แจ้งเตือน

News Update: ฟองสบู่ใกล้แตกแล้ว ระวัง S&P 500 ถล่ม 48% Grantham ตำนานนักลงทุนเตือนหายนะ หนีหุ้นสหรัฐฯ ไปญี่ปุ่นและสินทรัพย์ปลอดภัย

THE OPPORTUNITY
News Update: ฟองสบู่ใกล้แตกแล้ว ระวัง S&P 500 ถล่ม 48% Grantham ตำนานนักลงทุนเตือนหายนะ หนีหุ้นสหรัฐฯ ไปญี่ปุ่นและสินทรัพย์ปลอดภัย

Jeremy Grantham นักลงทุนระดับตำนานและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทจัดการสินทรัพย์ GMO ที่เคยทำนายฟองสบู่ตลาดหุ้นแตกมาแล้วหลายครั้ง กล่าวว่าภาวะฟองสบู่ที่เขาเคยคาดการณ์ไว้เมื่อปีก่อนกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว และนี่จะเป็นการล่มสลายครั้งประวัติศาสตร์ที่ตลาดหุ้นมีโอกาสปรับตัวลงถึง 50% ที่แม้กระทั่งการแทรกแซงจาก Fed ก็ไม่สามารถหยุดยั้งได้

เมื่อวานนี้ (20 ม.ค.) Jeremy Grantham กล่าวว่า หุ้นสหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ขั้นรุนแรง และจะกลายเป็นวิกฤตการเงินครั้งที่ 4 ในรอบทศวรรษ ตามรอยวิกฤตปี 1929 2000 และ 2008 โดยฟองสบู่ที่กำลังจะแตกจะพาดัชนีอ้างอิงที่อยู่ในระดับสูงเกินไปกลับสู่สภาวะปกติ

ตัวเลขคาดการณ์ของ Jeremy Grantham คือดัชนี S&P 500 จะปรับตัวลงมา 48% จากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 4 ม.ค. สู่ระดับ 2500 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq ซึ่งปรับตัวลงมาแล้ว 8.3% ในเดือนนี้จะร่วงแรงกว่านี้อีก ซึ่งตอนนี้เขารู้สึกมั่นใจมากกว่าตอนที่คาดการณ์ไว้เมื่อปีที่แล้วเสียอีก

สัญญาณแรกของฟองสบู่เกิดขึ้นในช่วงปลาย ก.พ. ปี 2021 หลังหุ้นเก็งกำไรจำนวนมากเริ่มปรับตัวลงมา เริ่มจากกองทุน ARKK ของ Cathie Wood ที่ปรับตัวลงมาแล้ว 52% ตามมาด้วยการลดลงของดัชนีหุ้นขนาดกลางอย่าง Russell 2000 ที่มักมีผลการดำเนินงานโดดเด่นในช่วงตลาดกระทิง

ปัจจัยที่ Jeremy Grantham มองว่าคือนี่ระยะสุดท้ายของฟองสบู่คือ พฤติกรรมบ้าระห่ำของนักลงทุน อย่างกระแสหุ้นมีม ความคลั่งไคล้ในการซื้อหุ้นรถยนต์ไฟฟ้า กระแสเหรียญ Dogecoin หรือการประมูลเงินจำนวนหลายล้านดอลลาร์ใน NFTs

“เช็คลิสต์ครบทุกข้อแล้ว ดังนั้นฟองสบู่สามารถแตกได้ทุกเมื่อ” Jeremy Grantham เสริมว่า เมื่อมุมมองลบของนักลงทุนกลับสู่ตลาด สหรัฐฯ จะเผชิญกับการร่วงแรงครั้งประวัติศาสตร์

Jeremy Grantham ยังกล่าวอีกว่าภาวะฟองสบู่ไม่ได้อยู่แค่ในตลาดหุ้น แต่ยังอยู่ในตลาดตราสารหนี้อีกด้วย นอกจากนี้ตลาดอสังหาฯ​ ทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ที่ขยายวงกว้างที่สุด ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยคาดว่าแค่การสูญเสียในสหรัฐฯ ประเทศเดียวก็อาจแตะ 35 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว

ภายใต้สถานการณ์นี้ พอร์ตการลงทุนที่ประกอบด้วยสัดส่วนหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% แทบจะไม่มีประโยชน์เลย โดยคำแนะนำของ Jeremy Grantham คือขายหุ้นสหรัฐฯ แล้วไปลงทุนในหุ้นมูลค่าต่ำกว่าอย่างหุ้นญี่ปุ่นและตลาดเกิดใหม่ รวมถึงแนะนำให้ถือทองคำและซิลเวอร์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ และถือเงินสดไว้บางส่วนเพื่อรอจังหวะซื้อเมื่อราคาน่าสนใจ

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-20/grantham-doubles-down-on-crash-call-says-selloff-has-started?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

planet 46

ใครกำลังมองหากองทุน Healthcare ที่ล้อไปกับ Megatrend ของโลกขอให้มารวมตัวกันตรงนี้! เพราะบทความนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับกองทุน Thematic สาย Healthcare ที่มีกลยุทธ์การลงทุนรับกระแส Megatrend ที่หลากหลายของโลก อย่างกองทุน ONE-MEDTECH กองทุนน้องใหม่ป้ายแดงจากบลจ.วรรรณ ที่เน้นลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ชั้นนำของสหรัฐฯ เราลองมาดูกันดีกว่าว่ากองทุน ONE-MEDTECH จะมีความน่าสนใจอย่างไร และเกี่ยวข้องอย่างไรกับ Megatrend ของโลกในตอนนี้บ้าง

ทำไมต้องลงทุนใน MedTech?

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

  • ประชากรโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เป็นอีกหนึ่ง Megatrend ที่จะช่วยส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรม Healthcare ในภาพรวม โดยมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนธุรกิจในอุตสาหกรรม Healthcare ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

World Population 65 and Over
ที่มา: https://mercercapital.com/article/five-trends-to-watch-in-the-medical-device-industry/

  • มูลค่าตลาดเครื่องมือทางการแพทย์ของโลกอยู่ที่ประมาณ 4.23 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2020 โดยสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีรายได้จากการจำหน่ายเครื่องมือทางการแพทย์มากที่สุดในโลกด้วยสัดส่วนมูลค่าตลาดประมาณ 40% ของมูลค่าตลาดเครื่องมือทางการแพทย์โลก
  • สังคมที่กำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัลทำให้ห่วงโซ่อุปทานในทุกอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไป โดยมีเทคโนโลยีที่จะเข้ามาทำให้อุปกรณ์ทางการแพทย์และแพลตฟอร์มบนอินเทอร์เน็ตเกิดการเชื่อมต่อระหว่างกัน ส่งผลให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ป่วยได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งการวัดประสิทธิภาพของอุปกรณ์ การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ตลอดจนการพบความต้องการใหม่ ๆ ที่เร็วขึ้นกว่าเดิม

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

Traditional vs. Digital supply networks
ที่มา: https://www2.deloitte.com/th/en/pages/operations/articles/digital-transformation-medical-device-industry.html

  • การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในอุตสาหกรรม Healthcare มีมูลค่ากว่า 10.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2021 และคาดว่าในปี 2022-2030 จะมีการเติบโตต่อปี (CAGR) ที่อัตรา 38.4% โดยความต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และแนวโน้มความต้องการการรักษาแบบเฉพาะบุคคลกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ตลาด AI ในอุตสาหกรรม Healthcare เติบโต

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

Global AI in Healthcare Market (ข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2022)
ที่มา: https://www.grandviewresearch.com/industry-analysis/artificial-intelligence-ai-healthcare-market

  • จากการวิจัยของ ACS Nano พบว่าการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ทำให้สามารถตรวจหาเชื้อในที่ใดก็ได้ส่งผลให้เกิดความต้องการใหม่จากผู้บริโภคที่เรียกว่า POC (point-of-care) โดยเป็นพฤติกรรมที่ผู้บริโภคมีความต้องการรับบริการทางการแพทย์จากที่ใดก็ได้ ไม่เพียงแต่ในสถานพยาบาล
  • ผลจากการล็อกดาวน์ในช่วงเริ่มต้นการระบาดของโควิด-19 ทำให้จำนวนการผ่าตัดและศัลยกรรมที่ไม่จำเป็นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม Healthcare ในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 ซึ่งจะนำไปสู่การฟื้นตัวของกลุ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องเช่นเดียวกัน

3 ปัจจัยที่ทำให้ ‘MedTech’ เติบโตอย่างต่อเนื่อง

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

  • Aging Society – แนวโน้มการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประชากรโลก เป็น Megatrend ที่สนับสนุนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจเครื่องมือทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง
  • Digitalization – ปัจจุบันแนวโน้มสังคมดิจิทัลเข้ามา disrupt ในหลาย ๆ อุตสาหกรรม เทคโนโลยีทำให้อุปกรณ์ทางการแพทย์กับแพลตฟอร์มบนอินเทอร์เน็ตที่ทันสมัยเกิดการเชื่อมต่อระหว่างกัน
  • Decentralized Healthcare – การล็อกดาวน์และ WFH เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ทําให้เกิดความต้องการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ในทุกสถานที่ ไม่เพียงแต่ในสถานพยาบาล

คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech ด้วยกองทุน ONE-MEDTECH

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

กองทุน ONE-MEDTECH หรือ ONE Medical Technology Fund จาก บลจ.วรรณ (ONEAM) มีนโยบายลงทุนใน iShares U.S. Medical Devices ETF เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน ONE-MEDTECH จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

กองทุนหลักมีนโยบายการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนก่อนหักค่าใช้จ่ายให้ใกล้เพียงกับดัชนี Dow Jones U.S. Select Medical Equipment Index ซึ่งเป็นตัววัดผลการดําเนินงานของกลุ่มอุตสาหกรรมภาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical Equipment Sector) ในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาที่ประกอบไปด้วยหุ้นของบริษัทเครื่องมือทาง การแพทย์ ซึ่งรวมผู้ผลิตและผู้จําหน่ายเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น เครื่องถ่ายภาพด้วยสนามแม่เหล็ก (MRI) สแกนเนอร์ ขาเทียม เครื่องกระตุ้นหัวใจ เครื่อง X-ray รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่ใช่อุปกรณ์ใช้แล้วทิ้งอื่น ๆ

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด (Passive Management / Index Tracking)

จุดเด่นของกองทุน ONE-MEDTECH

  • ใช้กระบวนการคัดเลือกของบริษัท S&P Global ตามธุรกิจที่แท้จริงของบริษัท ไม่อ้างอิงกลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไปตาม GICS
  • เน้นลงทุนในธุรกิจผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น  MRI-scanners, Prosthetics, Pacemakers, เครื่อง X-ray ฯลฯ โดยหลีกเลี่ยงอุปกรณ์จำพวกใช้แล้วทิ้ง
  • เปิดโอกาสรับผลตอบแทนจากการเติบโตของเทคโนโลยีการแพทย์ จากหลากหลาย Megatrend เช่น สังคมผู้สูงอายุ สังคมดิจิทัล ฯลฯ

สัดส่วนอุตสาหกรรมของกองทุน ONE-MEDTECH

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

Sector Breakdown ของ iShares U.S. Medical Devices ETF (ข้อมูล ณ วันที่ 14/01/2022)
ที่มา: https://www.ishares.com/us/products/239516/ishares-us-medical-devices-etf

กองทุน iShares U.S. Medical Devices ETF ที่เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เน้นลงทุนในหมวดเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Health Care Equipment) โดยให้น้ำหนักการลงทุนที่ 80.13% และหมวดเครื่องมือและบริการด้านชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences Tools & Services) มีสัดส่วนการลงทุนรองลงมา โดยให้น้ำหนักที่ 19.38% ของพอร์ตการลงทุน

รีวิวหุ้นที่กองทุน ONE-MEDTECH ลงทุน

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

Top 10 Holdings ของ iShares U.S. Medical Devices ETF (ข้อมูล ณ วันที่ 14/01/2022)
ที่มา: https://www.ishares.com/us/products/239516/ishares-us-medical-devices-etf

  • Thermo Fisher Scientific (16.04%) – บริษัทผู้จัดหาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ รีเอเจนต์ วัสดุสิ้นเปลืองสำหรับการวิจัยทางชีววิทยาและการแพทย์ การคิดค้นและผลิตยาและวัคซีน การวินิจฉัยการติดเชื้อและโรคต่าง ๆ ตลอดจนบริการทางด้านซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในห้องปฏิบัติการ
  • Abbott Laboratories (15.51%) – ผู้พัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่หลากหลาย ทั้งผลิตภัฒฑ์ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยมีความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์การแพทย์ขนาดเล็กที่ใช้ติดตาม ป้องกัน และรักษาโรคเกี่ยวกับเลือด เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และโรคเบาหวาน
  • Medtronic (10.00%) – บริษัทเทคโนโลยีและบริการทางการแพทย์ ผู้ผลิต และพัฒนา อุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลทั่วโลก โดยมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตอุปกรณ์สนับสนุนการผ่าตัดและอุปกรณ์วัดการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ
  • Becton, Dickinson (5.05%) – ผู้พัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ครอบคลุมทุกสาขาการแพทย์ โดยปัจจุบันยังเป็นผู้ผลิตกระบอกและเข็มฉีดยาที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย
  • Boston Scientific (4.99%) – ผู้พัฒนา และผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทาง สำหรับการรักษาและผ่าตัดโรคหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ระบบทางเดินปัสสาวะ เชิงกราน ฯลฯ

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของ iShares U.S. Medical Devices ETF (ข้อมูล ณ วันที่ 31/12/2021)
ที่มา: https://www.ishares.com/us/products/239516/ishares-us-medical-devices-etf

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

การเติบโตของเงิน $10,000 เมื่อลงทุนใน iShares U.S. Medical Devices ETF ตั้งแต่เริ่มจัดตั้ง (ข้อมูล ณ วันที่ 17/01/2022)
ที่มา: https://www.ishares.com/us/products/239516/ishares-us-medical-devices-etf

เนื่องจากกองทุน ONE-MEDTECH เป็นกองทุนน้องใหม่ป้ายแดงที่เพิ่งจดทะเบียนกองทุนในวันที่ 24 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา ดังนั้นในบทความนี้จึงขอหยิบยกผลการดำเนินงานย้อนหลังของ iShares U.S. Medical Devices ETF ที่เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) มาพูดถึงกัน จากรูปด้านบนจะเห็นได้ว่ากองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับดัชนี Dow Jones U.S. Select Medical Equipment Index ที่เป็น Benchmark ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุนของกองทุนที่เป็นแบบ Passive Management ตามที่ได้กล่าวไปในช่วงต้นบทความ

ความเสี่ยงของกองทุน ONE-MEDTECH

กองทุน ONE-MEDTECH จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 7 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน 
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐฯ  และหมวดอุตสาหกรรม Personal Products และ Pharmaceuticals

อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยงได้ด้วยการจัดพอร์ตการลงทุน โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดพอร์ตการลงทุนจากฟินโนมีนาได้ที่ https://www.finnomena.com/port/

ค่าธรรมเนียมของกองทุน ONE-MEDTECH

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.2840%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.4231%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน ONE-MEDTECH

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

กองทุน ONE-MEDTECH เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่สนใจหรือต้องการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับเครื่องมือทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่เป็นผู้คิดค้น พัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์
  • ผู้ที่ต้องการกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังต่างประเทศ และอุตสาหกรรม Healthcare ด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ (MedTech)
  • ผู้ที่สามารถลงทุนในระยะกลางถึงยาวได้ และสามารถรับความเสี่ยงได้สูงเพื่อสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

— planet 46.

ใส่ ONE-MEDTECH เข้าพอร์ตเท่าไรดี? รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น

👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

NASDAQ เข้าสู่สภาวะ Correction น่ากลัวหรือไม่

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
NASDAQ เข้าสู่สภาวะ Correction น่ากลัวหรือไม่

เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐลงต่อเนื่อง NASDAQ ปรับลดลงจากจุดสูงสุดเมื่อ พ.ย.64 กว่า -10% เข้าสู่สภาวะปรับฐานหรือ Correction เรียบร้อยโรงเรียนเม้งกวง ความน่าหวาดเสียวชักมีมากขึ้นเรื่อย ๆ

การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น เราจะแบ่ง stage การปรับฐานออกเป็น 3 ระดับคือ

ระดับที่ 1 คือการพักฐาน (consolidation) คือการลงจากจุดสูงสุดไม่เกิน 10%

ระดับที่ 2 การปรับฐาน (correction) การลงในระดับเกิน 10% แต่ไม่เกิน 20%

ระดับที่ 3 เข้าสู่ขาลงเต็มตัว (Bear Market) คือลงมากกว่า 20%

ตั้งแต่เกิด Panic จาก COVID-19 เมื่อ มี.ค.63 ที่ NASDAQ เป็นขาลง -30% หลังจากตอนนั้นดัชนียังไม่เคยปรับฐานลึกเกินกว่า -15%

2 ปีที่ผ่านมารอบการพักตัวหรือปรับฐานจะเกิดตอน ก.ย.63 มี.ค.64 พ.ค.64 และ ก.ย.64 ทั้ง 5 จะอยู่ในช่วง -8% ถึง -15% และหลังจากปรับฐานจะตามมาด้วยการทำ All Time High ได้ทุกครั้ง

รอบนี้ลงมาแล้ว -10% จัดเป็นการปรับฐานลึกอันดับ 3 ในรอบ 2 ปี ดูน่ากลัวแต่ไม่ง่ายที่จะลงไปจนถึง -15%

จุดเปลี่ยนจะเกิดขึ้นเมื่อไร?
FOMC Meeting 26 ม.ค.65 นี้ คาดหลังผลประชุม ตลาดหุ้นสหรัฐจะฟื้นแรง

เพราะตอนนี้ตลาดกำลังตอบรับต่อผลการประชุมสุดโหดหรือ Price in ไปเยอะแล้ว และถ้าผลการประชุม มันไม่ได้เหี้ยมไปกว่า การยุติ QE ใน มี.ค. และเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในเดือนเดียวกัน ก่อนจะขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องรวม 4 ครั้งในปี 2565 มันไม่มีอะไรแย่ไปกว่าตลาดคาด หุ้นสหรัฐก็ควรฟื้นตัว

แต่ถ้าเกิด Fed ซาดิสต์ ประกาศขึ้นดอกเบี้ยเร็วทีเดียว 0.5% ใน มี.ค. อันนี้ก็ ชิก หาย ทันที ซึ่งผมเชื่อว่ามันเกิดขึ้นได้ยาก

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์

News Update: หุ้น Netflix ร่วงกว่า 20% หลังปิดตลาด เหตุผู้ใช้งานชะลอตัวลงใน Q4/2021 โดนคู่แข่ง Apple และ Disney ชิงคนดู

THE OPPORTUNITY
News Update: หุ้น Netflix ร่วงกว่า 20% หลังปิดตลาด เหตุผู้ใช้งานชะลอตัวลงใน Q4/2021 โดนคู่แข่ง Apple และ Disney ชิงคนดู

หุ้น Netflix ร่วงแรงกว่า 20% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หลังบริษัทเผยการชะลอตัวลงของสมาชิกใหม่ แม้รายได้และผลกำไรจะดีกว่าคาดก็ตาม

รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ของ Netflix

– กำไรต่อหุ้น (EPS): $1.33 สูงกว่าคาดการณ์โดย Refinitive ที่ $0.82
– รายได้: 7,710 ล้านดอลลาร์ เท่ากับที่ Refinitive คาดการณ์
– การเพิ่มขึ้นของสมาชิกแบบชำระเงินทั่วโลก: 8.28 ล้านบัญชี สูงกว่าคาดการณ์โดย StreetAccount ที่ 8.18 ล้านบัญชี

แม้การเพิ่มขึ้นของผู้สมัครสมาชิกจะสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก็จริง แต่ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าในไตรมาส 4 ของปี 2020 ที่มีสมาชิกเพิ่มขึ้นถึง 8.5 ล้านบัญชี สะท้อนว่าการเติบโตของผู้ใช้บริการที่ชะลอตัวลง

Netflix คาดว่าจะมีการสมัครสมาชิกเพิ่มขึ้น 2.5 ล้านบัญชีในช่วงไตรมาสแรกของปี 2022 ซึ่งต่ำกว่า 3.98 ล้านบัญชี ในไตรมาสแรกของปี 2021 ขณะที่ StreetAccount คาดการณ์สูงถึง 6.93 ล้านบัญชี

บริษัทกล่าวว่ามีแผนสำหรับรายการใหม่ๆ เตรียมออกในช่วงไตรมาสแรกของปีมากขึ้น โดยเตรียมรอบปฐมทัศน์ครั้งใหญ่ในเดือน มี.ค. แต่นั่นเป็นแผนเดียวกับช่วงปลายปีที่แล้วซึ่ง Netflix ได้เผยแพร่ซีรีส์และภาพยนตร์ฮิตอย่าง Emily in Paris, Don’t Look Up, Red Notice และ You เพื่อดึงดูดผู้ใช้บริการ

Netflix กล่าวว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเติบโตของผู้ใช้งานชะลอตัวลงเกิดจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากสตรีมมิ่งเจ้าอื่น ซึ่งก่อนหน้านี้ Netflix เคยกล่าวว่า Apple และ Disney จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเติบโตของบริษัท

Netflix รายงานจำนวนสมาชิกทั้งหมดในไตรมาส 4 ที่ 222 ล้านบัญชี โดย Reed Hastings ซีอีโอของบริษัทกล่าวว่า นี่เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังสำหรับบริษัทจากการเติบโตที่ช้าลงในปัจจุบัน

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา Netflix ประกาศขึ้นราคาในสหรัฐฯ และแคนาดา โดยแผน Basic เพิ่มขึ้น $1 เป็น $9.99 แผน Standard เพิ่มขึ้นเป็น $15.49 จาก $13.99 และแผน Premium เพิ่มขึ้นเป็น $19.99 จาก $17.99

กลยุทธ์ของ Netflix คือการเพิ่มราคาเนื่องจากมีลูกค้าที่ชื่นชอบรายการพิเศษของบริษัทมากขึ้น ซึ่งการเพิ่มราคาจะช่วยให้บริษัทสามารถชดเชยจากการเติบโตของผู้ใช้งานที่ลดลงได้

นอกจากนี้บริษัทยังอัปเดตนักลงทุนเกี่ยวกับการผลักดันเกม โดยได้เปิดตัวเกมตามรายการที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งาน ซึ่งการเปิดตัวเกมใหม่จะช่วยทำให้บริษัทเข้าใจว่าตัวละครใดได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานมากที่สุด

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/01/20/netflix-nflx-earnings-q4-2021.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

Mr. Serotonin
รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

ที่ผ่านมาเราเห็นกองทุนเน้น Growth หนักจัดเต็มกันมามากพอสมควร ในวันนี้เรามาลองดูกองทุน MCONT กองทุนที่เติบโตล้อไปกับแนวโน้มของผู้คนกันบ้างว่าจะน่าสนใจสักแค่ไหน

3 เทรนด์หลักของมันต้องใช้ของกองทุน MCONT

  • Digital Transformation of Consumption (การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของการบริโภค): ธีมการบริโภคยุคใหม่ที่เห็นได้ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็น E-commerce ตัวช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าราคาถูกและใช้จ่ายได้อย่างง่ายดายสะดวกสบายทั่วโลก Sharing economy หรือเศรษฐกิจแบบแบ่งปันที่อาจจะไม่ได้เป็นที่นิยมนักในบ้านเราแต่ต่างประเทศก็มีบริษัทเลื่องชื่ออย่าง AirBnb ที่เปิดโอกาสให้คนเข้าถึงที่พักวิวสุดอลังหรือใช้ในเชิงประหยัดก็ได้ที่สำคัญยังสร้างรายได้ให้กับผู้มีที่พักอาศัยแต่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรอีกด้วย ซึ่งแนวโน้มต่าง ๆ ที่ว่าก็มีแนวโน้มที่จะมีมูลค่าถึงกว่า 2 ล้านล้านเหรียญขึ้นไปในปี 2025 เลยทีเดียว
  • Emerging Middle Class (การเติบโตของชนชั้นกลาง): ถือเป็นอีกหนึ่งแนวโน้มด้านการเติบโตที่เราเห็นกันมาช้านาน การสปีดตัวเองเร่งพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเป็นเรื่องที่จะพ้นใครไปไม่ได้นอกจาก “จีน” ประเทศผู้มีการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างน่าทึ่ง ผู้คนขยันขันแข็งทำงานจนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก อีกทั้งยังมีการบริโภคสินค้าโภคภัณฑ์เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งสินค้าและบริการที่สามารถเอาตนเองเข้าไปอยู่ในใจกลุ่มผู้บริโภคท้องถิ่นนั้น ๆ ได้ก็จะมีโอกาสเติบโตอย่างก้าวกระโดด เช่น Alibaba, JD, Pinduoduo เป็นต้น
  • Health & Well-being: สุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้คนเป็นสิ่งที่อยู่กับผู้คนมาช้านาน เป็นแนวโน้มที่จางหายไปได้ยาก เพราะ ทุก ๆ คนต้องมีร่างกายเหมือนกันหมด ตัวอย่างหุ้นชื่อดังในหมวดนี้ก็เช่น Lululemon หุ้นกางเกงโยคะกว่า 20 เด้ง Nike ผู้จำหน่ายชุดกีฬาและรองเท้าชื่อดัง รวมไปถึงบริษัทผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กินใช้ทุกวันอย่าง Nestle อีกด้วย

รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

รู้จักกองทุนหลัก Robeco Global Consumer Trends

  • เน้นลงทุนในหุ้นที่มีสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มต้องใช้
  • ลงทุนใน 3 แนวโน้มหลักที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาว
  • คัดเลือกหุ้นแบบเชื่อมั่นสูงผ่านปัจจัยพื้นฐาน Active เน้นลงทุนในบริษัทที่มีโมเดลทางธุรกิจที่มีคุณภาพและมีศักยภาพในการเติบโต
  • ลงทุนในบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitve Advantage) ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนได้เหนือกว่าหุ้นอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันในระยะกลาง
  • คว้าโอกาสลงทุนในหุ้นทั่วโลกทั้งตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่

รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

สัดส่วนภูมิภาคและอุตสาหกรรมหลักที่ลงทุน

รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

ภาพแสดงสัดส่วนภูมิภาคหลักที่ลงทุนของกองทุน Robeco Global Consumer Trends I USD ที่มา: Robeco Fund Fact Sheet วันที่: 31 ธันวาคม 2021

รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

ภาพแสดงสัดส่วนอุตสาหกรรมหลักที่ลงทุนของกองทุน Robeco Global Consumer Trends I USD ที่มา: Robeco Fund Fact Sheet วันที่: 31 ธันวาคม 2021

  • สัดส่วนเซ็กเตอร์หลัก ๆ ที่ลงทุนอาจจะค่อนข้างแปลกตาจากกองทุนปกติทั่วไปที่เน้นหุ้นเทคหุ้นเฮลธ์แคร์เป็นเบอร์ 1 โดยกองทุนนี้เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มความงาม สินค้าหรูหราและสื่อสิ่งทอเป็นหลักซึ่งน่าจะมีหุ้นเด่น ๆ อย่าง Nike ผู้ผลิตรองเท้าชื่อดังรวมไปถึงกลุ่มข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวอย่าง Estee Lauder ผู้ผลิตเครื่องสำอางค์และสกินแคร์ต่าง ๆ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนต้องใช้ในทุก ๆ วันและมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง
  • สัดส่วนรองลงมาก็จะเป็นกลุ่มบริการด้านไอทีรวมไปถึงค้าปลีกออนไลน์ซึ่งน่าจะเป็นหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เราต้องใช้และมีแนวโน้มชัดเจนมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เช่น Amazon ที่การช้อปออนไลน์เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของชีวิตมนุษย์อย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่ผ่านมา รวมไปถึงมีหุ้นเน้นหนักอย่าง Intuit ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ด้านการเงินต่าง ๆ เช่น สำหรับจัดการภาษีที่มีผู้ใช้กว่า 100 ล้านรายทั่วโลก
  • เห็นดังนี้แล้วจุดเด่นของกองทุนนี้ก็คือการลงทุนในเซ็กเตอร์ที่มีแบรนด์ชั้นนำซึ่งมีความยั่งยืน โดดเด่น

รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

รีวิวหุ้นหลักที่ลงทุน

รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

 

ภาพแสดงสัดส่วนหุ้นหลักที่ลงทุนของกองทุน Robeco Global Consumer Trends I USD ที่มา: Robeco Fund Fact Sheet วันที่: 31 ธันวาคม 2021

  • Intuit (สัดส่วน 3.75%): บริษัทผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ทางด้านการเงิน มีผู้ใช้กว่า 100 ล้านรายทั่วโลก โดยมีซอฟต์แวร์ที่โดดเด่นเกี่ยวกับการจัดการทางด้านภาษีต่าง ๆ เป็นหลักรวมไปถึงซอฟต์แวร์ด้านการทำ Marketing ผ่านอีเมลล์อย่าง Mailchimp
  • Alphabet (สัดส่วน 3.70%): บริษัทผู้ฉีกข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลผู้พัฒนา Search engine อันเลื่องชื่ออย่าง Google ที่ฉีกข้อจำกัดด้านการเรียนรู้ทิ้งออกไป เปิดโอกาสให้ผู้คนมากมายเข้าถึงแหล่งความรู้ได้โดยง่าย มีการขยายขอบเขตเพิ่มเติมไปในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น Waymo โปรเจกต์รถยนต์ไร้คนขับ เป็นต้น
  • Nike (สัดส่วน 3.52%): คงไม่มีใครไม่รู้จักรองเท้า Nike แบรนด์รองเท้าชั้นนำมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบหลายราคาตั้งแต่หลักพันไปยันหลักแสนไปจนถึงหลักล้านในบางรุ่น เช่น ตระกูล Air Jordan อีกทั้งยังมีสินค้าอื่น ๆ เช่น เสื้อผ้าและอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เลือกสรรอีกด้วย
  • Netflix (สัดส่วน 3.35%): ผู้ปฏิวัติอุตสาหกรรมภาพยนตร์ Netflix ถือเป็นหนึ่งใน Disruptor แห่งทศวรรษที่ยกการชมภาพยนตร์แบบคมชัดมาไว้ที่บ้านในราคาย่อมเยา อีกทั้งยังเป็นผู้สร้างภาพยนตร์และซีรีย์ชั้นนำ Talk of the Town ชั้นเยี่ยมอีกมากมาย
  • VISA (สัดส่วน 3.07%): คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากสำหรับบริษัทนี้ เพราะแค่คุณเปิดกระเป๋าตังหยิบบัตรเครดิตหรือเดบิตก็จะเห็นโลโก้ของ VISA ในทันที VISA คือผู้เชื่อมโลกการโอนเงินใช้จ่ายเอาไว้ด้วยกัน อีกทั้งยังมียอดการทำธุรกรรมบัตรเครดิตสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในหมู่แบรนด์บัตรเครดิตของสหรัฐฯ ด้วยกัน

ผลตอบแทนย้อนหลัง

รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

 

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน Robeco Global Consumer Trends I USD ที่มา: Morningstar วันที่: 16 มกราคม 2022

จากภาพจะเห็นได้ว่ากองทุนมีผลตอบแทนในระยะยาวโดดเด่นเหนือดัชนีหุ้นโลก

MCONT เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน

  • เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นที่น่าจะล้มหายตายจากได้ยากจากการลงทุนในแนวโน้มที่ล้อไปกับความต้องการของผู้คน
  • เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ชอบสไตล์การจัดการแบบ Active ที่อาจสร้างผลตอบแทนได้เหนือตลาด
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจับจังหวะตลาดการลงทุนในเชิงรับเนื่องจากอุตสาหกรรมหลักที่ลงทุนอยู่ในหมวดหุ้นที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง และอาจเป็นสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันซึ่งหลีกเลี่ยงได้ยาก

รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

นโยบายการลงทุนของกองทุน MCONT

  • ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว (Feeder Fund) คือ Robeco Global Consumer Trends (กองทุนหลัก) ในชนิดหน่วยลงทุน (share class) I USD โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่ได้ประโยคจากแนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตโดยกองทุนมีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 6

ค่าธรรมเนียมและเงินลงทุนขั้นต่ำของกองทุน MCONT

  • ค่าธรรมเนียมซื้อ: 1.00000% (ช่วง IPO), 1.50000% (ช่วงหลัง IPO)
  • ค่าธรรมเนียมขาย: ไม่มี
  • ค่าธรรมเนียมรวมรายปี: 1.9581% (ยังไม่รวมค่าใช่จ่ายอื่น)
  • ลงทุนขั้นต่ำ: 1,000 บาท

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

Mr. Serotonin

  จัดพอร์ตผ่านกองทุน MCONT อย่างไรดี? รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น

👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

คำเตือน
ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

References

http://reports.weforum.org/digital-transformation/consumer-industries-keeping-up-with-digital-consumers/

https://reports.weforum.org/digital-transformation/consumer-industries-keeping-up-with-digital-consumers-to-unlock-10-trillion-for-industry-and-society/

https://www.robeco.com/doca/CGF_CONSU_I-fact-202112-profgloben.pdf

https://www.robeco.com/doca/CGF_CONSU_I-twop-202111-profgloben.pdf

https://www.morningstar.co.uk/uk/funds/snapshot/snapshot.aspx?id=F00000Q1YC&tab=13

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 21/01/2022 “Bitcoin หลุด $40,000 อีกครั้ง พร้อมข่าวเเบงก์ชาติรัสเซีย เตรียมเเบน เหมือง-ธุรกรรม คริปโทฯ” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 21/01/2022

“Bitcoin หลุด $40,000 อีกครั้ง พร้อมข่าวเเบงก์ชาติรัสเซีย เตรียมเเบน เหมือง-ธุรกรรม คริปโทฯ” 

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  Dow Jones ปิดที่  34,715.39 จุด -313.26  จุด  (-0.89%) S&P 500 ปิดที่ 4,482.73 จุด -50.03  จุด (-1.1%) Nasdaq ปิดที่ 14,154 จุด -186.2  จุด (-1.3%) Small Cap 2000 ปิดที่ 2,024.79 จุด -37.99  จุด (-1.84%) VIX Index อยู่ที่ 25.59 จุด +1.74  จุด (+7.3%)

ตลาดหุ้นยุโรป  Euro Stoxx 50 ปิดที่  4,299.61 จุด +31.33  จุด  (+0.73%) Dax เยอรมัน ปิดที่  15,912.33 จุด +102.61  จุด  (+0.65%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่  7,194.16 จุด +21.18  จุด  (+0.3%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่  7,585.01 จุด -4.65  จุด  (-0.06%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่  27,772.93 จุด +305.7  จุด  (+1.11%) CSI 300 จีน ปิดที่  4,823.51 จุด +43.13 จุด  (+0.90%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่  24,952.35 จุด +824.5  จุด  (+3.42%) SET Index ไทย ปิดที่  1,656.96 จุด -1.28  จุด  (-0.08%) VN30 เวียดนาม ปิดที่  1,492.81 จุด +10.26  จุด  (+0.69%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 21 มกราคม 2565) ราคาทองคำ 1,837.85 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 24.43 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 83.06 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 86.02 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 21 มกราคม 2565)  Bitcoin 4,0690 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,987.77 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.1549 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 433.81 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

Bloomberg คาดราคาน้ำมันมีโอกาสถึง $100 เนื่องจากอุปทานของนำ้มันที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ด้าน Goldman Sachs คาดราคาน้ำมันมีโอกาสถึง $100 ใน Q3/2022 พร้อมระบุความเสี่ยงที่ราคาอาจจะไม่ถึง $100 คือ อุปสงค์ที่ลดลงหากจีนมีการเเพร่ระบาดของโอมิครอน จนต้องปิดเมือง รวมถึงการเพิ่มขึ้นของอุปทานน้ำมันในสหรัฐฯ 

Netflix หุ้นร่วง 20% หลังปิดตลาด เหตุรายงานของบริษัท ระบุยอดผู้ใช้งานจะชะลอตัวใน Q1/2022 โดยเพิ่มขึ้น 2.5 ล้านราย เมื่อเทียบกับ 3.98 ล้านรายใน Q1/2021 เเละน้อยกว่าที่ตลาดคาดอย่างมาก ที่จะเพิ่มขึ้น 6.93 ล้านรายใน Q1/2022 ด้านผลประกอบการ EPS อยู่ที่ $1.33 มากกว่าคาดที่  $0.82 ด้านรายได้เเละจำนวนผู้ใช้งานใกล้เคียงกับที่คาด 

ดัชนี Hang Seng บวกแรงกว่า 3% หุ้นเทคฯ-อสังหา พุ่ง หลังแบงก์ชาติจีนลดดอกเบี้ยเงินกู้ (LPR) ระยะเวลา 1 ปี ลง 10 bps เหลือ 3.7% จาก 3.8% และยังได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะเวลา 5 ปี เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2020 เหลือ 4.6% จาก 4.65% ส่งให้นักลงทุนคลายความกังวลต่อมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวด

ไบเดนย้ำ สหรัฐฯ จะตอบโต้ทางเศรษฐกิจเเละทางการฑูต หากรัสเซียบุกยูเครน เพื่อให้รัสเซียต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายทางการเมือง เศรษฐกิจและทางทหารที่สูงขึ้น ด้านไบเดนกล่าวว่าการส่งทหารอเมริกันเข้าร่วมความขัดเเย้งระดับสงคราม “ไม่น่าจะเกิดขึ้น”

แบงก์ชาติรัสเซีย เตรียมแบน ‘ซื้อ-ขาย’ และ ‘ขุดเหมือง’ Bitcoin ในประเทศ ด้านนักวิเคราะห์ ประเมินมีผลกระทบระยะสั้น เนื่องจากเหมืองขุด Bitcoin จะมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อครั้งรัฐบาลจีนประกาศห้ามทำเหมืองเเละธุรกรรม คริปโทฯ

ศบค. ผ่อนคลายมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยว เปิดลงทะเบียนระบบเทสต์แอนด์โกอีกครั้ง 1 ก.พ. นี้ พร้อมตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR จำนวน 2 ครั้ง เเละปรับลด “พื้นที่สีส้ม” หรือ “พื้นที่ควบคุม” จาก 69 จังหวัด เหลือ 44 จังหวัด โดยอนุญาตให้รวมกลุ่มกันได้ไม่เกิน 500 คน และใช้อาคารสถานศึกษาเพื่อจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติ

News Update: Bitcoin หลุดระดับ $40,000 ต่ำสุดรอบ 6 เดือน ร่วงแล้วเกือบ 5% ตลาดกังวลสินทรัพย์เสี่ยง ด้านรัสเซียเตรียมแบน เหมือง-ธุรกรรม คริปโทฯ

THE OPPORTUNITY
News Update: Bitcoin หลุดระดับ $40,000 ต่ำสุดรอบ 6 เดือน ร่วงแล้วเกือบ 5% ตลาดกังวลสินทรัพย์เสี่ยง ด้านรัสเซียเตรียมแบน เหมือง-ธุรกรรม คริปโทฯ

Bitcoin ร่วงแรงหลุดระดับ $40,000 สู่ระดับต่ำสุดรอบ 6 เดือน หลังพุ่งขึ้นเหนือ $43,000 ในช่วงสั้นๆ เมื่อไม่ถึง 24 ชั่วโมงที่แล้ว ขณะที่ Ether และเหรียญอื่นๆ ปรับตัวลงมาเช่นกัน

ล่าสุด (21 ม.ค.) ราคา Bitcoin ร่วงแล้วเกือบ 5% อยู่ที่ราคาประมาณ $39,900 ขณะที่ Ether ร่วงกว่า 6.5% อยู่ที่ราคาประมาณ $2,900

การร่วงแรงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองลบของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจและปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง รวมถึงการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหลังดัชนี Nasdaq ลดลงมา 1.1% สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นเชิงลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง

นอกจากนี้ความผันผวนของราคา Bitcoin เกิดขึ้นหลังธนาคารกลางรัสเซียประกาศพิจารณาเตรียมแบนคริปโทฯ ซึ่งรวมถึงการห้ามขุด ห้ามซื้อขาย และเตรียมแบนกระดานซื้อขาย โดยให้เหตุผลว่าสินทรัพย์ดิจอทัลเป็นภัยต่อความมั่นคงทางการเงินของชาติ และสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการประกาศแบนดังกล่าวของรัสเซียนั้นส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อตลาดคริปโทฯ แต่คาดว่าจะได้เห็นภัยคุกคามมากขึ้นจากรัฐบาลของหลายประเทศในการจำกัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโทฯ

อ้างอิง: https://www.coindesk.com/markets/2022/01/20/first-mover-asia-bitcoin-altcoins-rise-and-then-sink/ 

https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-20/bitcoin-s-tech-correlation-strengthens-as-risk-appetite-returns?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

แจกสไลด์ รายการ FINNOMENA LIVE – “ราคาน้ำมันทะยาน เงินเฟ้อลากยาว สินทรัพย์อะไรได้ประโยชน์?”

FINNOMENA

 

รับชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่ >>> https://youtu.be/Qwo9W5aHxcQ

ถึงเวลาของเงินบาท

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
ถึงเวลาของเงินบาท

ปี 2021 ถือเป็นปีที่ค่าเงินบาทอ่อนแอและผันผวนหนัก โดยอ่อนค่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับสกุลหลักอื่น ๆ ในเอเชีย -10.34% อันดับสองเป็นเยนญี่ปุ่นอ่อนค่า -10.28% และอันดับสามเป็นวอนเกาหลีใต้อ่อนค่า -8.63%

สกุลเงินในเอเชียส่วนใหญ่จะอ่อนค่ากันยกเว้นแค่หยวนของจีนที่แข็งค่าขึ้น 2.69%

การอ่อนค่าอย่างหนักของเงินบาทในปี 2021 จนมาถึงระดับ 33.99 บาท ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 ปัจจัยหลักมาจาก “การขาดดุลแฝด” หรือ “การขาดดุลบัญชีคลังและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในขณะเดียวกัน” เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2013 โดยครั้งนั้น เกิดจากการที่ปี 2011 ไทยเกิดน้ำท่วมใหญ่ กระทบกับกำลังการผลิตและส่งออก ขณะที่รัฐบาลต้องใช้นโยบายประชานิยม จึงเป็นการกดดันสถานะการคลังอย่างต่อเนื่อง

สำหรับในปี 2021 ด้วยสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดรุนแรง การท่องเที่ยวระหว่างประเทศหยุดชะงัก รัฐบาลต้องใช้มาตรการปิดเมืองตลอดไตรมาส 3 ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจติดขัด ทำให้รายได้ของภาครัฐหดหาย และจำเป็นต้องเพิ่มรายจ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และรายจ่ายด้านสาธารณสุข รวมไปถึงนโยบายช่วยผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

ทั้งหมดล้วนส่งผลให้สถานการคลังของรัฐบาลต้องเป็นขาดดุลรุนแรง ส่วนการส่งออกของไทยแม้จะขยายตัวได้ 16.4% แต่ยังเป็นการขยายตัวที่ต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย อีกทั้งดัชนีค่าระวางเรือโลกที่อยู่ในระดับสูงโดยเฉลี่ยที่ 7,374 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 สูงกว่าระดับเฉลี่ยในปี 2020 ที่ 2,171 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นอีกปัจจัยที่กดดันภาคการส่งออก และแม้ว่าจะเกินดุลการค้าได้ 3.92 พันล้านเหรียญ แต่ก็ต้องเจอกับการขาดดุลบัญชีบริการตลอดปี 2021 เกือบ 5 หมื่นล้านบาท จึงทำให้ไทยต้องประสบกับสภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรังเกือบ 1 หมื่นล้านบาท

ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอ และการเกิด “การขาดดุลแฝด” ทำให้เกิดแรงขายบาทตลอดปี 2021 รวมถึงมีแรงกดดันจากการแข็งค่าของ US Dollar ตามแรงหนุนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ เหล่านี้ล้วนเป็นเป็นเหตุที่ทำให้บาทอ่อนค่าเกินกว่าที่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ตาม ในปี 2022 คาดว่าเงินบาทมีโอกาสพลิกฟื้นกลับมาแข็งค่าในระดับ 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้ จากแรงหนุนต่าง ๆ ดังนี้

1. การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย แม้ว่าจะมีการระบาดของสายพันธุ์โอไมครอน แต่ด้วยประชาชนได้รับวัคซีนครบโดสมากกว่า 60% ของประชากรทั้งหมด และโอไมครอนไม่ได้ส่งผลให้เกิดอาการป่วยรุนแรง คาดว่ารัฐบาลจะไม่ใช้มาตรการเข้มงวดในการควบคุมโรค กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีโอกาสที่จะกลับมาใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดวิกฤติโควิด

2. การขาดดุลการคลังของรัฐบาลจะดีขึ้น จากค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่ลดลง ขณะที่การจัดเก็บรายได้น่าจะเริ่มมากขึ้น โดยรวมสถานการณ์การคลังของรัฐบาลจึงน่าจะดีขึ้นในปี 2022

3. ดุลบัญชีบริการจะขาดดุลลดลง จำนวนนักท่องเที่ยวที่จะมากขึ้น แม้จะยังไม่มีนักท่องเที่ยวจากจีน ซึ่งเป็นรายใหญ่ของไทย (11 ล้านคนในปี 2562) เนื่องจากรัฐบาลจีนจะยังคงเข้มงวดต่อการเดินทางออกนอกประเทศ โดยภาพรวมธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาในระดับ 5-6 ล้านคน ด้านรายการในดุลบริการด้านอื่น ๆ ทั้งค่าระวางเรือ คาดว่าจะชะลดลงตามสภาวะความต้องการตู้คอนเทนเนอร์ที่ใกล้สมดุลมากขึ้น

4. ดุลบัญชีเดินสะพัดจะพลิกกลับมาเป็นเกินดุล โดยดุลการค้าจะยังคงเกินดุลต่อเนื่องจากการส่งออกที่ยังคงแนวโน้มขยายตัวตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก โดย IMF ประเมินการค้าโลกในปี 2022 จะเติบโต 7% ขณะที่คาดการณ์การส่งออกของไทยปี 2022 จะขยายตัวได้อีกราว 5% เมื่อเทียบกับปี 2021 เมื่อรวมกับดุลบัญชีบริการที่ขาดดุลน้อยลง ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะสามารถพลิกมาเป็นเกินดุลได้ที่ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามคือ แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางหลาย ๆ แห่งเพื่อสกัดเงินเฟ้อ อาจทำให้เกิดส่วนต่างกับอัตราดอกเบี้ยของไทย เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่ ธปท. จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.50% ไปจนถึงสิ้นปี 2022 อาจเป็นผลให้เกิดกระแสเงินไหลออกและกดดันค่าเงินบาทได้

กระนั้นการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed คาดว่าน่าจะเริ่มได้เร็วที่สุดคือ มี.ค. ก่อนจะถึงเวลานั้น ด้วยปัจจัยสนับสนุนต่าง ๆ จะเป็นตัวกระตุ้นให้กระแสเงินไหลกลับเข้าเก็งกำไรในเงินบาท ล่าสุด Goldman Sachs ได้ออกบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจว่าปี 2022 จะเป็นปีแห่งการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวหลังโควิด-19 มีแนวโน้มจะกลายเป็นเพียงแค่โรคระบาดประจำถิ่น ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวอย่างไทย โดย Goldman Sachs เชื่อว่าจะเริ่มมีเม็ดเงินเข้าเก็งกำไรในเงินบาทจากนี้ยาวไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2022

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์

เรียนรู้จากวิกฤติ ตอนที่ 2: Dot-com Bubble อินเทอร์เน็ตมหัศจรรย์กับเงินนักลงทุนที่หายไป

BottomLiner
เรียนรู้จากวิกฤติ ตอนที่ 2: Dot-com Bubble อินเทอร์เน็ตมหัศจรรย์กับเงินนักลงทุนที่หายไป
อย่างที่เราได้พูดปิดท้ายไว้ในตอนที่ 1
ฟองสบู่มักจะเกิดขึ้นจาก 2 สิ่ง คือ
  • เทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ (เช่น ฟองสบู่ Tronics และ ฟองสบู่ Biotech)
  • โอกาสในการทำธุรกิจใหม่ ๆ (เช่น ฟองสบู่ South Sea และ ฟองสบู่ดอกทิวลิป)
Internet เป็นทั้ง 2 อย่างในเวลาเดียวกัน มันเป็นทั้งเทคโนโลยีใหม่และโอกาสในการทำธุรกิจแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเป็นการปฏิวัติการสื่อสาร เข้าถึงข้อมูล รวมถึงรูปแบบการซื้อ-ขาย สินค้าและบริการต่าง ๆ
Web browser แรกที่เป็นที่นิยมในโลกคือ “Mosaic” ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1993 ก่อนที่ Microsoft จะซื้อ license ของ Mosaic มาพัฒนาเป็น Internet Explorer บน window 95 และปล่อยออกสู่สาธารณะในปี 1995
Internet มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้ computer ส่วนบุคคลได้รับความนิยม เพราะมันช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลได้เป็นอย่างดี โดยพบว่าจำนวนของบ้านที่มี computer ส่วนบุคคลในสหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 35% ในช่วง 1990-1997 เท่านั้น
การเข้ามาของเทคโนโลยี internet ในช่วงแรกดูจะเป็นที่ถกเถียงกันเป็นวงกว้าง บ้างก็ว่าเป็นแค่กระแสชั่วคราวเท่านั้น แต่กระแสถกเถียงดังกล่าวก็เงียบลงเรื่อย ๆ เมื่อดัชนี NASDAQ ที่เป็นตัวแทนของหุ้นเทคได้วิ่งขึ้นมากกว่า 3 เท่าในเวลาไม่ถึง 2 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ดัชนี NASDAQ ก็เป็นขาขึ้นมาอย่างยาวนาน และทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ราว ๆ 15% ต่อปี (1974-1998) แต่นั้นเทียบไม่ได้เลยกับผลตอบแทน 3 เด้งใน 1 ปีนิด ๆ ระหว่างช่วง ต.ค. ปี 1998 – มี.ค. ปี 2000
จริง ๆ แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นในยุค “ฟองสบู่ Internet” นี้ ก็เหมือนฉายหนัง “ฟองสบู่ Tronics” ให้เราดูอีกรอบ เพียงแต่รอบนี้ หนังเรื่องนี้ระเบิดตูมตาม อลังการกว่าเดิมมาก
เดาได้ไม่ยาก ถ้าฟองสบู่ Tronics ในยุค 60 นั้น มาจากบริษัทจำนวนมากตั้งชื่อเกี่ยวกับ “Tronics” (แม้บริษัทอาจจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับอุตสาหกรรม Electronics ก็ตาม)
ฟองสบู่ Dot-com ก็มาจากความบ้าคลั่งใน Internet ที่ทุกบริษัทไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้หรือไม่ หันมาเปลี่ยนชื่อให้เข้ากับกระแส เช่นคำว่า Dot-com, Dot-net, Internet, Network แค่ปี 1998 ปีเดียว มีบริษัทในตลาดเปลี่ยนชื่อให้มีนัยยะกับเว็บไซต์ของบริษัทกว่า 63 บริษัท

พอกันที่การประเมินมูลค่า

บริษัทยุค Dot-com ส่วนใหญ่มักใช้กลยุทธ์ยอมขาดทุนต่อเนื่อง เร่งทำการตลาด โฆษณาและโปรโมชั่น เพื่อให้เกิด Network Effect และได้ market share ให้มากและเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ใช้การ burn cash จาก VC) สื่อโหมกระหน่ำทำข่าวหุ้นเทค นักวิเคราะห์ขยับเป้าราคาขึ้นรัว ๆ และมีนักลงทุนรายใหม่เข้าสู่ตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องในปี 1999-2000 ทำให้ราคาของหุ้นเทคในยุคนั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็วมาก ประกอบกับความมั่นใจในเทคโนโลยีว่าสิ่งเหล่านี้จะมา disrupt ธุรกิจแบบเดิม ๆ ทำให้นักลงทุนยอมซื้อหุ้นเทคในทุกราคา ไม่ว่าจะแพงแค่ไหน ละเลยการประเมินมูลค่า พื้นฐานบริษัท อัตราส่วนวัดความถูกแพงเช่น P/E, P/BV Ratio ไปเลย เพราะมันใช้ไม่ได้ผล บางบริษัทที่แพงมาก ๆ แต่ราคาก็ยังพุ่งสูงต่อไปให้แพงขึ้นไปอีก จนแทบจะรู้สึกว่าการมานั่งประเมินพื้นฐานเหล่านี้ ได้กำไรน้อยกว่าการสุ่มซื้อหุ้นที่มีเรื่องราวที่น่าสนใจเสียอีก นักลงทุนกวาดซื้อหุ้นเทคกันอย่างบ้าคลั่งและพา NASDAQ ทะยานสู่จุดที่แพงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดย NASDAQ ในปี 2000 มี P/E ถึง 175 เท่า (ณ ปัจจุบันที่คนบอกหุ้นเทคแพงเกินไป ซื้อไม่ไหว NASDAQ P/E 30 เท่า)

ยุคทองของ VC

แน่นอนบริษัทเทค Dot-com เหล่านี้จะเอาเงินทุนมาจากไหน ที่จะทำให้ขาดทุนได้นาน ๆ หนึ่งตัวละครที่เร่งให้เกิดการเก็งกำไรอย่างรุนแรงก็คือเหล่า VC ที่ให้ทุนบริษัท dot-com ต่าง ๆ และผลักดันเข้า IPO ในตลาดนั้นเอง เมื่อเหล่า VC กลุ่มแรกพาบริษัท dot-com เข้าตลาดและได้กำไรมหาศาล ทำให้ธุรกิจ VC ได้รับความสนใจอย่างมาก และ VC ก็เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นดอกเห็ด ในปี 2000 นั้น VC ในสหรัฐลงทุนในบริษัทต่าง ๆ ไปกว่า $66.4B เกิดดีลซื้อขายกว่า 4,500 ครั้ง (ถ้าหักเงินเฟ้อไป จะยังมากกว่าปี 2020 ที่ VC ให้ทุนเป็นจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์เสียอีก)

End Game

ในเดือน มกราคม ปี 2000 ทุกอย่างดูดีไปหมด เหล่าบริษัท Dot-com จำนวนมาก ยังมีเงินเหลือเฝือถึงขนาดซื้อเวลาโฆษณาใน Super Bowl ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโฆษณาระดับ hi-end สุดตระการตาและมีค่าใช้จ่ายแพงถึง $2m ต่อ 30 วินาที (ประมาณ 100 ล้านบาทในปัจจุบัน)
ระเบิดถูกจุดขึ้นในวันที่ 13 มี.ค. เมื่อญี่ปุ่นประกาศว่ากำลังเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเผชิญกับ Lost Decade ตั้งแต่ช่วง 1990 เป็นต้นมา ทำให้เกิดแรงเทขายรุนแรงทั่วโลก และกระทบกับหุ้นเทคเต็ม ๆ วันที่ 14 มี.ค. ตลาด NASDAQ ถล่มกว่า -6% แต่นั้นก็อาจจะเบาไปเลย หากเทียบกับ วันที่ตลาดมีการเคลื่อนไหวรุนแรงที่สุดในฟองสบู่รอบนี้ อย่าง 4 เม.ย. 2000 ที่ตลาดเคลื่อนไหวแดนลบสูงสุดในวันมากกว่า -15% จากการบริษัท Microsoft โดนตัดสินผิดกฎหมายผูกขาดบนตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลใน 2 รัฐ และศาลสั่งให้เหล่าผู้ผลิตและผู้ใช้งานลบแอป Internet Explorer ทิ้ง และสัปดาห์ต่อมาตลาด NASDAQ ลงต่ออีกกว่า -25%
ถ้าระเบิดคือ ญี่ปุ่น ตัวจุดระเบิดก็คือการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่เกิดขึ้นตลอด 1 ปีก่อนหน้า โดยขึ้นดอกเบี้ย 6 ครั้ง จาก 4.75% เป็น 6 % ซึ่งแม้การขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวจะไม่ได้กระทบสหรัฐโดยตรง แต่มันส่งผลอย่างมากต่อประเทศที่ค่าเงินเกี่ยวข้องกับ US Dollar โดยเฉพาะญี่ปุ่น
นอกจากนี้การขึ้นดอกเบี้ยก็เป็นอีกเหตุผลให้ เหล่า VC ไม่สามารถหาเงินมาให้บริษัท Dot-com ต่าง ๆ Burn Cash ได้อีกต่อไป แม้หลายบริษัทจะยังมีผู้ใช้บริการอยู่ แต่ไม่สามารถทนขาดทุนต่อเนื่องได้ เมื่อขาดสภาพคล่อง จึงยอมแพ้และล้มละลายไปในที่สุด
ไม่ใช่แค่บริษัท Dot-com เท่านั้นที่ล้มตาย ยังมีบริษัทที่วางระบบ infrastructure สำหรับ internet และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ขาดทุนมหาศาล เพราะ demand ไม่ได้มาตามนัดและหายไปอย่างฉับพลัน หลังจากฟองสบู่ dot-com แตก
เหตุการณ์ฟองสบู่ dot-com ใช้เวลากว่า 940 วัน จากจุดสูงสุดถึงจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 02 ตลาด NASDAQ ปรับตัวลงทั้งสิ้นกว่า -78% ซึ่งเป็นมูลค่าตลาดที่หายไปกว่า $2.26T หรือราว ๆ 75 ล้านล้านบาท มีบริษัทเทค IPO ทั้งสิ้น 2,288 บริษัทตั้งแต่ปี1996-2000 แต่มีเพียง 80 บริษัทจากจำนวนดังกล่าวที่ยังอยู่ในตลาดในปี 2001 (คิดเป็น 3.5% ที่รอด)
สถานการณ์ปัจจุบันแม้จะไม่ได้เหมือนกับเหตุการณ์ฟองสบู่ Dot-com เป๊ะ ๆ แต่ก็เป็นอะไรที่น่าคิดเหมือนกัน เพราะ Asset ต่าง ๆ ทั่วโลกวิ่ง Rally มาตั้งแต่ มี.ค. ปี 20 แล้วถ้ามันมีอะไรที่เป็นตัวจุดระเบิดลูกต่อไปขึ้นมา ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่เราลงทุนจะสามารถอยู่รอดได้หรือไม่? จากสถิติ 3.5% ที่เหลือรอดในฟองสบู่ dot-com ทรัพย์สินของเราจะอยู่ใน 3.5% นั้นหรือเปล่า ?
BottomLiner

News Update: ครบรอบ 1 ปีกับ ปธน.โจ ไบเดน ความนิยมตกฮวบ คนอเมริกันกว่าครึ่งไม่พอใจผลงาน จากประเด็นโควิด-เงินเฟ้อ–ขั้วการเมือง

THE OPPORTUNITY
News Update: ครบรอบ 1 ปีกับ ปธน.โจ ไบเดน ความนิยมตกฮวบ คนอเมริกันกว่าครึ่งไม่พอใจผลงาน จากประเด็นโควิด-เงินเฟ้อ–ขั้วการเมือง

ครบรอบ 1 ปีของปธน.โจ ไบเดนกับการดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่พอใจของชาวอเมริกันจากการรับมือต่อโควิด-19 การแบ่งขั้วทางการเมือง รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 40 ปี

โจ ไบเดน ยอมรับว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากหมดกำลังใจ แต่ยืนยันว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารสามารถรับมือกับโควิดได้ดีกว่าที่คาดหวัง อย่างไรก็ดี ผลสำรวจจาก Ipsos ระบุว่า ชาวอเมริกันราว 50% ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของปธน.ไบเดน

สอดคล้องกับรายงานของ BBC ที่ระบุว่า คะแนนความนิยมของเขาร่วงลงเหลือ 42% โดยคะแนนความนิยมเริ่มลดลงหลังสหรัฐฯ ถอนกองกำลังออกจากอัฟกานิสถานในช่วงเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว และร่วงลงมาอีกหลังการระบาดของโควิด-19 กลับมาพุ่งสูงขึ้น ขณะที่คะแนนความไม่พอใจต่อผลงานของไบเดนที่พุ่งขึ้นจาก 35% ไปเป็น 52%

แม้ในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะส่งสัญญาณฟื้นตัวได้ดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ทำให้ทั้งการจ้างงานเติบโต อัตราว่างงานอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการเติบโตของธุรกิจใหม่ๆ แต่นั่นมาพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงสุดในรอบ 39 ปี

Ipsos รายงานว่า เหตุผลหลักที่ชาวอเมริกันไม่พอใจคือ ปัญหาเศรษฐกิจและโควิด-19 ที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลง ขณะที่ โจ ไบเดน กล่าวว่า นี่เป็นงานที่ยังไม่แล้วเสร็จ โดยมั่นใจว่าฝ่ายบริหารสามารถทำอะไรได้มากกว่าการรับมือกับโควิด-19

นอกจาก 2 ประเด็นข้างต้นแล้ว ยังมีประเด็นการแบ่งขั้วทางการเมืองในสภาคองเกรส โดยก่อนหน้านี้ ไบเดนกล่าวว่า ความท้าทายอย่างหนึ่งที่เขาประเมินต่ำเกินไปคือการต่อต้านอย่างเด็ดขาดของรีพับลิกัน และได้กล่าวถึง Mitch McConnell วุฒิสภารีพับลิกันที่ทำทุกอย่างเพื่อคัดค้านมาตรการของเขา

ที่ผ่านมา พรรคเดโมแครตพยายามผลักดันร่างกฎหมายมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ด้วยคะแนนเสียงของเดโมแครตที่มีมากกว่ารีพับลิกันเพียงเล็กน้อยในนโยบายต่างๆ เช่น การสร้างหลักประกันทางสังคม การฟื้นฟูสภาพแวดล้อม และการสร้างที่อยู่อาศัยราคาไม่แพง

ความพยายามดังกล่าวของเดโมแครตสร้างความไม่พอใจแก่ผู้อนุรักษ์นิยมบางคนที่มองว่า ไบเดนควรมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเงินเฟ้อ การขาดแคลนแรงงาน รวมถึงปัญหาห่วงโซ่อุปทานก่อนที่ปัญหาดังกล่าวจะยืดเยื้อ และนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในที่สุด

นักวิเคราะห์ด้านการเมืองมองว่า ความผิดพลาดของพรรคเดโมแครตคือการเน้นร่างกฎหมายที่ไม่สามารถผลักดันให้ลุล่วงโดยอ้างถึงความขัดแย้งในพรรคตัวเองซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ต้องการฟัง และนั่นทำให้เดโมแครตพลาดโอกาสในการหยิบยกกฎหมายที่ผลักดันจนสำเร็จขึ้นมาพูด

ความนิยมของโจ ไบเดน ลดลงอย่างมาก ซึ่งนี่อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 8 พ.ย. อย่างไรก็ตามโจ ไบเดน ยังคงเชื่อมั่นว่าจะสามารถจัดการกับปัญหาที่ยังค้างคาได้เสร็จสิ้นก่อนการเลือกตั้งเพื่อรักษาคะแนนเสียงจากผู้สนับสนุน

อ้างอิง: 

https://www.reuters.com/world/us/biden-address-skeptics-presidency-nears-one-year-mark-wednesday-2022-01-19/ 

https://www.bbc.com/news/world-us-canada-60044270 

https://www.voathai.com/a/joe-biden-tepid-anniversary-year-two-pandemic-year-three/6403881.html

https://www.matichon.co.th/foreign/news_3140776

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

planet 46
รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

ใครที่กำลังมองหาโอกาสในการรับผลตอบแทนที่เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจเวียดนามแล้วละก็ต้องอ่านบทความนี้เลย เพราะในบทความนี้เราจะจับกองทุนไทยของทุกบลจ.ที่มีนโยบายลงทุนในประเทศเวียดนามมามัดรวมกันไว้ที่นี่

สารบัญ

ทำไมเวียดนามถึงน่าลงทุน?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 22 บลจ. ครอบคลุมทุกบลจ. ในประเทศไทย สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

GDP เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

แม้ว่าจะต้องประสบกับการระบาดของโควิด-19 แต่เศรษฐกิจของเวียดนามยังคงมีความยืดหยุ่น โดยในปี 2020 GDP ของเวียดนามขยายตัว 2.9% ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตของ GDP ที่สูงที่สุดในโลก การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ฟื้นตัวและตัวเลขการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผลจากความต้องการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นจากมาตการทำงานที่บ้าน

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

GDP Growth (%)
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

ตั้งแต่ปี 2015-2019 GDP ของประเทศเวียดนามเฉลี่ยอยู่ที่ 6.8% โดย Bloomberg คาดการณ์ว่า GDP ของเวียดนามในปี 2021 และ 2022 จะกลับมาเติบโตที่ 5.1% และ 7.0% ตามลำดับ นอกจากนี้ Asian Delovepment Bank ยังระบุว่า โมเมนตัมการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามยังคงแข็งแกร่งในปีนี้และปีหน้า การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของจีนและสหรัฐฯ จะช่วยขยายโอกาสทางการค้าและการเติบโตของเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญ

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

GDP Per Capita
ที่มา: Our World in Data

เวียดนามยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตของ GDP Per Capita เร็วที่สุดในอาเซียน และยังมี Upside อีกมาก โดยได้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในช่วงสองถึงสามทศวรรษที่ผ่านมา ในปี 2000 เวียดนามเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 60 ของโลก และไต่ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 44 ในปี 2019 โดยมีการคาดการณ์ว่า เวียดนามจะกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 20 ของโลกภายในปี 2050

สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างก้าวกระโดด

เวียดนามเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของหลาย ๆ ประเทศ โดยคู่ค้าที่สำคัญของเวียดนามได้แก่ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งมีสินค้ากลุ่มโทรศัพท์มือถือ และกลุ่มวงจรไฟฟ้า (IC) ที่เติบโตดีที่สุดในบรรดาสินค้าส่งออกของเวียดนาม โดยเติบโตมากกว่า 400% ในรอบ 5 ปี

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

ที่มา: OECD, ข้อมูล ปี 2019

ทำเลที่ตั้งของประเทศเอื้อต่อการค้าและธุรกิจ

ที่ตั้งของประเทศเวียดนามเอื้อต่อการทำค้าและธุรกิจ โดยเวียดนามตั้งอยู่ในที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ที่ตั้งของประเทศยังตั้งใกล้อยู่กับตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอย่างประเทศจีน ลักษณะของชายฝั่งทะเลที่ยาวของเวียดนามช่วยให้สามารถเข้าถึงทะเลจีนใต้และเส้นทางเดินเรือหลักของโลกได้

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

ภูมิศาสตร์ของประเทศเวียดนาม
ที่มา: https://www.itourvn.com/blog/vietnam-s-geography 

เมืองหลวงของเวียดนามอย่างกรุงฮานอยที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอยู่ในตำแหน่งที่สะดวกสำหรับการค้า ในขณะที่นครโฮจิมินห์ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดและถือเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียอีกด้วย การมีเมืองใหญ่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของประเทศทำให้ง่ายต่อการทำธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ

การสนับสนุนจากภาครัฐเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

  • ข้อตกลงทางการค้า — รัฐบาลเวียดนามมีการทำข้อตกลงทางการค้าที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การเป็นหนึ่งในสมาชิกอาเซียนและเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ข้อตกลงทางการค้าทวิภาคี (BTA) กับสหรัฐฯ และ ข้อตกลงการค้าเสรีกับญี่ปุ่นและเกาหลี เป็นต้น
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน — รัฐบาลเวียดนามมีนโยบายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยมีการระดุมทุนเพื่อสร้างและปรับปรุงทางด่วน สนามบิน และท่าเรือทั่วประเทศ ซึ่งการคมนาคมขนส่งที่สะดวกจะทำให้การทำธุรกิจในเวียดนามง่ายขึ้น
  • เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ — ในเวียดนาม อุตสาหกรรมส่วนใหญ่อนุญาตให้มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยรัฐบาลได้ทำการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและเพิ่มนโยบายเพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ เช่น ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือยกเว้นภาษีสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ยกเว้นอากรขาเข้าในบางประเภทสินค้า เช่น วัตถุดิบ ลดหรือยกเว้นภาษีการเช่าที่ดินหรือภาษีการใช้ที่ดิน เป็นต้น

ทรัพยากรมนุษย์มีคุณภาพและอยู่ในวัยแรงงานเป็นส่วนใหญ่

ในปี 2020 เวียดนามมีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับที่ 15 ของโลกด้วยจำนวนประชากรมากกว่า 97 ล้านคน โดยคิดเป็นประมาณ 1.25% ของประชากรโลก ซึ่งในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ประชากรเวียดนามเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 1% และคาดว่าประชากรเวียดนามจะเพิ่มสูงถึง 104 ล้านคนภายในปี 2030 ตามแผนยุทธศาสตร์ ‘เวียดนาม 2030’ การเติบโตของประชากรที่คงที่บ่งชี้ถึงอนาคตที่สดใสสำหรับกำลังแรงงานของประเทศ ที่มักมาพร้อมกับการพัฒนาเมืองและการพัฒนาเศรษฐกิจ พร้อมกับช่วยหนุนการบริโภคในประเทศให้เติบโตอีกด้วย

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กราฟแท่งแสดงการคาดการณ์จำนวนประชากรของประเทศเวียดนาม ปี 2015-2050
ที่มา: Statista

ซึ่งจากข้อมูลของ Worldometers ระบุไว้ว่า อายุมัธยฐานของประชากรเวียดนามคือ 32.5 ปี ตามรายงานของ World Bank ระบุไว้ว่าประชากรเวียดนามประมาณ 70% มีอายุต่ำกว่า 35 ปี เวียดนามมีอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labour Force Participation Rate) เป็นอันดับสามในเอเชียที่ 68.5% รองจากประเทศคูเวต และเกาหลีเหนือ นอกจากนี้รัฐบาลเวียดนามยังมีการจัดสรรงบประมาณประจำปีประมาณ 20% สำหรับภาคการศึกษา ด้วยเหตุนี้เวียดนามจึงมีแรงงานที่อายุน้อยและมีการศึกษาสูง

อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตสูง หนุน Start-up เกิดง่าย

อย่างที่ได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้ว่าประชากรของประเทศเวียดนามอยู่ในวัยแรงงานจำนวนมาก จึงส่งผลให้อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศเวียดนามสูงตามไปด้วย ซึ่งปัจจัยนี้จะช่วยหนุนให้เกิดธุรกิจ Start-up ที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในอนาคต

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Internet Penetration Rate และ Internet Economy GMV
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

ระยะสั้น-กลาง เวียดนามยังน่าลงทุนอยู่ไหม?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

เวียดนามเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2021 โดยดัชนี VNI ทำผลการดำเนินงานไปได้ 24.8% ซึ่งเป็นอันดับสองรองจากอินเดียเพียงประเทศเดียว (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2564) เห็นผลตอบแทนงามขนาดนี้ หลาย ๆ คนที่ยังไม่มีกองทุนเวียดนามอยู่ในพอร์ต หรือแม้แต่คนที่มีกองทุนเวียดนามอยู่ในพอร์ตแล้วแต่อยากลงทุนเพิ่ม ก็คงต้องมีคำถามแน่ ๆ ว่า ตอนนี้เวียดนามแพงไปหรือยัง? ยังสามารถซื้อลงทุนได้อยู่ไหม? ในบทความนี้ จะพาไปหาคำตอบให้ทุกคนได้นำไปประกอบการตัดสินใจในการลงทุนกองทุนเวียดนามกัน

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

VNI Index YTD Performance by Sector และ VNI Index Weight by Sector
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

จากภาพกราฟด้านบนจะเห็นได้ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมของเวียดนาม เช่น กลุ่มสื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถทำผลตอบแทนได้โดดเด่น Outperform และมีเพียงกลุ่ม Defensive อย่างสาธารณูปโภค พลังงาน สุขภาพ และสินค้าจำเป็น ที่ Underperform ในภาพรวม ซึ่งหากดูจากสัดส่วนอุตสาหกรรมของดัชนี VNI ตามรูป Pie Chart ด้านขวาก็จะพบว่า สัดส่วนของกลุ่ม Defensive มีน้ำหนักไม่มากในดัชนี 

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Bloomberg estimate P/E
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

ด้าน Valuation ของตลาดหุ้นเวียดนามอย่างดัชนี VN30 และ MSCI Vietnam ยังมีมูลค่าที่ถูกกว่าตลาดหุ้นไทยทั้งดัชนี SET50 และ MSCI Thailand และหากเทียบกันในประเทศเวียดนามกันเองจะพบว่า Valuation ของดัชนี VN30 จะมีมูลค่าถูกกว่าดัชนี MSCI Vietnam

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Relative PE: Vietnam Ho Chi Minh Stock Index vs. S&P 500 Index
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

และถ้าพิจารณาจาก Relative PE ของ Vietnam Ho Chi Minh Stock Index เทียบกับ S&P 500 Index จะพบว่า ค่า Standard Deviation (SD) ณ วันที่ 11 ต.ค. 2021 จะอยู่ที่ -1 โดยขึ้นมาจาก -2 ในช่วงปี 2020 ดังนั้นหากมองในภาพรวมแล้ว เวียดนามยังเห็น Upside และมีโอกาสที่จะได้ Premium เพิ่ม

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Monthly EPS Revision
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

ขณะที่การปรับประมาณการกำไรสุทธิรายเดือนปี 2021 (Monthly EPS Revision) ของดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกจะพบว่า ค่า EPS ของดัชนี VNI อยู่อันดับต้น ๆ เสมอเมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลก แม้ว่าจะถูกปรับลดประมาณการลงในช่วงเดือนกันยายนก็ตาม

ความเสี่ยงของเวียดนาม

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

เวียดนามยังเป็นหนึ่งตลาดที่มีอัตราความผันผวนในระดับที่สูง

ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ติดตามหุ้นเวียดนามก็น่าจะพอคุ้นกันดีว่าตลาดหุ้นเวียดนามนั้นค่อนข้างผันผวน และหากดูจากค่าเฉลี่ยความผันผวนระหว่างวัน (Average Absolute Daily Change) ของดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นอื่น ๆ ก็จะพบว่า ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามมีค่าเฉลี่ยความผันผวนสูงกว่าดัชนีตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั้ง MSCI World, MSCI Emerging รวมถึง MSCI Frontier

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Average Absolute Daily Change in Index (%)
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

ปัญหาการคอรัปชันยังเป็นสิ่งต้องระวัง

เวียดนามถูกจัดเป็นประเทศที่ 104 ของดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ด้วยคะแนน 36 คะแนนในปี 2020 ซึ่งดัชนี CPI เป็นดัชนีที่สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีคะแนนตั้งแต่ 0 (คอร์รัปชันมากที่สุด) ไปจนถึง 100 (คอร์รัปชันน้อยที่สุด) เนื่องจากเดิมทีแล้วเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามถูกขับเคลื่อนโดยรัฐวิสาหกิจ จึงมีเรื่องของสัมปทานที่ดินและโครงการต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เวียดนามก็ได้มีการกวาดล้างการคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Corruption Perceptions Index (CPI) และ Global Corruption Barometer (GCB) ของเวียดนาม
ที่มา: https://www.transparency.org/en/cpi/2020/index/

เห็นความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามแล้วหลายคนก็คงเริ่มสนใจที่จะลงทุนในประเทศเวียดนามกันแล้ว แต่มีกองทุนไทยกองทุนไหนบ้างละที่มีนโยบายลงทุนในประเทศเวียดนาม? แล้วแต่ละกองทุนลงทุนในหลักทรัพย์อะไรในเวียดนามบ้าง? ติดตามในหัวข้อถัดไปได้เลย

กองทุนไทยที่มีนโยบายลงทุนในเวียดนาม

PRINCIPAL VNEQ-A

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า (PRINCIPAL VNEQ-A) มีนโยบายลงทุนในตราสารแห่งทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือมีธุรกิจหลัก ในประเทศเวียดนามที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต รวมทั้งตราสารทุนอื่นใดที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องและ/หรือที่ได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ ทรัพย์สินส่วนใหญ่มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าว และ/หรือตราสารทุนของผู้ประกอบการเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น และ/หรือกองทุนรวมอื่นที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารแห่งทุน และ/หรือกองทุนรวม ETF ตราสารทุนต่างประเทศที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ลงทุนใน PRINCIPAL VNEQ-A แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

รายชื่อทรัพย์สินที่ PRINCIPAL VNEQ-A ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2021)
ที่มา: PRINCIPAL VNEQ-A Fund Fact Sheet

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ PRINCIPAL VNEQ-A ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2021)
ที่มา: https://www.principal.th/sites/default/files/fund-documents/Thailand%20Site/th_IVPRINCIPAL%20VNEQ.pdf

  • SSIAM VNFIN LEAD ETF (8.76%) — กองทุน ETF ที่มีกลยุทธ์การลงทุนมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามดัชนี Vietnam Leading Financial (VNFIN LEAD) ซึ่งเป็นดัชนีที่รวมหุ้นของบริษัทอย่างน้อย 10 แห่งจากดัชนี VNAllshare Financials (VNFIN)
  • Vinhomes (7.06%) — ดำเนินงานในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย บริษัท มีส่วนร่วมในการก่อสร้างและบริหารอาคารที่พักอาศัย สำนักงาน และอาคารพาณิชย์ ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ได้แก้ บ้าน อพาร์ตเมนต์ วิลล่า ตลอดจนสำนักงานขาย และให้เช่า บริษัทลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทั้งเวียดนาม
  • Masan Group (7.00%) — เป็นบริษัทโฮลดิ้ง (holding company) ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มผ่านบริษัทในเครือ ไม่ว่าจะเป็น ซีอิ๊ว น้ำปลา เครื่องปรุงรส น้ำพริก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กสำเร็จรูป กาแฟสำเร็จรูป ซีเรียลสำเร็จรูป เครื่องดื่มบรรจุขวด เนื้อสัตว์แปรรูป และเบียร์ นอกจากนี้ยังมีประกอบธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ การขุดและแปรรูปแร่ ซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ และยังเป็นผู้ถือหุ้นใน Techcombank อีกด้วย
  • Vingroup (6.56%) — ดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ พัฒนาและก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ อาคารพาณิชย์ อาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย และวิลล่า สำหรับเช่าและขาย นอกจากนี้บริษัทยังให้บริการด้านสุขภาพผ่าน Vinmec International Hospital ตลอดจนบริการด้านการศึกษาผ่านการดำเนินงานของสถาบัน Vinschool และ VinUniversity ด้านการผลิตรถยนต์ดำเนินการผ่าน VinFast และโทรศัพท์มือถือ VinSmart รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีผ่านกลุ่มบริษัท VinTech
  • Hoa Phat Group (6.26%) — บริษัทประกอบธุรกิจด้านเหล็กเป็นหลัก โดยมีการดำเนินธุรกิจผ่าน 4 ภาคส่วน ได้แก่ 
    1. เหล็กและเหล็กกล้า: ผลิตเหล็กและเหล็กหล่อในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แผ่น แท่ง ม้วนและท่อ ตลอดจนวัสดุที่ใช้ทำเหล็กและเครื่องจักรขึ้นรูปเหล็ก รวมถึงท่อเหล็กและเหล็กกัลวาไนซ์
    2. เกษตรกรรม: ดำเนินธุรกิจด้านการเลี้ยงสุกรและสัตว์ปีก การแปรรูปเนื้อสัตว์ ตลอดจนการผลิตอาหารสัตว์ ปุ๋ย และอุปกรณ์การเกษตร
    3. อสังหาริมทรัพย์: พัฒนาและสร้างอาคารที่พักอาศัย รวมถึงอาหารสำนักงานสำหรับให้เช่าและขาย
    4. การผลิตในภาคอุตสาหกรรมอื่น: ผลิตและจัดจำหน่ายยานยนต์และอุปกรณ์สำหรับงานก่อสร้างและเหมืองแร่ พร้อมด้วยเครื่องใช้ในครัวเรือน ตู้เย็น และเฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้านและสำนักงาน 

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 2.345%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน PRINCIPAL VNEQ-A:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ซื้อกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A คลิก

ASP-VIET

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุนเปิด แอสเซทพลัส เวียดนาม โกรท ฟันด์ (ASP-VIET) มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือมีธุรกิจหลักในประเทศเวียดนาม ที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตและ/หรือมีแนวโน้มการเจริญเติบโตในอนาคต รวมทั้งตราสารทุนอื่นใดที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องและ/หรือที่ได้รับ ผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือทรัพย์สินส่วนใหญ่ มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม และ/หรือตราสารทุนของผู้ประกอบการเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น และ/หรือหน่วย CIS ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุน และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ตราสารทุนที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน ASP-VIET จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ลงทุนใน ASP-VIET แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

รายชื่อหลักทรัพย์ที่ ASP-VIET ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2021)
ที่มา: Morningstar 

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 5 Sectors ของ ASP-VIET (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2021)
ที่มา: Morningstar

สำหรับในบทความนี้ขอนำ Top Holdings ของ Vietnam Equity (UCITS) Fund ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่มีสัดส่วนลงทุนสูงสุดของกองทุน ASP-VIET มาเจาะลึกไปถึงหุ้นที่ลงทุนกัน

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings ของ Vietnam Equity (UCITS) Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2021)
ที่มา: https://www.dragoncapital.com/vef/

  • Mobile World (9.38%) — บริษัทค้าปลีกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ให้บริการทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทเน้นไปที่เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน เช่น โทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งรวมถึงแท็บเล็ต แล็ปท็อป และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ
  • MB Bank (8.09%) — สถาบันการเงินผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่ลูกค้า ทั้งลูกค้าบุคคลและลูกค้าองค์กร นอกจากนี้ยังเป็นตัวแทนประกันภัย และให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ ทองคำแปรรูป รวมถึงการจัดพอร์ตการลงทุนผ่านบริษัทย่อยและบริษัทในเครือ
  • VNDIRECT Securities (6.15%) — บริษัทหลักทรัพย์ผู้ให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์  การให้คำปรึกษาด้านการลงทุน การควบรวมกิจการ การจัดพอร์ตการลงทุน ตลอดจนให้คำปรึกษาด้านการเงินขององค์กรและการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) โดยให้บริการในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งเวียดนาม ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ ไทย เกาหลี และญี่ปุ่น

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม และหมวดอุตสาหกรรม Finance, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน ASP-VIET:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.610%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.25%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 3.0484%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน ASP-VIET:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ซื้อกองทุน ASP-VIET คลิก

UVO

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุนเปิด ยูไนเต็ด เวียดนาม ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ (UVO) มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะลงทุนในหน่วย CIS และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ต่างประเทศที่มีนโยบายการลงทุนดังกล่าวอย่างน้อย 2 กองทุน ในสัดส่วนกองทุนละไม่เกินร้อยละ 79 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน UVO จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management) ซึ่งบริหารงานโดยผู้จัดการกองทุนชาวเวียดนามที่มีประสบการณ์ในตลาดหุ้นเวียดนามมายาวนาน รวมถึงกองทุนที่บริหารโดยผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญระดับสากล 

ลงทุนใน UVO แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

รายชื่อหลักทรัพย์ที่ UVO ลงทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2021)
ที่มา: UVO Fund Factsheet

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 5 Sectors ของ UVO (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2021)
ที่มา: Morningstar

เนื่องจากกองทุน UVO ให้น้ำหนักการลงทุนใน Vietnam Equity (UCITS) Fund ในสัดส่วนที่มากที่สุด ซึ่งจะเหมือนกับกองทุน ASP-VIET เราได้เจาะลึกหุ้นที่กองทุน Vietnam Equity (UCITS) Fund ลงทุนไว้แล้ว สามารถไปดูได้ในส่วนของกองทุน ASP-VIET ได้เลย

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน UVO:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.9110%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน UVO:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

ซื้อกองทุน UVO คลิก

ONE-VIETNAM-RA

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุนเปิด วรรณ เวียดนาม อิควิตี้ ชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป (ONE-VIETNAM-RA) มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนตราสารทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวม ETF ต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนในประเทศเวียดนามหรือได้ประโยชน์จากการประกอบธุรกิจในประเทศเวียดนามเป็นหลัก โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน ONE-VIETNAM-RA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ลงทุนใน ONE-VIETNAM-RA แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

รายชื่อหลักทรัพย์ที่ ONE-VIETNAM-RA ลงทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2021)
ที่มา: ONE-VIETNAM-RA Fund Factsheet

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 5 Sectors ของ ONE-VIETNAM-RA (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2021)
ที่มา: Morningstar

สำหรับในบทความนี้ขอนำ Top Holdings ของ JPMorgan Vietnam Opportunities ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่มีสัดส่วนลงทุนสูงสุดของกองทุน ONE-VIETNAM-RA มาเจาะลึกไปถึงหุ้นที่ลงทุนกัน 

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings ของ JPMorgan Vietnam Opportunities (ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2021)
ที่มา: https://am.jpmorgan.com/hk/en/asset-management/per/products/jpmorgan-vietnam-opportunities-acc-usd-hk0000055811#/portfolio

  • Masan Group (9.80%) — เป็นบริษัทโฮลดิ้ง (holding company) ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มผ่านบริษัทในเครือ ไม่ว่าจะเป็น ซีอิ๊ว น้ำปลา เครื่องปรุงรส น้ำพริก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กสำเร็จรูป กาแฟสำเร็จรูป ซีเรียลสำเร็จรูป เครื่องดื่มบรรจุขวด เนื้อสัตว์แปรรูป และเบียร์ นอกจากนี้ยังมีประกอบธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ การขุดและแปรรูปแร่ ซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ และยังเป็นผู้ถือหุ้นใน Techcombank อีกด้วย
  • Hoa Phat Group (9.60%) — บริษัทประกอบธุรกิจด้านเหล็กเป็นหลัก โดยมีการดำเนินธุรกิจผ่าน 4 ภาคส่วน ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า เกษตรกรรม อสังหาริมทรัพย์ และการผลิตในภาคอุตสาหกรรมอื่น
  • Vingroup (8.40%) — ดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ พัฒนาและก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ อาคารพาณิชย์ อาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย และวิลล่า สำหรับเช่าและขาย นอกจากนี้บริษัทยังให้บริการด้านสุขภาพผ่าน Vinmec International Hospital ตลอดจนบริการด้านการศึกษาผ่านการดำเนินงานของสถาบัน Vinschool และ VinUniversity ด้านการผลิตรถยนต์ดำเนินการผ่าน VinFast และโทรศัพท์มือถือ VinSmart รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีผ่านกลุ่มบริษัท VinTech

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม และหมวดอุตสาหกรรม Real Estate และ Consumer Staples, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน ONE-VIETNAM-RA:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.7441%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน ONE-VIETNAM-RA:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 5,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ซื้อกองทุน ONE-VIETNAM-RA คลิก

K-VIETNAM

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุนเปิดเค เวียดนาม หุ้นทุน (K-VIETNAM) มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศเวียดนามและ/หรือที่ดำเนินธุรกิจหรือได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือทรัพย์สินส่วนใหญ่มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม และ/หรือตราสารทุนของผู้ประกอบการเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น รวมทั้งหน่วย CIS หน่วย property หน่วย infra ที่เกี่ยวข้องกับประเทศเวียดนาม และ/หรือกองทุน ETF ที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเทศเวียดนามตามที่ประกาศ ก.ล.ต. กำหนด หรือที่จะประกาศเพิ่มเติมในภายหลังโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน K-VIETNAM จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ลงทุนใน K-VIETNAM แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

รายชื่อหลักทรัพย์และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ K-VIETNAM ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2021)
ที่มา: K-VIETNAM Fund Factsheet

  • Masan Group (9.46%) — เป็นบริษัทโฮลดิ้ง (holding company) ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มผ่านบริษัทในเครือ ไม่ว่าจะเป็น ซีอิ๊ว น้ำปลา เครื่องปรุงรส น้ำพริก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กสำเร็จรูป กาแฟสำเร็จรูป ซีเรียลสำเร็จรูป เครื่องดื่มบรรจุขวด เนื้อสัตว์แปรรูป และเบียร์ นอกจากนี้ยังมีประกอบธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ การขุดและแปรรูปแร่ ซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ และยังเป็นผู้ถือหุ้นใน Techcombank อีกด้วย
  • Vinhomes (7.54%) — ดำเนินงานในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย บริษัท มีส่วนร่วมในการก่อสร้างและบริหารอาคารที่พักอาศัย สำนักงาน และอาคารพาณิชย์ ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ได้แก้ บ้าน อพาร์ตเมนต์ วิลล่า ตลอดจนสำนักงานขาย และให้เช่า บริษัทลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทั้งเวียดนาม
  • Vingroup (6.49%) — ดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ พัฒนาและก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ อาคารพาณิชย์ อาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย และวิลล่า สำหรับเช่าและขาย นอกจากนี้บริษัทยังให้บริการด้านสุขภาพผ่าน Vinmec International Hospital ตลอดจนบริการด้านการศึกษาผ่านการดำเนินงานของสถาบัน Vinschool และ VinUniversity ด้านการผลิตรถยนต์ดำเนินการผ่าน VinFast และโทรศัพท์มือถือ VinSmart รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีผ่านกลุ่มบริษัท VinTech
  • Mobile World (6.40%) – บริษัทค้าปลีกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ให้บริการทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทเน้นไปที่เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน เช่น โทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งรวมถึงแท็บเล็ต แล็ปท็อป และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ
  • FPT Telecom (5.10%) — หนึ่งในผู้ให้บริการโทรคมนาคมและอินเตอร์เน็ตในเวียดนามและภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งได้แก่ กัมพูชา และเมียนมาร์ ผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท เช่น FPT Internet, FPT Television, กล่องแอนดรอยทีวี FPT Playbox, กล้องวงจรปิด FPT Camera และเซ็นเซอร์ประตู FPT iHome เป็นต้น

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม และหมวดอุตสาหกรรม Real Estate, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน K-VIETNAM:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 2.22622%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน K-VIETNAM:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 500 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท

ซื้อกองทุน K-VIETNAM คลิก

KFVIET-A

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุนเปิดกรุงศรีเวียดนามอิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า (KFVIET-A) มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟต่างประเทศที่มีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนในประเทศเวียดนาม และ/หรือมีธุรกิจหลักหรือได้ประโยชน์จากการประกอบธุรกิจในประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน KFVIET-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ลงทุนใน KFVIET-A แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Portfolio Breakdown ของ KFVIET-A (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2021)
ที่มา: KFVIET-A Fund Factsheet

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 5 Sectors ของ KFVIET-A (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2021)
ที่มา: Morningstar

ผสานกลยุทธ์การลงทุนเชิงรุกในกองทุน JPMorgan Vietnam Opportunities Fund ในสัดส่วนการลงทุนไม่เกิน 79% ของ NAV และเพิ่มความยืดหยุ่นเชิงรับจากการลงทุนใน ETF ซึ่งได้แก่ VanEck Vectors Vietnam ETF และ Xtrackers FTSE Vietnam Swap UCITS ETF ในสัดส่วนการลงทุนประมาณ 0% – 30% ของ NAV เพื่อโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุดในทุกภาวะตลาด

เนื่องจากกองทุน KFVIET-A ให้น้ำหนักการลงทุนใน JPMorgan Vietnam Opportunities Fund ในสัดส่วนที่มากที่สุด ซึ่งจะเหมือนกับกองทุน ONE-VIETNAM-RA เราได้เจาะลึกหุ้นที่กองทุน JPMorgan Vietnam Opportunities Fund ลงทุนไว้แล้ว สามารถไปดูได้ในส่วนของกองทุน ONE-VIETNAM-RA ได้เลย

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม และหมวดอุตสาหกรรม Financials และ Real Estate, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนีมต่าง ๆ ของกองทุน KFVIET-A:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 0.8025%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.0005%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน KFVIET-A:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 500 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท

ซื้อกองทุน KFVIET-A คลิก

TMB-ES-VIETNAM

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุน ทีเอ็มบี อีสท์สปริง Vietnam Active Equity (TMB-ES-VIETNAM) มีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ หรือ กองทุนรวม ETF ต่างประเทศ ที่มีนโยบายมุ่งเน้นลงทุนในหุ้นของ บริษัทที่อยู่ในประเทศเวียดนามหรือบริษัทเกี่ยวข้องกับประเทศเวียดนาม ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมข้างต้น ตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน TMB-ES-VIETNAM จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ลงทุนใน TMB-ES-VIETNAM แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

กองทุนรวมที่กองทุน TMB-ES-VIETNAM ไปลงทุนเกิน 20% ของ NAV ได้แก่

1. Vietnam Equity (UCITS) Fund, Class A

ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่อยู่ ในประเทศเวียดนามหรือบริษัทเกี่ยวข้องกับประเทศเวียดนามที่คัดสรรแล้วว่ามีศักยภาพในการเติบโตสูง ทั้งนี้ หลักทรัพย์ที่กองทุนลงทุนจะเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โฮจิมิน, ตลาดหลักทรัพย์ฮานอย, Unlisted Public Company Market (UPCoM) หรือตลาดหลักทรัพย์ใด ๆ โดยจะมีการ ลงทุนในหลักทรัพย์ที่ซื้อขายนอกตลาดหรือหลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของ NAV

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Sector Allocation ของ Vietnam Equity (UCITS) Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2021)
ที่มา: Vietnam Equity (UCITS) Fund Factsheet

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings ของ Vietnam Equity (UCITS) Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2021)
ที่มา: https://www.dragoncapital.com/vef/

เนื่องจากกองทุน TMB-ES-VIETNAM ให้น้ำหนักการลงทุนใน Vietnam Equity (UCITS) Fund ในสัดส่วนที่เกิน 20% ของ NAV ซึ่งจะเหมือนกับกองทุน ASP-VIET เราได้เจาะลึกหุ้นที่กองทุน Vietnam Equity (UCITS) Fund ลงทุนไว้แล้ว สามารถไปดูได้ในส่วนของกองทุน ASP-VIET ได้เลย

2. Lumen Vietnam UCITS Fund, Class I (USD)

ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศเวียดนาม หรือมีธุรกิจหลักที่เกี่ยวข้องกับประเทศเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และใช้ปัจจัยทางด้าน ESG และธรรมาภิบาลของบริษัทเข้ามาร่วมพิจารณาการลงทุน เพื่อมุ่งหวังให้การลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Sector Allocation ของ Lumen Vietnam Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2021)
ที่มา: Lumen Vietnam Fund Factsheet

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings ของ Lumen Vietnam Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2021)
ที่มา: Lumen Vietnam Fund Factsheet

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม และหมวดอุตสาหกรรม Financials และ Real Estate, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน TMB-ES-VIETNAM:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.6050%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.7935%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน TMB-ES-VIETNAM:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

ประชันผลตอบแทน 6 กองทุนเวียดนาม

การจะเลือกซื้อกองทุนสักกองแน่นอนว่าหนึ่งในปัจจัยที่เราต้องนำมาประกอบในการตัดสินใจซื้อก็คงจะหนีไม่พ้น “ผลตอบแทน” เพราะมันเป็นปัจจัยที่แสดงให้เราเห็นถึงศักยภาพในการดำเนินงานของกองทุนได้

ในหัวข้อนี้เราจึงนำผลการดำเนินงานของแต่ละกองทุนมาเปรียบเทียบกันแบบชัด ๆ ให้ผู้อ่านบทความนี้ทุกคนนำไปข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อกองทุนได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

เปรียบเทียบผลการดำเนินงาน 6 กองทุนเวียดนามย้อนหลัง 3 ปี (ข้อมูล ณ วันที่ 14 มกราคม 2022)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/compare/

กราฟเส้นสีม่วงแสดงถึงผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปีของกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A, สีน้ำเงิน ASP-VIET, สีส้ม UVO, สีเทา ONE-VIETNAM-RA, สีเหลือง K-VIETNAM และสีแดง KFVIET-A จากกราฟจะเห็นได้ว่ากองทุน PRINCIPAL VNEQ-A สามารถทำผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปีได้ที่ 74.64% ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่โดดเด่นที่สุดในบรรดากองทุนไทยที่มีนโยบายลงทุนในเวียดนาม

แต่อย่าลืมว่าผลตอบแทนไม่ใช่คำตอบของทุกอย่างในการลงทุนกองทุนรวม ดังนั้นเราควรพิจารณาปัจจัยอื่น เช่น นโยบายการลงทุน ปัจจัยความเสี่ยงต่าง ๆ ค่าธรรมเนียม ฯลฯ ควบคู่กันไปด้วยนะ

ซึ่งหากใครอยากดูข้อมูลเปรียบเทียบของ 6 กองทุนเวียดนามแบบอัปเดตล่าสุดก็สามารถ คลิกที่นี่ เพื่อดูข้อมูลได้เลย

กองทุนเวียดนามแนะนำจาก FINNOMENA

จากการวิเคราะห์ทั้งในเชิงปริมาณ (Quantitative) และในเชิงคุณภาพ (Qualitative) ในบรรดากองทุนเวียดนามทั้ง 6 กองทุนนี้ FINNOMENA Investment Team แนะนำลงทุนในกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A ที่เป็นกองทุนที่อยู่ใน Long Term Call ของ FINNOMENA ซึ่งกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A จะลงทุนแบบ Direct Investment บนดัชนี VN30 (Benchmark) ที่มี Valuation ถูกกว่าดัชนีอื่น

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

Returns และ Maximum Drawdown ของกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A เทียบกับ 3 ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนาม
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

และหากดูจากภาพกราฟด้านซ้ายที่แสดงอัตราผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A เทียบกับดัชนีตลาดหุ้นของเวียดนาม 3 ดัชนี ใน 4 ช่วงเวลา จะพบว่ากองทุน PRINCIPAL VNEQ-A สามารถสร้างผลการดำเนินได้อย่างโดดเด่น Outperform เหนือกว่าทั้ง 3 ดัชนี

ซื้อกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A คลิก

— planet 46. 

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 22 บลจ. ครอบคลุมทุกบลจ. ในประเทศไทย สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

FINNOMENA Market Alert: ดัชนี Hang Seng บวกแรงกว่า 3% หลังแบงก์ชาติจีนลดดอกเบี้ย

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ดัชนี Hang Seng บวกแรงกว่า 3% หลังแบงก์ชาติจีนลดดอกเบี้ย

ธนาคารกลางจีน (PBoC) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (LPR) ระยะเวลา 1 ปี ลง 10 bps เหลือ 3.7% จาก 3.8% และยังได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะเวลา 5 ปี เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2020 เหลือ 4.6% จาก 4.65%

ส่งให้ดัชนี Hang Seng ปรับตัวขึ้นมากว่า 3.34% เช่นเดียวกับดัชนี Hang Seng China Enterprises ที่พุ่งขึ้น 3.6% นำโดยกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและอสังหาฯ

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของธนาคารกลางจีนส่งให้นักลงทุนคลายความกังวลต่อมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดและเป็นการสะท้อนว่าธนาคารกลางจีนเริ่มเข้ามามีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยคลายความกังวลยิ่งขึ้น

ด้านดัชนี CSI 300 ก็รับอานิสงส์ปรับตัวขึ้น 0.9% เช่นเดียวกับดัชนี A50 ที่ปิดตลาดบวกไป 1.77%

FINNOMENA Investment Team มีมุมมองว่าทางการจีนจะดำเนินนโยบายเชิงผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจะส่งผลในเชิงบวกต่อตลาดหุ้นจีนทั้ง A-Share และ All China จึงแนะนำทยอยสะสมกองทุน KT-Ashares-A และ K-CHINA-A(A) ตามสัดส่วนในพอร์ตแนะนำ

Source: Bloomberg

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: หุ้นอสังหาฯ จีนมาแล้ว รับข่าว แบงก์ชาติจีนลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมหั่น LPR 5 ปี ครั้งแรกรอบ 2 ปี

THE OPPORTUNITY
News Update: หุ้นอสังหาฯ จีนมาแล้ว รับข่าว แบงก์ชาติจีนลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมหั่น LPR 5 ปี ครั้งแรกรอบ 2 ปี

ธนาคารกลางจีน (PBoC) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เป็นครั้งที่ 2 ของเดือน เพื่อรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน พร้อมให้คำมั่นว่าจะดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

วันนี้ (20 ม.ค.) PBoC ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (LPR) ระยะเวลา 1 ปีลง 10 bps เหลือ 3.7% จาก 3.8% และยังได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะเวลา 5 ปี เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2020 เหลือ 4.6% จาก 4.65%

ตลาดหุ้นจีนปรับบวกรับข่าวดังกล่าว โดยดัชนี CSI 300 เพิ่มขึ้น 0.44% ขณะที่ดัชนี Hang Seng ปรับตัวขึ้นมาเกือบ 2% นำโดยหุ้นกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาฯ อย่าง Sunac ที่พุ่งขึ้นมากกว่า 10% Shimao เพิ่มขึ้นกว่า 9% และ Country Garden บวกกว่า 7% ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนอายุ 10 ปี ลดลงเหลือ 2.73%

ก่อนหน้านี้ (16 ม.ค.) PBoC ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 10 bps ซึ่งเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปีของธนาคารกลางจีน

ประกาศดังกล่าวจะส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อภาคครัวเรือนในประเทศ โดยสินเชื่อส่วนใหญ่ในจีนจะอ้างอิงจาก LPR ประเภท 1 ปี แต่ LPR ประเภท 5 ปี มีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาสินเชื่อที่อยู่อาศัย

การคุมเข้มตลาดอสังหาฯ ของทางการจีนเมื่อปีที่แล้วส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดเงิน ทำให้ธนาคารกลางจีนต้องดำเนินนโยบายผ่อนคลายมากขึ้น แต่การปรับลด LPR ประเภท 5 ปี เพียง 5 bps บ่งชี้ว่า รัฐบาลจีนยังคงระมัดระวังเกี่ยวกับตลาดอสังหาฯ

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/01/20/china-economy-pboc-cuts-loan-prime-rates-lpr-for-1-year-5-year.html 

https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-20/chinese-banks-cut-borrowing-costs-again-on-pboc-easing-signals?sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 20/01/2022 “อังกฤษ เลิกบังคับ Work form Home – ใส่หน้ากาก WHO เตือนโควิดยังไม่ใกล้จุดจบ” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 20/01/2022 “อังกฤษ เลิกบังคับ Work form Home - ใส่หน้ากาก WHO เตือนโควิดยังไม่ใกล้จุดจบ” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 20/01/2022

“อังกฤษ เลิกบังคับ Work form Home – ใส่หน้ากาก WHO เตือนโควิดยังไม่ใกล้จุดจบ”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 35,028.65 จุด -339.82 จุด (-0.96%) S&P500 ปิดที่ 4,532.76 จุด -44.35 จุด (-0.97%) Nasdaq ปิดที่ 14,340.3 จุด -166.6 จุด (-1.15%) Small Cap 2000 ปิดที่ 2,066.94 จุด -29.28 จุด (-1.4%) VIX index ปิดที่ 23.85 จุด (+24.28%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 4,268.28 จุด +37.16 จุด (+0.24%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 15,809.72 จุด +37.16 จุด (+0.24%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 7,172.98 จุด +39.15 จุด (+0.55%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 27467.16จุด -790.02 จุด (-2.8%) ดัชนี CSI 300 ปิดที่ 4,780.37 จุด -32.96 จุด (-0.68%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 24,127.86 จุด +15.07 จุด (+0.06%) และ SET Index ปิดที่ 1,658.24 จุด -2.03 จุด (-0.12%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 20 ม.ค. 2565) ทองคำ 1,843.25 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 24.175 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 84.86 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 87.46 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 20 ม.ค. 2565) Bitcoin 41,689.8 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,097.8 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.16217 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 463.01 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

สหราชอาณาจักรเงินเฟ้อพุ่ง 5.4% ในเดือน ธ.ค. สูงสุดในรอบ 30 ปี ขณะที่ค่าจ้างแรงงานสูงขึ้นเพียง 3.8% บ่งชี้ว่าอังกฤษเผชิญกับภาวะการจับจ่ายใช้สอยที่ลดลงจากเงินเฟ้อ และอังกฤษยังเตรียมผ่อนคลายมาตราการโควิด เลิกบังคับสวมหน้ากาก และยกเลิก Work From Home ชี้โอมิครอนผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว

WHO เตือนโควิด ยังไม่ใกล้จุดจบ โดยยุโรปเป็นจุดศูนย์กลางในการแพร่ระบาด ฝรั่งเศสหนักสุดผู้ติดเชื้อทะลุ 400,000 ราย ด้านญี่ปุ่นตัวเลขผู้เชื้อก้าวกระโดด เริ่มใช้มาตราการกึ่งฉุกเฉินเพิ่มเติมเพิ่มป้องกันการแพร่ระบาด และด้านปักกิ่งพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นก่อนเริ่มโอลิมปิกฤดูหนาว

โจ ไบเดน กล่าวในงานครบรอบ 1 ปี ผู้นำสหรัฐฯ ว่ายังต้องสานต่องานเศรษฐกิจ โดยด้านเงินเฟ้อที่พุ่งแรง ให้ Fed ควบคุมดูแล ในเรื่องตั้งกำแพงภาษีก็ยังคงเดินหน้าดำเนินนโยบายต่อไป ด้านปัญหาน้ำมัน โจ ไบเดน พยายามเดินหน้ากดดันผู้ผลิตน้ำมัน ให้เพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง

Bank of America ประกาศผลประกอบการ รายได้อยู่ที่ 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้าน EPS (กำไรต่อหุ้น) อยู่ที่ 0.82 เหรียญ ดีกว่าตลาดคาดที่ 0.76 เหรียญ จากการธุรกิจการปล่อยกู้ที่ฟื้นตัวใน Q4

Morgan Stanley ประกาศผลประกอบการ รายได้อยู่ที่ 14,846 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้าน EPS อยู่ที่ 2.1 เหรียญ ธุรกิจในด้านการซื้อขายหุ้นโตขึ้นกว่า 13%

United Airlines ประกาศผลประกอบการ รายได้อยู่ที่ 8,192 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้าน EPS อยู่ที่ -1.6 เหรียญ ดีกว่าตลาดคาดที่ -2 เหรียญ ขาดทุนน้อยลง แต่ยังคงกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของโอมิครอน จะทำให้บริษัทฟื้นตัวได้ช้าลง

ASML ประกาศผลประกอบการ รายได้อยู่ที่ 4,986 ล้านเหรียญยูโร ด้าน EPS อยู่ที่ 4 เหรียญ จากปัญหาด้านการขาดแคลนชิพของโลกยังไม่ดีขึ้น ปัญหานี้ยังคงกดดันยอดขายของบริษัทอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 8,129 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 7,925 ราย จากในเรือนจำ 214 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 19 ราย หายป่วยกลับบ้าน 6,978 ราย ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค. 65 129,627 ราย หายป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค. 65 79,847 ราย

 

The Opportunity

UHERO (กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ฮีโร่ อีทีเอฟ) เสนอขาย IPO 17 – 21 มกราคม 2565 กองทุนหลัก คือ Global X Video Games & Esports ETF ซึ่งกองทุนหลักเน้นลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับเกมเป็นหลัก โดยปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนต่ออุตสาหกรรมเกม คือ 1. Internet & Cloud การพัฒนาด้านอินเตอร์เน็ค และ ระบบ Cloud Service ทำให้ผู้เล่นเข้าถึได้ง่ายขึ้น 2. Smart Phone ด้วยราคาที่ถูกลง ทำให้ผูเล่นผ่านมือถือมากขึ้น 3. E-Sports ได้รับการยอมรับให้เป็นกีฬาระดับโลก 4. Government รัฐบาล สนุบสนุน และบรรจุให้เป็นกีฬา สัดส่วนการลงุทนหลัก 5 อันดับแรกคือ NVIDIA 10.75% ELETRONIC ASTS INC 6.32% NE TEASE INC-ADR 5.8% FNINTENDO 5.5% และ TAKE-TWO INTERAC 5.33%

Fund Update: สรุปภาพรวมกองทุนรวมไทย Q4/2021 โดย Morningstar Thailand

THE OPPORTUNITY
Fund Update: สรุปภาพรวมกองทุนรวมไทย Q4/2021 โดย Morningstar Thailand

Morningstar Thailand สรุปภาพรวมกองทุนรวมในไตรมาสที่ 4 ของปี 2021 ดังนี้

🇹🇭 กองทุนรวมไทย

กองทุนรวมไทย (เฉพาะกองทุนเปิด ไม่รวมกองทุนปิด, ETF, REIT, Infrastructure fund) มีมูลค่าทรัพย์สินรวม 4.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.7% จากสิ้นปี 2020 ในไตรมาสสุดท้ายมีเงินไหลเข้าสุทธิ 7.2 หมื่นล้านบาท รวมทั้งปีเป็นเงินไหลเข้าสุทธิ 2.0 แสนล้านบาท

➢ กองทุนรวมตราสารทุนมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.4% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 26.7% จากสิ้นปี 2020 โดยเกิดจากเงินไหลเข้าสุทธิไตรมาสล่าสุด 6.2 หมื่นล้านบาท รวมทั้งปีสูงถึง 2.6 แสนล้านบาท ทำให้กองทุนรวมตราสารทุนเป็นประเภทที่มีมูลค่าทรัพย์สินรวมสูงสุดคิดเป็นสัดส่วน 38% ของอุตสาหกรรม แทนกองทุนตราสารหนี้ที่เป็นกลุ่มหลักของอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน

มูลค่ากองทุนรวมไทยแบ่งตามประเภทสินทรัพย์

➢ ในรอบปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงที่ไม่ดีนักสำหรับกองทุนตราสารหนี้ หลายกลุ่มกองทุนมีผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำสุดในรอบหลายปีจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่เปลี่ยนไปจากในอดีต จึงทำให้กองทุนตราสารหนี้มีมูลค่าทรัพย์สินรวม 1.6 ล้านล้านบาท หดตัวจากทั้งไตรมาสที่ 3 ที่ -1.1% และ แต่ยังสูงกว่าปี 2020 ราว 3.0% คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดที่ 37% ในรอบไตรมาสล่าสุดมีเงินไหลออกสุทธิ 1.0 หมื่นล้านบาท แต่รวมทั้งปียังคงเป็นทิศทางเงินไหลเข้าสุทธิ 4.4 หมื่นล้านบาท

หลังจากมีเงินไหลออกสุทธิต่อเนื่อง 5 ไตรมาส กองทุน Money Market กลับมามีทิศทางเป็นเงินไหลเข้าสุทธิ 1.7 หมื่นล้านบาทในไตรมาสที่ผ่านมา รวมรอบปี 2021 เป็นเงินไหลออก 1.1 แสนล้านบาท มูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 6.5 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 15.4% ของอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย

➢ กองทุนกลุ่ม Commodities มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 3.1 หมื่นล้านบาท มีเงินไหลเข้าสุทธิหลักร้อยล้านบาทในไตรมาสล่าสุด โดยกองทุนทองคำและน้ำมันมีผลการดำเนินงานในทิศทางตรงกันข้ามคือ กองทุนน้ำมันมีผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดในรอบปี ขณะที่กองทุนทองคำมีผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบมากที่สุดเป็นอันดับ 6 อย่างไรก็ดีในรอบปีทั้งกองทุน 2 กลุ่มกองทุนต่างมีเงินไหลออกสุทธิในระดับใกล้เคียงกัน รวมกันเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 4.7 พันล้านบาท

📍อันดับกลุ่มกองทุนมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสูงสุดตาม Morningstar Category

อันดับกลุ่มกองทุนมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสูงสุดตาม Morningstar Category

กองทุน Money Market เป็นกลุ่มที่มีมูลค่าทรัพย์สินสูงสุดที่ 6.5 แสนล้านบาท ลดลง 13.9% จากปี 2020 จากทั้งปีเงินไหลออกสุทธิระดับ 1 แสนล้านบาท กลุ่มกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ Equity Large-Cap มีมูลค่าทรัพย์สินเป็นอันดับ 2 ที่ 6.4 แสนล้านบาท โดยมีเงินไหลออกสุทธิ 700 กว่าล้านบาทในไตรมาสสุดท้าย รวมทั้งปียังคงติดอันดับกลุ่มที่มีเงินไหลออกสุทธิมากที่สุดอันดับ 2 รวม 3.2 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันกองทุนหุ้น Equity Small/Mid-Cap ที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยสะสมสูงถึง 27.4% ในปีนี้ก็มีเงินไหลออกเกือบทั้งปีเช่นกัน โดยมีเงินไหลออกสุทธิไตรมาสสุดท้าย 515 ล้านบาท สะสมทั้งปีไหลออกสุทธิสูงเป็นอันดับ 6 รวม 4.8 พันล้านบาท

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นยังคงเป็นตัวเลือกหลักสำหรับกองทุนตราสารหนี้ในประเทศ โดยมีเงินไหลเข้าสุทธิต่อเนื่องอีก 2.9 พันล้านบาท รวมทั้งปีมีเงินไหลเข้าสูงเป็นอันดับ 3 ของอุตสาหกรรมที่เกือบ 5 หมื่นล้านบาท มีมูลค่าทรัพย์สินอันดับ 3 รวม 5.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 10.1% แต่ค่อนข้างทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว Mid/Long Term Bond มีเงินไหลออกสุทธิ 2.0 พันล้านบาทในไตรมาสสุดท้าย รวมทั้งปีเป็นเงินไหลเข้าสุทธิ 1.1 หมื่นล้านบาท มูลค่าทรัพย์สินลดลงจากไตรมาสที่ 3 เล็กน้อย แต่ยังเติบโต 5.4% จากปี 2020

กองทุนตราสารทุนต่างประเทศหลายกลุ่มยังคงมีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง นำโดยกลุ่ม Global Equity ที่มีเงินไหลเข้าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ตลอดทั้งปี ทำให้มูลค่าทรัพย์สินโด 92.0% จากปี 2020 ด้านกองทุนหุ้นจีนที่แม้จะมีข่าวเชิงลบทำให้เงินไหลเข้าชะลอตัวในบางช่วง แต่โดยรวมยังเป็นเงินไหลเข้าทั้งปีเช่นกัน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 1.7 แสนล้านบาท เติบโต 45.8% จากปี 2020

อันดับกลุ่มกองทุนมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสูงสุดตาม Morningstar Category

ความนิยมการลงทุนต่างประเทศทำให้มูลค่าการลงทุนกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 7.9 แสนล้านบาท สูงกว่าตราสารทุนไทยที่ 7.4 แสนล้านบาท โดยการลงทุนต่างประเทศมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี 2020 และชะลอลงในช่วงกลางปี 2021 ในขณะที่กองทุนตราสารทุนไทยค่อนข้างทรงตัวและหรือหดตัวลงในบางช่วง

🇹🇭 กองทุนหุ้นไทย (ไม่รวม LTF RMF SSF) มีมูลค่าทรัพย์สินรวม 2.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% จากไตรมาสที่ 3 และสูงกว่าสิ้นปี 2020 3.7% จากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทยโดย SET TR รอบปี 2021 อยู่ที่ 17.7% ทำให้มีเม็ดเงินไหลออกตลอดทั้งปี

กองทุนหุ้นไทยที่ไม่รวมกองทุนประหยัดภาษียังคงมีเงินไหลออกต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 8 ติดต่อกัน โดยในไตรมาสล่าสุดที่ 1.2 พันล้านบาท เกือบทั้งหมดเป็นเงินจากกลุ่มกองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก จากที่กองทุนหุ้นกลุ่มนี้มีผลตอบแทนค่อนข้างสูง โดยเฉลี่ยที่ 27.8% กองทุน Talis Mid-Small Cap Equity เป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดของปีนี้ที่ 74.0% รวมเม็ดเงินรอบปี 2021 มีเงินไหลออกจากกองทุนหุ้นไทย (ไม่รวม LTF RMF SSF) ทั้งหมด 1.9 หมื่นล้านบาท

มูลค่าสินทรัพย์กองทุน LTF และ RMF

➢ กองทุน LTF มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ 3.6 แสนล้านบาท ปรับตัวสูงขึ้น 5.3% จากสิ้นปี 2020 ตามทิศทางตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นในปีที่ผ่านมา เงินไหลออกสุทธิเร่งตัวขึ้นในไตรมาสสุดท้ายที่ 5.3 พันล้านบาท รวมทั้งปีไหลออกสุทธิ 1.9 หมื่นล้านบาท

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ไม่มีการขายกองทุน LTF เพื่อประโยชน์ทางภาษี จึงมีทิศทางเงินไหลออกต่อเนื่อง รวม 2 ปี 3.4 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดีในปี 2022 นี้จะมีเงินลงทุนจากปี 2016 ที่ครบกำหนดขายได้ตามเงื่อนไขถือครอง 7 ปีปฏิทิน จึงเป็นส่วนให้กองทุน LTF จะมีเงินไหลออกสูงขึ้นในปี 2022 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลตอบแทนจากการลงทุนของแต่ละกองทุน

➢ กองทุน RMF มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 4.0 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.7% จากไตรมาสก่อนหน้า หรือสูงกว่าสิ้นปี 2020 ถึง 20.5% ในไตรมาสสุดท้ายยังคงมีเม็ดเงินไหลเข้าสูงเช่นทุกปีด้วยมูลค่า 3.2 หมื่นล้านบาท รวมทั้งปี 3.7 หมื่นล้านบาท สูงกว่าปี 2020 ที่ 3.6 หมื่นล้านบาท

จากปริมาณเงินไหลเข้ากองทุน RMF ทั้งปีที่ 3.7 หมื่นล้านบาท เป็นเงินจากกองทุน RMF – Equity ถึง 87% ของเม็ดเงินดังกล่าว โดยเป็นปีแรกที่มีเงินไหลเข้ากองทุน RMF Equity มากกว่า 3 หมื่นล้านบาท อันเกิดจากเงินเข้าลงทุนในกองทุนต่างประเทศทั้งหมด นำโดยกลุ่ม Global Equity 1.1 หมื่นล้านบาท ตามมาด้วยกองทุนหุ้นจีน 9.0 พันล้านบาท และกองทุนหุ้นเทคโนโลยี 4.3 พันล้านบาท

บลจ.กสิกรไทยมีเม็ดเงินไหลเข้ากองทุน RMF สูงสุดในรอบปีรวม 8.7 พันล้านบาท ตามมาด้วยบลจ.บัวหลวง 8.2 พันล้านบาท และบลจ.กรุงศรี 5.5 พันล้านบาท ซึ่งทั้ง 3 แห่งเป็นบลจ.รายใหญ่ในตลาดกองทุน RMF ทำให้ส่วนแบ่งตลาดนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม รวม 5 บลจ.แรกมีส่วนแบ่งตลาดกองทุน RMF รวม 81%

🌏 กองทุนรวมต่างประเทศ

กองทุนรวมต่างประเทศ (ไม่รวม Term Fund) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% จากไตรมาสที่ 3 หรือ 37.0% จากธันวาคม 2020 โดยไตรมาสสุดท้ายมีเงินไหลเข้าอีก 5.4 หมื่นล้านบาท รวมทั้งปีเป็นเงินไหลเข้า 3.0 แสนล้านบาท เกือบทั้งหมดเป็นเงินจากกองทุนตราสารทุน

5 อันดับกลุ่มกองทุนต่างประเทศที่มีมูลค่าสินทรัพย์สูงสุด

➢ กลุ่มกองทุนตราสารทุนมีเงินไหลเข้าสูงสุด 6.4 หมื่นล้านบาทในไตรมาสสุดท้าย รวมทั้งปีเป็นมูลค่า 3.0 แสนล้านบาท มูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 8.7 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 76% ของกองทุนรวมต่างประเทศที่ไม่รวม term fund ขณะที่กองทุนตราสารหนี้มีเงินไหลออก 2.9 พันล้านบาทในไตรมาสสุดท้าย รวมทั้งปีมีเงินไหลออกสูงสุด 1.9 หมื่นล้านบาท มูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 9.4 หมื่นล้านบาท หรือเท่ากับส่วนแบ่งตลาด 8% กองทุนผสมมีเงินไหลเข้าสุทธิในไตรมาสสุดท้าย 7.7 พันล้านบาท รวมเป็นเงินไหลเข้า 8.0 พันล้านบาทในรอบปี 2021 มูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 9.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.5% จากธันวาคม 2020

➢ กองทุนกลุ่ม Global Equity ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมา โดยล่าสุดมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 2.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 16% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 92.0% จากปี 2020 โดยมีเงินไหลเข้า 2.8 หมื่นล้านบาท รวมทั้งปีไหลเข้าสุทธิสะสม 9.4 หมื่นล้านบาท กองทุน MFC Sustained Competitive Edge เป็นกองทุนเปิดใหม่และมีเงินไหลเข้าสูงสุดในไตรมาสสุดท้ายที่ 3.5 พันล้านบาท

บลจ. Baillie Gifford เป็นบลจ. Master fund ที่มีกองทุนกลุ่ม Global equity ลงทุนสูงเป็นอันดับ 2

บลจ. Baillie Gifford เป็นบลจ. Master fund ที่มีกองทุนกลุ่ม Global equity ลงทุนสูงเป็นอันดับ 2 feed ไปที่กองทุน Baillie Gifford Positive Change โดย บลจ.กสิกรไทย นอกจากนี้ยังมีกองทุน Baillie Gifford Worldwide Discovery และ Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth ที่ลงทุนผ่านกองทุนจากบลจ.วรรณ และบลจ.กรุงศรี (เฉพาะกองทุน Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth) โดยทั้ง 3 กองทุนมีผลตอบแทนสูงถึง 80%-100% ในรอบปี 2020 อย่างไรก็ดีด้วยสภาวะการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงทำให้ผลตอบแทนในปีที่ผ่านมาค่อนข้างต่างไปจากปีก่อน

➢ ด้านกองทุนหุ้นจีนมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนเล็กน้อย แต่ยังเติบโตได้ดีจากปี 2020 ที่ 45.8% ไปอยู่ที่ 1.7 แสนล้านบาท ไตรมาสสุดท้ายของปียังคงมีเงินไหลเข้าสุทธิ 6.8 พันล้านบาทแม้ว่าจะอยู่ที่ช่วงที่มีผลตอบแทนติดลบ รวมเงินไหลเข้าสุทธิรอบปีนี้ 8.4 หมื่นล้านบาท และยังคงเป็นกลุ่มที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยแย่ที่สุดของปีที่ -12.9%

 UBS เป็นบลจ. Master fund ที่มีกองทุนกลุ่ม China equity ลงทุนสูงสุด

บลจ. UBS เป็นบลจ. Master fund ที่มีกองทุนกลุ่ม China equity ลงทุนสูงสุด โดยมีการลงทุนส่วนมากไปที่กองทุน UBS (Lux) Investment China A Opportunity IA2 Acc USD (Morningstar Analyst Rating: Gold) ตามมาด้วยบลจ. JP Morgan ที่มีการลงทุนโดย บลจ. กสิกรไทย เพียง บลจ. เดียวไปที่กองทุน JPM China I (acc) (Morningstar Analyst Rating: Silver) ซึ่งมีการลงทุนทั้งตลาดจีนและฮ่องกง และอันดับ 3 คือบลจ. Allianz ที่มีการลงทุนหุ้น A Shares เป็นหลักคือกองทุน Allianz China A Shares PT USD โดยทั้ง 3 กองทุนต่างมีผลตอบแทนติดลบที่เป็นผลจากกฎเกณฑ์จากทางการจีนในไตรมาสที่ 3 อย่างไรก็ดีกองทุนจาก UBS และ Allianz ที่เน้นลงทุนหุ้น A Shares มีผลตอบแทนที่กลับมาเป็นบวกในไตรมาสสุดท้ายของปี ในขณะที่กองทุนจาก JPMorgan มีผลตอบแทนที่ -5.6% ในช่วงเวลาเดียวกัน

➢ กองทุน Global Health Care มีเงินไหลเข้าสูงเป็นอันดับ 3 ในรอบปีที่มูลค่า 3.2 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นเงินไหลเข้าไตรมาสแรก มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 6.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นกองทุนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีมูลค่าทรัพย์สินเติบโตได้ดีในปีที่ผ่านมาหรือราว 80% จากปี 2020

Global Health Care มีการลงทุนแบบกองทุนฟีดเดอร์ไปที่กองทุนจากบลจ. JPMorgan สูงสุด

กองทุนกลุ่ม Global Health Care มีการลงทุนแบบกองทุนฟีดเดอร์ไปที่กองทุนจากบลจ. JPMorgan สูงสุด 1.8 หมื่นล้านบาท เป็นการลงทุนจากบลจ. กสิกรไทยและบลจ. กรุงศรีมูลค่าใกล้เคียงกัน ไปที่กองทุน JPM Global Healthcare มีผลตอบแทนเฉลี่ยราว 11% ด้วยมอร์นิ่งสตาร์เรตติ้งระดับ 4-5 ดาวใน 3 ชนิดหน่วยลงทุน กองทุนจากบลจ. Wellington มีการลงทุนจาก บลจ. บัวหลวง รวมราว 1.5 หมื่นล้านบาท ไปที่กองทุน Wellington Global Healthcare Equity มีผลตอบแทนอยู่ที่ 1.8% ในปีที่ผ่านมา (มอร์นิ่งสตาร์เรตติ้งระดับ 4 ดาว) กองทุน Janus Henderson Global Life Science เป็นกองทุน 5 ดาวที่มีการลงทุนจาก บลจ.ไทยหลายรายรวมกันเป็นมูลค่า 6.3 พันล้านบาท โดยในปีที่ผ่านมามีผลตอบแทนลดลงจากปีก่อนเช่นกัน โดยอยู่ที่ 5.6%

➢ จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อรับกับเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวทำให้มีแรงกดดันต่อการลงทุนตราสารหนี้เช่นกลุ่ม Global Bond ที่มีผลตอบแทนช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา -0.6% และมีมูลค่าทรัพย์สินลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดอยู่ที่ 8.2 หมื่นล้านบาท หดตัวลง 22.8% จากปี 2020 ซึ่งเกิดจากเงินไหลออกสุทธิทุกเดือนตลอดทั้งปีที่ผ่านมา รวมมูลค่า 2.6 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินไหลออกจากบลจ.ทหารไทย 9.0 พันล้านบาท

➢ กองทุนกลุ่ม Country Focus Equity เป็นกลุ่มที่รวบรวมกองทุนที่ลงทุนแบบเฉพาะเจาะจงในตลาดหุ้นประเทศใด ๆ เช่น เกาหลีใต้ เยอรมนี และเวียดนาม ซึ่งเป็นกองทุนที่ยังมีจำนวนกองทุนไม่มากพอที่จะจัดตั้งกลุ่ม อย่างไรก็ดีในไตรมาสล่าสุดกองทุนกลุ่มนี้มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิเกือบ 8 พันล้านบาท สะสมทั้งปีที่ 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกิดจากเงินไหลเข้าในกองทุนหุ้นเวียดนามเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังที่กองทุนหุ้นเวียดนามกลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น รวมทั้งมีการเปิดกองทุนทั้งจากบลจ.บัวหลวง บลจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ และบลจ.วรรณ ทั้งนี้ทางมอร์นิ่งสตาร์จะมีการจัดตั้งกลุ่มสำหรับกองทุนหุ้นเวียดนามซึ่งจะมีผลในช่วงปลายเดือนเมษายนเป็นต้นไป

ที่มา: Morningstar Thailand

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

2022 อาจผันผวนแต่หุ้นยังคงน่าสนใจ

FINNOMENA x Franklin Templeton
2022 อาจผันผวนแต่หุ้นยังคงน่าสนใจ

ในปี 2022 เราเชื่อว่าตลาดหุ้นจะมีความผันผวนมากขึ้น และสร้างผลตอบแทนลดลง เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากการลดการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนผ่านด้านโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี เรามองว่าการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี ตลาดหุ้นยังมีความน่าสนใจอยู่มาก และเรายังเชื่อมั่นในการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ สะท้อนจากเครื่องชี้ส่วนใหญ่ที่ยังให้สัญญาณบวกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสรุปเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

2022 อาจผันผวนแต่หุ้นยังคงน่าสนใจ

1. ปี 2022 คือปีแห่งการเปลี่ยนผ่า และจะเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ดี โดยประกอบด้วย (1) การลดและถอนการกระตุ้นเศรษฐกิจ (ลดและถอนวงเงินการซื้อสินทรัพย์หรือ QE) (2) การค่อย ๆ ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย (หรือการเร่งการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ถ้าเงินเฟ้อเริ่มควบคุมไม่ได้) และที่เซอร์ไพรส์ตลาดมากที่สุด น่าจะเป็น (3) การพูดถึงความเป็นไปได้ในการลดขนาดสินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (ไม่ต่ออายุสินทรัพย์ที่ซื้อมา และทยอยขายออกไป เพื่อดึงเงินออกจากระบบ) ซึ่งเราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ๆ ทั้ง 3 อย่างนี้น่าจะทำให้ตลาดผันผวนบ้าง อย่างไรก็ดี ความผันผวนจากการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเป็นลักษณะปกติของเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้ดี ซึ่งเราประมาณการว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้9% สูงที่สุด ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 และจะค่อย ๆ ลดการขยายตัวลง จนเข้าสู่ระดับปกติในปี 2023

2022 อาจผันผวนแต่หุ้นยังคงน่าสนใจ

จากประมาณการการฟื้นตัวดังกล่าว เรามองว่าการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว จะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปชะลอตัวลงบ้าง เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ น่าจะค่อย ๆ ลดการกระตุ้นลง เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจร้อนแรงจนเกินไป อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านนโยบายดังกล่าวจะไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านการถดถอยทางเศรษฐกิจ (recession) สะท้อนจากเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจที่ส่วนใหญ่ยังส่งสัญญาณทางบวกอยู่ ยกเว้น การปรับตัวขึ้นของค่าแรง และปริมาณเงินในระบบเท่านั้น ที่เริ่มส่งสัญญาณในทางลบ ทั้งนี้ จากตัวเลขการเติบโตของ GDP ในไตรมาสล่าสุด เรามองว่าสัญญาณลบจากเครื่องชี้ทั้งสองยังไม่แสดงถึงความเสี่ยงด้านการถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ กอปรกับความรุนแรงของ COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอน ที่เราเชื่อว่ามีความรุนแรงน้อยกว่า และการระบาดน่าจะสามารถควบคุมได้ในที่สุด

2022 อาจผันผวนแต่หุ้นยังคงน่าสนใจ

2. เงินเฟ้อจะควบคุมได้ และปรับตัวเข้าสู่ระดับปกติในช่วงครึ่งหลังปี 2022 โดยเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการที่ตัวเลขในปีก่อนหน้ามีฐานที่ต่ำกว่ามาก ซึ่งตัวเลขในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2022 น่าจะค่อย ๆ ลดลงมา เนื่องจากฐานของปีก่อนหน้าเริ่มสูงขึ้นบ้างแล้ว นอกจากนั้น หากเข้าไปดูต้นเหตุของเงินเฟ้อ ส่วนมากมาจากราคาสินค้า มากกว่าบริการ โดยเฉพาะรถมือสอง และสินค้าอื่น ๆ เช่น เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ในบ้าน ตลอดจนรถใหม่ ซึ่งเรามองว่า ความต้องการที่สูงกว่าปกติในช่วง COVID-19 กอปรกับปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ทำให้สินค้าดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดี เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น ความต้องการคงค้าง (pending demand) ลดลง ตลอดจนปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ที่เริ่มคลี่คลายน่าจะช่วยให้มีสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้น ลดแรงกดดันต่อราคา และอัตราเงินเฟ้อในที่สุด

2022 อาจผันผวนแต่หุ้นยังคงน่าสนใจ

2022 อาจผันผวนแต่หุ้นยังคงน่าสนใจ

อนึ่ง เราคาดว่า ในระยะยาวเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับ 2% ซึ่งเป็นระดับที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และไม่มากเกินไปจนทำให้ตลาดผันผวน โดยนโยบายต่าง ๆ (เช่น การลดการซื้อสินทรัพย์) จะค่อย ๆ ทยอยลดลงสู่ระดับปกติ ซึ่งเรามองว่าจะช่วยลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อลง และเมื่อเงินเฟ้อลดลง เราเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะกลับไปให้ความสำคัญกับการจ้างงาน มากกว่าการเร่งขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ดี ในช่วงการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรก ตลาดหุ้นมักจะผันผวนมากกว่าปกติ แต่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในที่สุด

2022 อาจผันผวนแต่หุ้นยังคงน่าสนใจ

2022 อาจผันผวนแต่หุ้นยังคงน่าสนใจ

3. การลดการอัดฉีดความช่วยเหลือ และการลดขนาดกรอบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานผ่านนโยบายการคลังจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก โดยนักลงทุนบางส่วนกังวลว่าการลดการให้ความช่วยเหลือด้านการคลัง และการลดขนาดมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จะทำให้เกิดหลุมการลงทุนที่หายไป กล่าวคือ การลงทุนจะชะงักชะงัน และไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากเท่าที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ดี เรามองว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้แรงงาน และครัวเรือนส่วนใหญ่มีสภาพความเป็นอยู่ และสถานะทางการเงินที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย และทดแทนการอัดฉีดจากภาครัฐได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมองว่าการลดขนาดกรอบนโยบายโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ นโยบาย Build Back Better จะไม่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวแต่อย่างใด

2022 อาจผันผวนแต่หุ้นยังคงน่าสนใจ

4. หุ้นจะได้รับแรงกดดันบ้าง แต่ยังขับเคลื่อนได้จากอัตราการทำกำไรที่เพิ่มขึ้น โดยการเปลี่ยนผ่านด้านนโยบายข้างต้น จะทำให้ตลาดหุ้นผันผวนในระยะสั้น และอาจเกิดการปรับฐานในช่วงแรกได้ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 1994 และ 2011 นอกจากนั้น ปลายปี 2022 จะมีการเลือกตั้งกลางสมัย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หากมีการเปลี่ยนแปลงพรรคที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภา น่าจะสร้างความผันผวนให้ตลาดเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี เรามองว่าตลาดหุ้นน่าจะยังสร้างผลตอบแทนได้ และจากสถิติที่ผ่านมา หลังการเลือกตั้งกลางสมัยตลาดหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นได้ดี โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่าอัตราการเติบโตของกำไรจะขยายตัวประมาณ 5% และมุมมองภาพรวมของตลาดยังดีอยู่ ซึ่งเราพบว่าในช่วงหลัง ๆ มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นจำนวนมาก จากการเริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดมากขึ้นของผู้เล่นรายย่อย ซึ่งน่าจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับตลาดหุ้นมากขึ้น

2022 อาจผันผวนแต่หุ้นยังคงน่าสนใจ

2022 อาจผันผวนแต่หุ้นยังคงน่าสนใจ

สรุปมุมมองของเรา

เราเชื่อมั่นว่าปี 2022 จะยังคงเป็นปีที่ดีสำหรับตลาดหุ้น เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ ยังคงสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งการขยายตัวของการบริโภค ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง และการเติบโตของอัตราการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน แม้เราคาดว่าจะสร้างผลตอบแทนได้ไม่มากเท่ากับในปี 2020 และ 2021 อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านด้านนโยบายจะสร้างความผันผวน และก่อให้เกิดการปรับฐานเป็นระยะ ๆ ซึ่งเรามองว่าเป็นปรากฏการณ์ปกติ และจำเป็นต่อการปรับขึ้นในระยะถัดไป และน่าจะยังให้ผลตอบแทนได้ดีต่อเนื่อง

เนื้อหาต้นฉบับโดย 

Jeffrey Schulze, CFA

Director, Investment Strategist

Clearbridge Investments

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/articles/clearbridge-investments/the-long-view-2022-the-year-of-transition

FINNOMENA Long Term Call: จังหวะสะสมลงทุนระยะยาวในหุ้นเวียดนาม หลังกลับตัวที่เส้น 200 วัน

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Long Term Call: จังหวะสะสมลงทุนระยะยาวในหุ้นเวียดนาม หลังกลับตัวที่เส้น 200 วัน

ดัชนี VN 30 ปรับตัวลงมาตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อน (13/01/2022) แตะเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน (MA 200) ซึ่งเป็นระดับดัชนีซึ่งเคยเป็นแนวรับก่อนหน้านี้ถึง 3 ครั้ง ก่อนปรับตัวขึ้นอีกครั้งดังนั้นการปรับตัวลงและหยุดที่แนวรับเช่นนี้เป็นการสะท้อนสัญญาณการกลับตัวที่ชัดเจน

ดัชนี VN 30 ปรับตัวลงมาตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อน (13/01/2022) แตะเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน (MA 200) ซึ่งเป็นระดับดัชนีซึ่งเคยเป็นแนวรับก่อนหน้านี้ถึง 3 ครั้ง ก่อนปรับตัวขึ้นอีกครั้งดังนั้นการปรับตัวลงและหยุดที่แนวรับเช่นนี้เป็นการสะท้อนสัญญาณการกลับตัวที่ชัดเจน รูปที่ 1 : VN30 Chart time frame Day | Source : Tradingview As of 19/01/2022 ด้านประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศเวียดนามสำหรับปี 2022 ถูกคาดไว้ที่ 7.3% โดดเด่นเหนือประเทศสำคัญทั่วโลก หนุนด้วยแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกที่ส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมของประเทศเวียดนาม รูปที่ 2 : Bloomberg Estimate 2022 Global GDP | Source : FINNOMENA, Bloomberg As of 19/01/2022 FINNOMENA Investment Team จึงนำ Forward P/E และประมาณการ EPS เฉลี่ยของปี 2022-2023 ของดัชนีแต่ละประเทศทั่วโลกพบว่าดัชนี VNI Index ซึ่งมีสัดส่วนหลักคล้ายกับดัชนี VN 30 พบว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีระดับมูลค่าที่ต่ำกว่าตลาดหุ้นทั่วโลก ด้านประมาณการ EPS เฉลี่ยสูงกว่าดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก จึงสรุปได้ว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีมูลค่าที่เหมาะสมพร้อมการเติบโตระยะยาวที่โดดเด่น รูปที่ 3 : Forward P/E และประมาณการ EPS เฉลี่ยปี 2022-2023 ของดัชนีแต่ละประเทศทั่วโลก | Source : FINNOMENA, Bloomberg As of 07/12/2021 ด้วยปัจจัยด้านเทคนิคและพื้นฐานของตลาดหุ้นเวียดนาม FINNOMENA Investment Team จึงเห็นว่าเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าสะสม สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามในรูปแบบ Long Term Call ผ่านกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นเวียดนามที่มีผลตอบแทนโดดเด่น โดยใช้ดัชนีอ้างอิงเป็น VN30 Total Return Index รูปที่ 4 : PRINCIPAL VNEQ-A Top Holding | Source : PRINCIPAL, As of 19/01/2022 Fund Fact Sheet As of 31/12/2021 FINNOMENA Investment Team

ด้านประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศเวียดนามสำหรับปี 2022 ถูกคาดไว้ที่ 7.3% โดดเด่นเหนือประเทศสำคัญทั่วโลก หนุนด้วยแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกที่ส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมของประเทศเวียดนาม

ดัชนี VN 30 ปรับตัวลงมาตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อน (13/01/2022) แตะเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน (MA 200) ซึ่งเป็นระดับดัชนีซึ่งเคยเป็นแนวรับก่อนหน้านี้ถึง 3 ครั้ง ก่อนปรับตัวขึ้นอีกครั้งดังนั้นการปรับตัวลงและหยุดที่แนวรับเช่นนี้เป็นการสะท้อนสัญญาณการกลับตัวที่ชัดเจน รูปที่ 1 : VN30 Chart time frame Day | Source : Tradingview As of 19/01/2022 ด้านประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศเวียดนามสำหรับปี 2022 ถูกคาดไว้ที่ 7.3% โดดเด่นเหนือประเทศสำคัญทั่วโลก หนุนด้วยแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกที่ส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมของประเทศเวียดนาม รูปที่ 2 : Bloomberg Estimate 2022 Global GDP | Source : FINNOMENA, Bloomberg As of 19/01/2022 FINNOMENA Investment Team จึงนำ Forward P/E และประมาณการ EPS เฉลี่ยของปี 2022-2023 ของดัชนีแต่ละประเทศทั่วโลกพบว่าดัชนี VNI Index ซึ่งมีสัดส่วนหลักคล้ายกับดัชนี VN 30 พบว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีระดับมูลค่าที่ต่ำกว่าตลาดหุ้นทั่วโลก ด้านประมาณการ EPS เฉลี่ยสูงกว่าดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก จึงสรุปได้ว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีมูลค่าที่เหมาะสมพร้อมการเติบโตระยะยาวที่โดดเด่น รูปที่ 3 : Forward P/E และประมาณการ EPS เฉลี่ยปี 2022-2023 ของดัชนีแต่ละประเทศทั่วโลก | Source : FINNOMENA, Bloomberg As of 07/12/2021 ด้วยปัจจัยด้านเทคนิคและพื้นฐานของตลาดหุ้นเวียดนาม FINNOMENA Investment Team จึงเห็นว่าเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าสะสม สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามในรูปแบบ Long Term Call ผ่านกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นเวียดนามที่มีผลตอบแทนโดดเด่น โดยใช้ดัชนีอ้างอิงเป็น VN30 Total Return Index รูปที่ 4 : PRINCIPAL VNEQ-A Top Holding | Source : PRINCIPAL, As of 19/01/2022 Fund Fact Sheet As of 31/12/2021 FINNOMENA Investment Team

FINNOMENA Investment Team จึงนำ Forward P/E และประมาณการ EPS เฉลี่ยของปี 2022-2023 ของดัชนีแต่ละประเทศทั่วโลกพบว่าดัชนี VNI Index ซึ่งมีสัดส่วนหลักคล้ายกับดัชนี VN 30 พบว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีระดับมูลค่าที่ต่ำกว่าตลาดหุ้นทั่วโลก ด้านประมาณการ EPS เฉลี่ยสูงกว่าดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก จึงสรุปได้ว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีมูลค่าที่เหมาะสมพร้อมการเติบโตระยะยาวที่โดดเด่น

ดัชนี VN 30 ปรับตัวลงมาตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อน (13/01/2022) แตะเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน (MA 200) ซึ่งเป็นระดับดัชนีซึ่งเคยเป็นแนวรับก่อนหน้านี้ถึง 3 ครั้ง ก่อนปรับตัวขึ้นอีกครั้งดังนั้นการปรับตัวลงและหยุดที่แนวรับเช่นนี้เป็นการสะท้อนสัญญาณการกลับตัวที่ชัดเจน รูปที่ 1 : VN30 Chart time frame Day | Source : Tradingview As of 19/01/2022 ด้านประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศเวียดนามสำหรับปี 2022 ถูกคาดไว้ที่ 7.3% โดดเด่นเหนือประเทศสำคัญทั่วโลก หนุนด้วยแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกที่ส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมของประเทศเวียดนาม รูปที่ 2 : Bloomberg Estimate 2022 Global GDP | Source : FINNOMENA, Bloomberg As of 19/01/2022 FINNOMENA Investment Team จึงนำ Forward P/E และประมาณการ EPS เฉลี่ยของปี 2022-2023 ของดัชนีแต่ละประเทศทั่วโลกพบว่าดัชนี VNI Index ซึ่งมีสัดส่วนหลักคล้ายกับดัชนี VN 30 พบว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีระดับมูลค่าที่ต่ำกว่าตลาดหุ้นทั่วโลก ด้านประมาณการ EPS เฉลี่ยสูงกว่าดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก จึงสรุปได้ว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีมูลค่าที่เหมาะสมพร้อมการเติบโตระยะยาวที่โดดเด่น รูปที่ 3 : Forward P/E และประมาณการ EPS เฉลี่ยปี 2022-2023 ของดัชนีแต่ละประเทศทั่วโลก | Source : FINNOMENA, Bloomberg As of 07/12/2021 ด้วยปัจจัยด้านเทคนิคและพื้นฐานของตลาดหุ้นเวียดนาม FINNOMENA Investment Team จึงเห็นว่าเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าสะสม สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามในรูปแบบ Long Term Call ผ่านกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นเวียดนามที่มีผลตอบแทนโดดเด่น โดยใช้ดัชนีอ้างอิงเป็น VN30 Total Return Index รูปที่ 4 : PRINCIPAL VNEQ-A Top Holding | Source : PRINCIPAL, As of 19/01/2022 Fund Fact Sheet As of 31/12/2021 FINNOMENA Investment Team

ด้วยปัจจัยด้านเทคนิคและพื้นฐานของตลาดหุ้นเวียดนาม FINNOMENA Investment Team จึงเห็นว่าเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าสะสม สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามในรูปแบบ Long Term Call ผ่านกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นเวียดนามที่มีผลตอบแทนโดดเด่น โดยใช้ดัชนีอ้างอิงเป็น VN30 Total Return Index

ดัชนี VN 30 ปรับตัวลงมาตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อน (13/01/2022) แตะเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน (MA 200) ซึ่งเป็นระดับดัชนีซึ่งเคยเป็นแนวรับก่อนหน้านี้ถึง 3 ครั้ง ก่อนปรับตัวขึ้นอีกครั้งดังนั้นการปรับตัวลงและหยุดที่แนวรับเช่นนี้เป็นการสะท้อนสัญญาณการกลับตัวที่ชัดเจน รูปที่ 1 : VN30 Chart time frame Day | Source : Tradingview As of 19/01/2022 ด้านประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศเวียดนามสำหรับปี 2022 ถูกคาดไว้ที่ 7.3% โดดเด่นเหนือประเทศสำคัญทั่วโลก หนุนด้วยแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกที่ส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมของประเทศเวียดนาม รูปที่ 2 : Bloomberg Estimate 2022 Global GDP | Source : FINNOMENA, Bloomberg As of 19/01/2022 FINNOMENA Investment Team จึงนำ Forward P/E และประมาณการ EPS เฉลี่ยของปี 2022-2023 ของดัชนีแต่ละประเทศทั่วโลกพบว่าดัชนี VNI Index ซึ่งมีสัดส่วนหลักคล้ายกับดัชนี VN 30 พบว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีระดับมูลค่าที่ต่ำกว่าตลาดหุ้นทั่วโลก ด้านประมาณการ EPS เฉลี่ยสูงกว่าดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก จึงสรุปได้ว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีมูลค่าที่เหมาะสมพร้อมการเติบโตระยะยาวที่โดดเด่น รูปที่ 3 : Forward P/E และประมาณการ EPS เฉลี่ยปี 2022-2023 ของดัชนีแต่ละประเทศทั่วโลก | Source : FINNOMENA, Bloomberg As of 07/12/2021 ด้วยปัจจัยด้านเทคนิคและพื้นฐานของตลาดหุ้นเวียดนาม FINNOMENA Investment Team จึงเห็นว่าเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าสะสม สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามในรูปแบบ Long Term Call ผ่านกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นเวียดนามที่มีผลตอบแทนโดดเด่น โดยใช้ดัชนีอ้างอิงเป็น VN30 Total Return Index รูปที่ 4 : PRINCIPAL VNEQ-A Top Holding | Source : PRINCIPAL, As of 19/01/2022 Fund Fact Sheet As of 31/12/2021 FINNOMENA Investment Team

FINNOMENA Investment Team


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัว ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

“ภาษีคริปโตฯ” คืออะไร? เสียยังไง? ใครต้องเสียบ้าง? สรุปทุกประเด็นที่ต้องรู้!

FINNOMENA
"ภาษีคริปโตฯ" คืออะไร? เสียยังไง? ใครต้องเสียบ้าง? สรุปทุกประเด็นที่ต้องรู้!

“ภาษีคริปโตฯ” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกถกเถียงกันอย่างมากในตอนนี้ หลังกรมสรรพากรประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีคริปโตฯ ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2565 เป็นต้นไป ซึ่งในบทความนี้ FINNOMENA ได้รวบรวมทุกประเด็นที่ต้องรู้เกี่ยวกับภาษีคริปโตฯ ตั้งแต่ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แนวทางการเสียภาษีคริปโตฯ และสรุป Q&A ในหัวข้อต่างๆ เพื่อคลายทุกข้อสงสัยที่คาใจเหล่านักลงทุน

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บ “ภาษีคริปโตฯ”

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ใน พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 นั้นหมายถึง คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล นั่นแปลว่ากำไรที่มาจากสินทรัพย์ดังกล่าวเข้าเกณฑ์เสียภาษี

โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดเก็บภาษีคริปโตฯ คือ พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2561 ที่ได้แก้ไขข้อกฎหมายเพิ่มเติมในมาตรา 40 และมาตรา 50 ดังนี้

มาตรา 40 (4) (ซ) เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือผลประโยชน์อื่นใดในลักษณะเดียวกันที่ได้จากการถือหรือครอบครองโทเคนดิจิทัล

มาตรา 40 (4) (ฌ) ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน

มาตรา 50 (ฉ) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ซ) และ (ฌ) ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้ 

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ มีเงินได้เพิ่มขึ้นมาอีก 2 ประเภทที่เข้าเกณฑ์เสียภาษี ได้แก่

  1. ส่วนแบ่งกำไรจากการถือครองโทเคนดิจิทัล เช่น ส่วนแบ่งที่ได้รับจากโปรแกรม Ziplock ของ Zipmex Token
  2. กำไรจากการขายโทเคนดิจิทัลและคริปโตฯ โดยตรง (ซึ่งกรณีนี้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%)

สรุปแนวทางการเสียภาษีคริปโตฯ

สรุปแนวทางการเสียภาษีคริปโตฯ

รวม Q&A ประเด็นภาษีคริปโตฯ ที่หลายคนสงสัย

Q: ทำไมโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วยังต่อยื่นเสียภาษีประจำปีอีก?
A: เงินได้ของคริปโตฯ หลังถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ยังไม่ถือเป็นเงินได้ที่มีการเสียภาษีสุดท้าย (Final Tax) จึงยังถูกพิจารณาเหมือนรายได้อื่น ๆ อยู่ ซึ่งต่างจากกรณีของดอกเบี้ยหรือเงินปันผลที่เมื่อถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วจะนับเป็น Final Tax เลย

Q: กำไรจากการขายคริปโตฯ คำนวณยังไง?
A: กำไรที่ผู้เสียภาษีต้องยื่นต่อกรมสรรพากรคือ “กำไรรวมทั้งหมด” ในปีนั้น โดยไม่จำเป็นต้องแยกแสดงเป็นรายธุรกรรม แต่ไม่สามารถนำธุรกรรมที่ขาดทุนมาหักลบจากกำไรของธุรกรรมอื่นได้ ซึ่งนี่เป็นมาตรฐานเดียวกับการเสียภาษีเมื่อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์

Q: ต้องมีหลักฐานแนบสำหรับการยื่นภาษีหรือไม่?
A: โฆษกฯ กรมสรรพากรระบุว่า การยื่นภาษีสามารถกรอกตัวเลขได้เลยโดยไม่ต้องแนบหลักฐานการมีรายได้ แต่แนะนำให้บันทึก statement เผื่อในกรณีที่ถูกตรวจสอบ

Q: ขายคริปโตฯ ในต่างประเทศแล้วได้กำไรต้องเสียภาษีในประเทศไทยหรือไม่?
A: ถ้าปีนั้นอยู่ในประเทศไทยรวมแล้วเกิน 180 วัน และมีการนำกำไรกลับเข้าประเทศภายในปีเดียวกันจะต้องเสียภาษี

Q: มีกำไรแต่เก็บไว้ในกระดานเทรด (Exchange) ยังไม่ได้ถอนเงินสดออกมา ต้องเสียภาษีหรือไม่?
A: เกณฑ์เงินได้ของกรมสรรพากรคือ เกิดรายได้เมื่อไรนับเป็นเงินได้เมื่อนั้น ดังนั้นหากขายคริปโตฯ แล้วได้กำไรแม้จะยังไม่ได้ถอนออกมาก็นับเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี

Q: มีกรณีใดที่ได้กำไรจากการขายคริปโตฯ แล้วไม่ต้องเสียภาษีบ้าง?
A: มีทั้งหมด 3 กรณี

  1. มีรายได้จากการเทรดคริปโตฯ เพียงอย่างเดียวและมีกำไรตลอดปีไม่เกิน 60,000 บาท กรณีนี้ไม่ต้องยื่นหรือเสียภาษี โดยสามารถยื่นขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายได้
  2. มีรายได้จากการเทรดคริปโตฯ เพียงอย่างเดียว และมีกำไรตลอดปีไม่เกิน 210,000 บาท กรณีนี้ต้องยื่นแต่ไม่ต้องเสียภาษี โดยสามารถยื่นขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายได้เช่นกัน
  3. อายุครบ 65 ปี หรือมีบัตรประจำตัวผู้พิการ และมีกำไรจากการขายคริปโตฯ ตลอดปีไม่เกิน 400,000 บาท กรณีนี้ต้องยื่นแต่ไม่ต้องเสียภาษี โดยสามารถยื่นขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายได้เช่นกัน

Q: แนวทางการเสียภาษีที่ชัดเจนของกรมสรรพากรจะออกมาเมื่อไร?
A: โฆษกฯ กรมสรรพากรระบุว่า แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนซึ่งจะเป็นมาตรฐานร่วมกันจะเสร็จสิ้นภายในเดือน ม.ค. 2565

อ้างอิง

FINNOMENA Market Alert: บอนด์ยีลพุ่งส่งตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วงแรงกว่า 2%

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: บอนด์ยีลพุ่งส่งตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วงแรงกว่า 2%

เช้านี้ (19 ม.ค.) ดัชนี Nikkei 225 ปรับตัวลงกว่า 2.13% ขณะที่ ดัชนี TOPIX ลดลง 2.54% หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นมาที่ 1.881% นับเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2020 จากความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

เมื่อวานนี้ (18 ม.ค.) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยหลังธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงท่าทีการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไปสวนทางธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงมีการปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อจาก 0.9% มาที่ 1.1% แต่ยังต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่ 2%

FINNOMENA Investment Team มองว่าแนวโน้มนโยบายการเงินสหรัฐฯ สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น เช่นเดียวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยระยะสั้นถึงกลาง ในด้านอัตราเงินเฟ้อแม้ BOJ จะปรับประมาณการเพิ่มขึ้นแต่ยังอยู่ในระดับที่ไม่กดดันสภาพเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการเงิน จึงแนะนำทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นตามคำแนะนำ Long Term Tactical Call ก่อนหน้านี้

Source: Bloomberg

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน