที่สุด
  • ทั้งนี้ J&J จะมีการเปิดเผยผลการทดลองในปลายเดือนนี้ ซึ่งหากการทดลองประสบความสำเร็จ ทางบริษัทจะทำการผลิตวัคซีนจำนวน 1 พันล้านโดสในปีนี้

ที่มา : https://www.cnbc.com/2021/01/11/johnson-johnson-covid-vaccine-analysts-are-cautiously-optimistic.html

บริษัทเทคฯ รายใหญ่อาจถูกกำกับดูแลมากขึ้น หลังการบุกเข้าสภา!

FINNOMENA Reporter

บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่มีแนวโน้มถูกกำกับดูแลมากขึ้นหลังเหตุการณ์การบุกเข้าสภาของกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดี Donald Trump

  • จากการตรวจสอบ Social media platform เช่น Tweeter, Facebook และ Parler พบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีการพูดคุย และวางแผนที่จะก่อเหตุการณ์ดังกล่าวล่วงหน้า
  • โดยหนึ่งในกฎหมายที่ได้รับความสนใจจากสภาอย่างมากคือ มาตรา 230 ของ Communications Decency Act ซึ่งป้องกันบริษัทที่ให้บริการทางอินเตอร์เน็ตจากการถูกฟ้องร้องจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นบน website หรือ application ของบริษัท
  • นอกจากมาตรา 230 แล้ว ทางสภายังคงพิจารณาการแก้ไขกฎหมายอื่นๆ เพื่อลดอำนาจของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น กฎหมายเพิ่มความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการ เป็นต้น

ที่มา : https://www.cnbc.com/2021/01/11/facebook-twitter-trump-ban-raises-questions-in-uk-and-europe.html

มาเลเซียประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ เล็งเลื่อนเลือกตั้ง!

FINNOMENA Reporter

มาเลเซียประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ อนุญาตให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้งในช่วงเวลาที่มาเลเซียกำลังรับมือกับไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดอย่างหนัก

  • โดยแถลงการณ์ระบุว่า ภาวะฉุกเฉินดังกล่าวจะดำเนินไปจนถึงวันที่ 1 ส.ค.หรือเร็วกว่านั้น โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
  • ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาพรรครัฐบาลของมาเลเซีย (พรรค UMNO) กำลังถกเถียงกันว่าควรจะยกเลิก หรือควรจัดการเลือกตั้งภายในเดือนมี.ค.นี้
  • ทั้งนี้คาดว่าพรรค UMNO จะทำการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่ในวันที่ 31 ม.ค.นี้

ที่มา : https://www.cnbc.com/2021/01/12/malaysia-stocks-ringgit-fall-as-king-declares-covid-state-of-emergency.html